ท่ามกลางวิกฤติค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน “พลังงานสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับครัวเรือน
ล่าสุด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิล จำกัด (BCC) ผู้นำด้านการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลของไทย ได้ประกาศก้าวสำคัญด้วยการเข้าซื้อกิจการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ION Energy) เพื่อผสานความเชี่ยวชาญจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ มุ่งเป้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด Solar Rooftop ในประเทศไทยที่มีมูลค่าระดับแสนล้านบาท
Synergy เชิงยุทธศาสตร์: เมื่อสายไฟฟ้าคือหัวใจของระบบโซลาร์
พงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด ของ Bangkok Cable (BCC) ให้ทัศนะถึงการขยับตัวครั้งสำคัญนี้ว่า “ในอดีตเราอาจมองว่าโซลาร์เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นแค่ทางเลือก แต่สำหรับ BCC เรามองเห็นโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตสายไฟฟ้า สู่การเป็น Energy Solution Provider อย่างเต็มตัว เพื่อตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป”
โดย BCC ถือเป็นบริษัทสายไฟฟ้าแห่งแรกๆ ของไทย และเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ซัพพลายสายไฟสำหรับระบบโซลาร์ในประเทศ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ”
ขณะที่ พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ ION Energy ขยายความถึงความสำคัญของพันธมิตรในเชิงเทคนิคว่า “หลายคนอาจโฟกัสที่แผงหรืออินเวอร์เตอร์ แต่ทราบหรือไม่ว่าสายไฟฟ้าคือองค์ประกอบที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของระบบ และเป็นหัวใจของความปลอดภัย การเข้ามาอยู่ภายใต้ BCC ทำให้เราสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราส่งมอบระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุดให้กับลูกค้า” ซึ่งจะช่วยให้ ION Energy สามารถเข้าถึงเครือข่ายร้านค้าตัวแทนจำหน่ายกว่า 200 แห่ง และห้างสรรพสินค้าวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศของ BCC ได้ทันที
แก้ Pain Point ปากท้อง: โซลาร์เซลล์คือ “การออม” ที่จับต้องได้
ในประเด็นเรื่องความคุ้มค่า คุณพีรกานต์ย้ำชัดถึงบทบาทของโซลาร์ในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า “วันนี้โซลาร์รูฟท็อปไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่มันคือการแก้ปัญหาปากท้องโดยตรง การลงทุนติดตั้งระบบในราคาประมาณ 2 แสนบาท แต่สามารถลดค่าไฟได้ถึงเดือนละ 4,000-5,000 บาท เปรียบเสมือนการสร้างโรงไฟฟ้าส่วนตัวที่ช่วยประหยัดเงินได้ในระยะยาวกว่า 30 ปี”
นอกจากนี้ เพื่อลดอุปสรรคเรื่องเงินก้อน คุณพีรกานต์ ยังระบุถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงินในการออกผลิตภัณฑ์ Solar Leasing โดยเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราต้องการทำให้การติดโซลาร์เป็นเรื่องปกติเหมือนการมีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ผลิตภัณฑ์ Solar Leasing ที่ใช้ตัวระบบเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องค้ำประกันบ้าน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น” ซึ่งปัจจุบันไทยมีครัวเรือนที่มีศักยภาพติดตั้งได้ถึง 1.3 ล้านหลัง แต่มีการติดตั้งสะสมเพียงไม่ถึง 5% เท่านั้น
นวัตกรรมนำหน้า: จากการติดตั้ง สู่แพลตฟอร์มการจัดการพลังงาน

นอกเหนือจากการติดตั้ง คุณพงศภัคเน้นย้ำว่า ทิศทางของกลุ่ม BCC คือการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบผลิต ส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive)
คุณพีรกานต์เสริมว่า ION Energy ได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร โดยมีแผนติดตั้งใหม่ให้ได้ 1,500 – 2,000 หลังในปีนี้ พร้อมชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ:
- Smart Home Integration: เชื่อมต่อกับ SmartThings ของ Samsung เพื่อบริหารจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
- Solar Cleaning Drone: การใช้โดรนล้างแผงโซลาร์เพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
- Future Trading: “เป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนบ้านจากผู้ซื้อไฟ ให้กลายเป็น Prosumer ที่สามารถผลิต ใช้ และขายไฟคืนผ่านระบบ Net Billing เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต”
วิสัยทัศน์สู่ Net Zero 2045 และโครงการอ้างอิงระดับภูมิภาค
ในตอนท้าย คุณพงศภัค สรุปถึงพันธกิจร่วมกันว่า “BCC มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2045 การลงทุนใน ION Energy ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การซื้อธุรกิจ แต่คือการสร้าง Ecosystem ของพลังงานยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง”
โดยวิสัยทัศน์นี้วางอยู่บนฐานความเชื่อมั่นจากโครงการขนาดใหญ่ที่ BCC เคยดำเนินการมา อาทิ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค, สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2, รถไฟฟ้าสายสีชมพู และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ รวมถึงการสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สมรภูมิอีคอมเมิร์ซ 1.2 ล้านล้าน: 3 เทรนด์อนาคต-จุดจบสงครามราคา
ออมนิคอม มีเดียชู ‘Consumer-First’ รับมือภาวะ ‘Mass Fragmentation’



