Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จาก JMT ถึงสุกี้ตี๋น้อย: AI กำลังเปลี่ยน Operation ของกลุ่ม JMART

จาก JMT ถึงสุกี้ตี๋น้อย: AI กำลังเปลี่ยน Operation ของกลุ่ม JMART

แม้ภาพใหญ่ของกลุ่ม JMART จะเป็นการสร้าง J.AI Arena เพื่อผลักดันองค์กรสู่ AI-Driven Enterprise แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการที่ AI เริ่มเข้าไปอยู่ใน operation จริงของธุรกิจแต่ละบริษัทในเครือ

ตั้งแต่งานติดตามหนี้ งานขาย งานลูกค้าสัมพันธ์ งานบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการคัดกรองความเสี่ยงสินเชื่อ

use case ต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอจึงสะท้อนว่า AI ของ JMART ไม่ได้หยุดอยู่ในระดับแนวคิด แต่เริ่มถูกใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการแล้ว

JMT: จากการสุ่มตรวจสู่การตรวจครบ 100%

หนึ่งใน use case ที่ชัดที่สุดมาจาก JMT ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารหนี้รายใหญ่ ที่มีลูกค้ากว่า 8 ล้านบัญชี และมีการโทรออกหาลูกค้าไม่ต่ำกว่า 100,000 สายต่อวัน

สุทธิรักษ์ ตรัยชิรอภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMT เปิดเผยว่า บริษัทได้พัฒนาและเปิดใช้งานจริงระบบ AI สำหรับตรวจสอบมาตรฐานการทำงานของ Call Center ที่มีพนักงานกว่า 2,000 คน

ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับเสียงสนทนา ประเมินมาตรฐานการทำงาน และรายงานผลได้แบบรายชั่วโมง ทำให้การควบคุมคุณภาพเปลี่ยนจากการ “สุ่มตรวจ” ไปสู่การ “ตรวจครบทุกสาย”

จากการทดสอบใช้งานจริงเป็นเวลา 5 เดือน กับสายโทรออกกว่า 18 ล้าน Call ระบบสามารถตรวจสอบได้ครอบคลุม 100% และช่วยลดเคสที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานลงได้ถึง 79%

“ถ้าผมจะตรวจให้ได้ 100% แบบนี้ ผมต้องใช้ทีมงาน QC ทั้งหมด 2,200 คน แต่วันนี้ผมไม่ต้องเพิ่มคน 2,200 คน” คุณสุทธิรักษ์ กล่าว

JMT ยังเตรียมนำ AI Voice Bot มาใช้ช่วยเจรจากับลูกค้า รวมถึงพัฒนา NPA Monitoring Bot สำหรับติดตามราคาบ้านมือสองใน Marketplace แอป “baanbaan” แบบเรียลไทม์

Jaymart Mobile: เมื่อ AI เข้ามาช่วยขยายกำลังขาย

สำหรับ Jaymart Mobile จุดเริ่มต้นของการใช้ AI มาจากปัญหาธุรกิจที่ชัดเจน คือความต้องการจากลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังคนจะรองรับได้

หลังเปิดโครงการ Online Sim Card ซึ่งให้ลูกค้าสมัครสินเชื่อออนไลน์และทราบผลได้ทันที บริษัทพบว่าปริมาณความต้องการที่ไหลเข้ามาสูงเกินกว่าทีมงานจะดูแลได้ทัน

“เรามี Demand ที่ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากกว่าจำนวน Manpower ที่เราเตรียมการไว้”  คุณสุทธิรักษ์ กล่าว

Jaymart Mobile จึงเริ่มพัฒนา AI Voice Bot หรือ “น้องเจนนี่” เข้ามาช่วยดูแลลูกค้าในขั้นต้น ตั้งแต่การทักทาย การยืนยันความสนใจ ไปจนถึงการแจก Promotion Code และส่งลิงก์ให้ลูกค้าทำรายการต่อได้ทันที

AI ตัวนี้ถูกออกแบบให้มีน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นมิตร และไม่เน้นการฮาร์ดเซล

ผลลัพธ์คือ “น้องเจนนี่” ช่วยเพิ่มผลผลิตของทีมงานได้ถึง 5 เท่า และช่วยขยายเวลาการดูแลลูกค้านอกเวลาทำงานปกติ โดยเฉพาะช่วงหลังเลิกงาน ซึ่งเป็นช่วงที่พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมาก

Jayin Digital: เปลี่ยนข้อมูลใบเสร็จเป็นรายได้

อีกหนึ่งกรณีตัวอย่างสำคัญมาจากบริษัท เจ อีลิท จำกัด Martech ในกลุ่ม JMART ซึ่งนำ AI มาขับเคลื่อนระบบ AI-Powered Receipt Reading เพื่อยกระดับ J Point Loyalty Program ภายใต้ JAS Community Mall

ซึ่งโจทย์สำคัญของระบบนี้ ไม่ใช่เพียงการอ่านข้อมูลใบเสร็จ แต่คือการทำให้ Customer Data สามารถนำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้จริงแบบเรียลไทม์ ระบบ AI เข้าไปอยู่ใน Customer Journey ตั้งแต่การอ่านค่าข้อมูลใบเสร็จ การตรวจสอบความถูกต้อง ไปจนถึงการแจกรางวัลหรือสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้า

ผลลัพธ์สะท้อนผ่านยอดใช้จ่ายจากระบบ receipt reading ในปี 2025 ที่มีมูลค่ากว่า 25.5 ล้านบาท และในไตรมาส 1 ปี 2026 ยังเติบโต 76% แบบ Year on Year

เจ อีลิท ยังมองเห็นโอกาสต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวไปสู่รูปแบบ B2B Platform Solution เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับกลุ่มบริษัท

สุกี้ตี๋น้อย: AI เพื่อรองรับองค์กรที่กำลังโตเร็ว

หนึ่งใน use case ที่น่าสนใจที่สุดคือ สุกี้ตี๋น้อย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขยายสาขาอย่างรวดเร็ว

นัทธมนพิศาลกิจวนิชผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบีเอ็นเอ็นเรสเตอรองท์กรุ๊ปจำกัด ระบุว่า บริษัทมีพนักงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 200 คนต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 800 คนต่อเดือน เพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่เดือนละ 5-6 สาขา

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การใช้ AI เพื่อลดคน แต่คือการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนเดิม

“เราไม่ได้มอง Objective เป็นการลดต้นทุน แต่มองเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า หนึ่งคน แทนที่จะทำได้หนึ่งอย่าง ให้เขาทำได้ห้าอย่างในหนึ่งชั่วโมงที่เขามีอยู่” คุณ นัทธมน กล่าว

สุกี้ตี๋น้อยเริ่มนำ AI มาใช้ในหลายส่วน ตั้งแต่งาน HR, Payroll, การตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการใช้ AI CCTV ตรวจจับจำนวนหัวลูกค้าเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูลจากระบบ POS

อีกโครงการสำคัญคือการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการบริโภคย้อนหลังรายสาขา เพื่อแนะนำยอดการสั่งวัตถุดิบ เช่น เนื้อ หมู และผัก ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

“Back Office จะเพิ่มคนตามจำนวนสาขาที่เราเปิดแบบนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” คุณ นัทธมน กล่าว

เป้าหมายคือการลดการสั่งผิด ลดของเหลือทิ้ง และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

SGC: ใช้ AI และข้อ มูลคุมความเสี่ยงสินเชื่อ

อีกด้านหนึ่งของกลุ่ม JMART คือการใช้ AI และข้อมูลร่วมกันในธุรกิจสินเชื่อ โดยเฉพาะกรณีของ SGC ผู้ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ผ่าน SG Finance+

SGC ใช้ระบบล็อกอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ร่วมกับชิปและเมนบอร์ดของแบรนด์มือถือชั้นนำ หากลูกค้าผิดนัดชำระ เครื่องจะถูกล็อกฟังก์ชันทันที และปลดล็อกออนไลน์เมื่อชำระเงินเรียบร้อย

ขณะเดียวกัน SGC ยังใช้ฐานข้อมูลลูกหนี้ของ JMT ซึ่งมีข้อมูลกว่า 8 ล้านรายชื่อ มาช่วยให้ AI คัดกรองความเสี่ยงขั้นต้น หรือ Pre-scoring ก่อนอนุมัติสินเชื่อ

สิ่งนี้ช่วยลดโอกาสเกิดหนี้เสียตั้งแต่ต้นน้ำ และกลายเป็นความได้เปรียบสำคัญของกลุ่ม JMART ในธุรกิจสินเชื่อมือถือ

จาก Use Case สู่การเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน

แม้ use case ของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ AI เริ่มถูกใช้ในฐานะเครื่องมือทำงานจริงมากกว่าการเป็นเพียงเทคโนโลยีทดลอง

ตั้งแต่งานควบคุมคุณภาพ งานขาย งานวิเคราะห์ข้อมูล งานคลังสินค้า ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง

ภาพเหล่านี้จึงสะท้อนว่า สิ่งที่กลุ่ม JMART กำลังทำ อาจไม่ใช่เพียงการทดลองใช้ AI แต่กำลังพยายามเปลี่ยนวิธีการทำงานของทั้งองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้นในทุกระดับ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘สติไฟเตอร์’ เมื่อ 4 ยักษ์ใหญ่ ผนึกกำลังสู้ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ระดับชาติ

เมื่อ Google ทำให้ ‘โฆษณา’ กลายเป็น ‘คำตอบ’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar