ในช่วงที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ลูกค้ากลุ่มสินทรัพย์สูงบางส่วนมองหาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในต่างประเทศเพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งต่อความมั่งคั่ง เมืองไทยประกันชีวิตกำลังปรับทิศทางธุรกิจผ่าน 2 แกนสำคัญ คือ การพัฒนาแบบประกันชีวิตเพื่อการวางแผนมรดกให้แข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น และการยกระดับประกันสุขภาพให้เชื่อมโยงกับบริการและเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบ
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศ โดยเฉพาะในบริบทที่คนไทยอายุยืนขึ้น ความต้องการด้านหลักประกันชีวิตและสุขภาพซับซ้อนมากขึ้น และลูกค้าบางกลุ่มเริ่มเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ของไทยกับตลาดต่างประเทศ
ปรับ Cash Value ลดต้นทุนประกันมรดก
หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือโครงการ “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่” ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การวางแผนและส่งต่อความมั่งคั่ง มี 2 แบบหลัก ได้แก่ “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่ 99/1” แบบชำระเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว รับประกันอายุ 30 วัน – 80 ปี และ “เมืองไทย เลกาซี่ เวลธ์ 99/5” แบบชำระเบี้ยประกันภัย 5 ปี รับประกันอายุ 30 วัน – 75 ปี
จุดต่างของผลิตภัณฑ์นี้อยู่ที่การกำหนดมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ หรือ Cash Value ให้คงที่ตลอดสัญญา แทนโครงสร้างแบบเดิมที่มูลค่าเวนคืนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอายุกรมธรรม์จนสูงขึ้นในช่วงท้ายสัญญา
“Cash Value ของต่างประเทศอยู่ประมาณ 70-80% ตลอดสัญญา ส่วนต่างตรงนี้ทำให้ Pricing ของสินค้ามันต่าง” คุณสาระ กล่าว
แนวทางดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนเบี้ยประกันภัยลงได้ประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับโครงสร้างเดิม จากเดิมที่เบี้ยประกันอาจสูงถึง 64 ล้านบาท จะปรับลดลงเหลือเพียง 49 ล้านบาท และเมื่อนำไปเทียบกับผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศโดยรวมปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนเข้าไปด้วยแล้ว จะพบว่าส่วนต่างของราคาอยู่ที่ประมาณ 4% เท่านั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับตลาด Offshore มากขึ้น”
สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดเบี้ยประกันภัย แต่คือการออกแบบทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือสร้างหลักประกันและส่งต่อความมั่งคั่ง สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ภายใต้กฎหมายไทย ใช้สกุลเงินบาท และลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ทางเลือกในไทยสำหรับลูกค้าที่มองตลาด Offshore
ในมุมของผู้บริหาร โจทย์สำคัญคือ หากผลิตภัณฑ์ของไทยสามารถทำคุณสมบัติและราคาให้ใกล้เคียงกับต่างประเทศได้มากขึ้น เหตุใดเงินของลูกค้าไทยจึงต้องไหลออกไปซื้อผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศ
“ถ้าประเทศไทยหรือบริษัทในประเทศไทยมี Choice ที่ทำออกมาได้ไม่ต่างกัน ทั้งในแง่ของ Feature และราคาเบี้ยประกัน ทำไมเงินต้องไหลออกไปต่างประเทศ” คุณสาระ กล่าว
ข้อได้เปรียบของผลิตภัณฑ์ในไทยประกอบด้วย ทุนประกันขั้นต่ำที่เริ่มต้น 10 ล้านบาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศมักมีทุนขั้นต่ำระดับ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงการลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพราะลูกค้าชำระเบี้ยและรับความคุ้มครองเป็นเงินบาท อีกทั้งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายไทย
สำหรับแบบชำระเบี้ย 5 ปี ลูกค้ายังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ด้านการบริหารพอร์ตลงทุน เมืองไทยประกันชีวิตระบุว่า พอร์ตที่รองรับภาระผูกพันระยะยาวเน้นความมั่นคงเป็นหลัก โดยมีสัดส่วน 80-85% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยและตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ส่วนที่เหลือกระจายไปยังสินทรัพย์ที่มีอายุสัญญาสอดคล้องกับภาระผูกพัน เช่น อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และอาคารสำนักงานที่มีอายุสัญญาระยะยาว
D Health Lite เติมช่องว่างประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
จากโจทย์การส่งต่อมรดก เมืองไทยประกันชีวิตยังขยับมายังอีกความเสี่ยงสำคัญของผู้บริโภค คือค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ผ่านการเปิดตัว “D Health Lite” ประกันสุขภาพเหมาจ่ายผู้ป่วยใน หรือ IPD ที่รับประกันตั้งแต่อายุ 30 วัน – 90 ปี และคุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี
ผลิตภัณฑ์นี้ให้วงเงินเหมาจ่าย 1 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาทต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง ไม่ใช่วงเงินจำกัดต่อปี จำกัดค่าห้องสูงสุด 4,000 บาทต่อวัน และครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำคัญ เช่น ค่า ICU ค่าผ่าตัด Day Surgery ค่ารักษาพยาบาล OPD ต่อเนื่องภายใน 30 วันหลังออกจากโรงพยาบาล อุบัติเหตุฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง OPD และรถพยาบาลฉุกเฉิน
เมืองไทยประกันชีวิตวาง D Health Lite ให้ตอบโจทย์ลูกค้า 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฟรีแลนซ์ที่ไม่มีสวัสดิการประจำ เด็กเล็กที่ต้องการความคุ้มครองตั้งแต่อายุยังน้อย พนักงานออฟฟิศที่ต้องการซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมจากสวัสดิการเดิม และผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งต้องการทางเลือกในการเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชน
“เราพยายามทำให้ Product มี Personalization ให้ตรงกับความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน” คุณสาระ กล่าว
เลือกแผนตามงบ พร้อมสิทธิ์ปรับแผนตามช่วงวัย
D Health Lite เปิดให้ผู้เอาประกันเลือกแผนตามงบประมาณ ทั้งแบบเหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก แบบ Deductible หรือความรับผิดชอบส่วนแรกคงที่ 20,000 บาท 30,000 บาท 50,000 บาท และ 100,000 บาท รวมถึงแบบ Copayment หรือร่วมจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ 10% หรือ 20%
สำหรับเด็กอายุ 30 วัน – 10 ปี สามารถเลือกแผนแบบมี Deductible หรือ Copayment เท่านั้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยังมี Convertible Option ให้ผู้เอาประกันสามารถปรับลด Deductible ลงมาเป็นแผนเหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรกได้ โดยไม่ต้องแถลงสุขภาพใหม่ ใน 2 ช่วงอายุ คือ 11-15 ปี และ 55-65 ปี
ในเชิงการวางแผนค่าใช้จ่าย ผู้บริหารยกตัวอย่างว่า กลุ่มฟรีแลนซ์สามารถเริ่มต้นแผน 5 ล้านบาทแบบไม่มี Deductible ได้ที่ประมาณวันละ 40 บาท กลุ่มเด็กเล็กเริ่มต้นประมาณวันละ 115 บาท ส่วนพนักงานออฟฟิศที่ใช้เป็นแผน Top Up จากสวัสดิการเดิมสามารถเลือก Deductible เพื่อลดค่าเบี้ยลงเหลือประมาณวันละ 25 บาท
165 โรงพยาบาล กับโจทย์สมดุลคุณภาพและต้นทุน
นอกจากตัวผลิตภัณฑ์ เมืองไทยประกันชีวิตยังยกระดับบริการผ่าน “MTL Smile Hospital Network” เครือข่ายโรงพยาบาล 165 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งคัดเลือกจากโรงพยาบาลคู่สัญญากว่า 600 แห่ง โดยพิจารณาจากคุณภาพ ระดับการบริการ และการบริหารค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
บริษัทไม่ได้วางแนวทางนี้เพื่อจำกัดการเข้าถึงการรักษา หรือเลือกโรงพยาบาลจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพการรักษา ความจำเป็นทางการแพทย์ การบริการ และความยั่งยืนของระบบค่าใช้จ่าย
“ความสำคัญที่สุดคือความจำเป็นทางการแพทย์ สมรรถนะทางการแพทย์เป็นตัวแรกที่สำคัญ ราคาไม่ใช่หลัก” คุณสาระ กล่าว
ภายใต้เครือข่ายนี้ ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 20% การเพิ่มจำนวนวันค่าห้องและค่าแพทย์สูงสุด 365 วัน การลด Deductible ลง 10% หรือการลด Copayment ลง 50% จากยอดที่กำหนด รวมถึงบริการประเมินค่าใช้จ่ายก่อนผ่าตัดและราคาพิเศษสำหรับแพ็กเกจผ่าตัดหัตถการยอดนิยม
Health Buddy เสริมบทบาทการวางแผนรักษา
อีกส่วนหนึ่งของระบบบริการคือ MTL Health Buddy ผ่านสายด่วน 1766 กด 4 ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำโรงพยาบาลในโครงการ MTL Smile Hospital Network และแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เหมาะสมกับความเจ็บป่วย เพื่อช่วยให้ลูกค้าวางแผนการรักษาได้มั่นใจขึ้น
บริษัทจึงวางบทบาทของเทคโนโลยีและ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนด้านข้อมูลและการวางแผนบริการสุขภาพ มากกว่าการวินิจฉัยหรือแทนที่แพทย์ เพื่อให้สอดคล้องกับน้ำหนักข้อมูลจากต้นทาง
จากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านระบบ
การขยับพร้อมกันทั้งผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเพื่อการส่งต่อมรดกและผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ สะท้อนทิศทางของเมืองไทยประกันชีวิตที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะด้านราคา แต่พยายามออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับโจทย์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากขึ้น
ในฝั่งประกันมรดก บริษัทใช้การปรับโครงสร้าง Cash Value เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ และลดแรงจูงใจในการนำเงินออกไปซื้อผลิตภัณฑ์ Offshore ขณะที่ฝั่งสุขภาพ บริษัทใช้แนวทาง Personalization ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาลและบริการสนับสนุนด้านสุขภาพ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงการรักษา คุณภาพบริการ และการบริหารค่าใช้จ่ายในระยะยาว
“Product ของประเทศไทยไม่แพ้สิงคโปร์” คุณสาระ กล่าว
ภาพรวมของกลยุทธ์นี้จึงสะท้อนการแข่งขันอีกระดับของธุรกิจประกันชีวิตไทย จากเดิมที่เน้นผลิตภัณฑ์และราคา ไปสู่การแข่งขันด้านโครงสร้างผลิตภัณฑ์ ระบบบริการ เครือข่ายพันธมิตร และความสามารถในการบริหารต้นทุนระยะยาว
ในบริบทที่เงินเฟ้อทางการแพทย์ยังเป็นแรงกดดันต่อทั้งผู้บริโภค โรงพยาบาล และบริษัทประกัน ขณะที่ตลาดการเงินเปิดทางให้ลูกค้ามีตัวเลือกข้ามประเทศมากขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้และระบบบริการที่ยั่งยืน จึงอาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยในระยะต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
โอเชียนกลาส พลิกเกมสู่ Lifestyle Brand ดึง Butterbear เชื่อมคนรุ่นใหม่
Visa เลือกไทยเปิดตัว Visa Destinations แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก



