บนเวทีงาน WTF Festival: Into the World of Outliers เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ CEO แบรนด์ La Glace (ลากลาส) พูดถึงอีกด้านของการสร้างองค์กรที่เติบโตเร็ว ท่ามกลางโลกธุรกิจที่แข่งขันรุนแรง เปลี่ยนเร็ว และกดดันให้ทุกอย่างต้องเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่การใช้ Creativity และ Data เพื่อสร้างโปรดักส์ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ Tribe Culture ไปจนถึงการรักษาสุขภาพจิตของทีมในวันที่ธุรกิจต้องวิ่งเร็ว แต่คนในองค์กรต้องไม่พังก่อน
สิ่งที่คุณเอมลินทร์พูดในงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของแบรนด์ความงามที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังสะท้อนวิธีคิดของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มองว่า การสร้างธุรกิจไม่ได้มีแค่เรื่องยอดขายหรือการเติบโต หากคือการสร้างทีม สร้างคน และสร้างองค์กรที่สามารถเดินต่อไปได้ในระยะยาว แม้จะต้องเผชิญกับความกดดัน ความไม่แน่นอน และการแข่งขันที่หนักขึ้นทุกวัน
Creative ที่เริ่มจากความฝัน แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง
สำหรับคุณเอมลินทร์ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ แต่เกิดจากการเรียนรู้สิ่งที่หลากหลาย แม้แต่เรื่องที่ตัวเองไม่ได้สนใจ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ เธอมองว่า creative คือการประกอบร่างของหลายสิ่งเข้าด้วยกัน จาก 5+2+3+4 จนกลายเป็น 9 วิธีคิดนี้ทำให้ La Glace ไม่ได้เริ่มต้นโปรดักส์จากสูตรสำเร็จ แต่เริ่มจากความฝัน จินตนาการ และความกล้าคิดให้ไกลก่อน
โปรดักส์อย่าง Jelly Spray จึงเกิดจากความคิดที่ดูฝันในตอนแรก ก่อนจะถูกนำไปต่อยอดร่วมกับโรงงานเพื่อทำให้เป็นจริง คุณเอมลินทร์อธิบายกระบวนการนี้อย่างเรียบง่ายว่า เธอแค่อยากทำสิ่งที่อยากทำให้ได้ ส่วนคนที่ทำงานหนักมากคือโรงงานที่ต้องช่วยทำให้ความคิดนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ความสร้างสรรค์ไม่ได้แปลว่าไม่เคยตัน ผู้ก่อตั้ง La Glace ยอมรับว่าเธอตันมาตลอดในการทำ La Glace เพียงแต่เรียนรู้ที่จะจัดการตัวเองให้ดีขึ้น บางครั้งวิธีแก้คือการนอนพัก และบางครั้งเมื่อถึงจุดที่ตันจนระเบิด เธอเลือกขอลางานจากทีม แล้วกลับไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ เพราะรู้ว่าหากจิตใจของ CEO ไม่นิ่ง บริษัทก็อาจสั่นคลอนได้
หน้าบ้านครีเอทีฟจัด หลังบ้านต้องแม่นด้วย Data
แม้ La Glace จะมีภาพจำเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากไอเดียหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เบื้องหลังการสร้างปรากฏการณ์ยอดขาย มีการใช้ข้อมูลอย่างจริงจัง ทั้งการทดลองก่อนหน้า การดูยอดวิว การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การคำนวณว่าแต่ละคอนเทนต์ควรไปถึงคนเท่าไร และการวางแผนร่วมกับทีม Marketing และ CMO อย่างละเอียด
คุณเอมลินทร์เล่าว่า ความสำเร็จจากการไลฟ์ขายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันไลฟ์ แต่ผ่านการทดลองมาก่อน มีการเห็นช่องว่างของตลาด แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อเพื่อวางแผนให้ไปถึงเป้าหมาย ดังนั้น ยอดขายระดับหลักล้านชิ้นหรือยอดขายร้อยล้านจึงไม่ได้เกิดขึ้นแบบบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเตรียมการหลายเดือน ความพยายามของทั้งบริษัท และการใช้ข้อมูลมาช่วยผลักให้ความคิดสร้างสรรค์กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ
Tribe Culture: ชนเผ่าเด็กดื้อที่โง่ได้ แต่ต้องเรียนรู้
หนึ่งในแกนที่แข็งแรงที่สุดของ La Glace คือวัฒนธรรมองค์กรแบบชนเผ่าที่รวมคนต่างขั้วเข้าด้วยกัน ทั้งคนรุ่นใหม่สายครีเอทีฟ คนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และผู้บริหารที่มีประสบการณ์มากกว่า สิ่งที่เชื่อมคนเหล่านี้ไว้ไม่ใช่การคิดเหมือนกัน แต่คือการยอมรับร่วมกันว่า ทุกคนสามารถผิดได้ โง่ได้ และเรียนรู้ได้ทุกวัน
คุณเอมลินทร์อธิบายวัฒนธรรมนี้ว่า คนที่เข้ามาจำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกันและมีแกนเดียวกัน คือพร้อมเรียนรู้ เคารพกัน และเดินไปด้วยกัน เธอต้องการคนที่มีความเป็นเด็กดื้อ มีความกล้า มีความขบถ แต่ในขณะเดียวกันต้องเป็นคนที่ลึกและจริงจังระดับเนิร์ดในพื้นที่ของตัวเอง La Glace จึงเป็นองค์กรที่ Feedback กันหนักและตรงมาก แต่การวิจารณ์ไม่ได้มีไว้ทำร้ายกัน หากเป็นการช่วยกันดูแลวัฒนธรรมของบ้านหลังเดียวกัน ทุกคนต้องช่วยกัน groom culture โดยไม่ต้องรอให้ CEO หรือฝ่ายบุคคล (HR) เป็นคนชี้ทุกอย่าง
Founder Mode และการเป็นแบรนด์ที่ปรับตัวได้ตลอดเวลา
สำหรับ CEO ของ La Glace การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกอย่างเองตลอดไป แต่การ delegate ก็ไม่ได้แปลว่าผู้นำจะไม่ต้องเข้าใจเนื้องาน เธอมองว่า CEO ต้องรู้ทุกอย่างในบริษัทในระดับที่มากพอจะให้คำแนะนำ ชี้ทาง และช่วยทีมตัดสินใจได้ ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในทุกเรื่อง แต่ต้องเข้าใจลึกพอที่จะสามารถเป็นโค้ชและมองเห็นว่าคนที่รับผิดชอบงานนั้นกำลังทำถูกทางหรือไม่
นี่คือ Founder Mode ในแบบของคุณเอมลินทร์ คือการคงความรู้สึกเป็นเจ้าของและความเข้าใจในธุรกิจไว้ แม้บริษัทจะโตขึ้นและมีทีมเข้ามาช่วยมากขึ้นแล้วก็ตาม ผู้นำจึงไม่ใช่เพียงคนที่สั่งการจากด้านบน แต่ต้องรู้จักงาน รู้จักคน และรู้ว่าจะวางใครไว้ตรงไหน เพื่อให้ทีมเติบโตไปพร้อมกับองค์กร
ในธุรกิจความงามที่เปลี่ยนเร็วและแข่งขันสูง คุณเอมลินทร์รู้ดีว่าแบรนด์ไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยความสำเร็จเดิม เธอบอกว่า La Glace ต้องเป็นเหมือนแมลงสาบ คือเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ ปรับตัวได้ทุกทาง และไม่ยอมแก่ไปกับตลาด เบื้องหลังความคิดนี้คือความมั่นใจที่มาพร้อมความไม่ประมาท La Glace อาจเป็นแบรนด์ที่มั่นหน้าได้ แต่ต้องคิดอยู่เสมอว่า เรายังไม่พอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พัฒนา เรียนรู้ และสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาในองค์กร เธอจึงไม่ได้มองแค่การหาคนเก่งจากข้างนอก แต่พยายามสร้างคนจากข้างใน เพราะคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมของ La Glace จะเข้าใจวิธีคิดและจังหวะขององค์กรได้ลึกกว่า
โตเร็วได้ แต่ทีมต้องไม่พัง
อีกด้านที่ทำให้สิ่งที่คุณเอมลินทร์พูดในงานนี้น่าสนใจ คือ La Glace ไม่ได้พูดถึงการเติบโตแบบสวยงามเพียงด้านเดียว แต่พูดถึงความเหนื่อย ความตัน และภาวะหมดไฟอย่างตรงไปตรงมา เธอยอมรับว่าทีมมีช่วง burnout อยู่ตลอด แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญคือการสังเกตว่าใครเริ่มไม่ไหว และต้องเติมใจให้ทัน
คุณเอมลินทร์บอกทีมอย่างชัดเจนว่า หากอยากหยุด อยากพัก หรืออยากลาออก ก็ทำได้ เพราะสภาพจิตใจต้องมาก่อน งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ในบางครั้ง หากเห็นว่าทีมกำลังแบกรับโปรเจกต์ใหญ่ไม่ไหว เธอพร้อมยกเลิกโปรเจกต์นั้น เพื่อรักษาทีมไว้ เพราะหากคนพัง ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ นี่คือความย้อนแย้งที่ทำให้ La Glace น่าสนใจมาก องค์กรนี้ทำงานหนัก โตเร็ว และกดดันสูง แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า คนต้องไม่แตกสลายไปก่อนความสำเร็จ
ผู้ก่อตั้ง La Glace ไม่ได้มองสมดุลชีวิตและงานแบบโรแมนติก เธอยอมรับว่า ถ้าใช้ work-life balance แบบปกติ La Glace อาจไม่โตเร็วอย่างที่เป็น เพราะการทำธุรกิจต้องมีช่วงที่ต้องวิ่ง ต้องสู้ และต้องคว้าโอกาสให้ทัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ dynamic balance หรือการรักษาสมดุลที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ บางช่วงต้องทำงานหนักมาก บางช่วงต้องพัก บางช่วงต้องพาทีมออกไปปล่อยพลัง บางช่วงต้องเลี้ยงข้าวหรือพาไป outing เพื่อให้ทีมได้หลุดออกจากความเครียด สำหรับเธอ CEO ต้องคิดข้างหน้า ต้องอ่านสัญญาณของทีมให้ออก และต้องรู้ว่าเมื่อไรควรผลัก เมื่อไรควรหยุด และเมื่อไรควรถอยเพื่อรักษาคนไว้
ผู้ประกอบการไม่ใช่เส้นทางของทุกคน
ช่วงท้ายของสิ่งที่คุณเอมลินทร์พูดในงานคือส่วนที่ทำให้มุมมองของเธอหนักแน่นที่สุด เพราะเธอไม่ได้ทำให้การเป็นผู้ประกอบการดูโรแมนติกเกินจริง คุณเอมลินทร์พูดตรงๆ ว่า ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นผู้ประกอบการได้ เพราะเส้นทางนี้น่ากลัว โดดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความล้มเหลว คุณสมบัติสำคัญของผู้ประกอบการในมุมของเธอ ไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการกลัวแล้วยังเดินต่อได้ ล้มเหลวแล้วไม่ทำร้ายตัวเองจนพัง และยังรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคงพอจะไปต่อ
สำหรับคนที่อยากเริ่มธุรกิจ เธอแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินทุนจำนวนมาก หากยังไม่มีเงิน อาจเริ่มจากการไปลองทำงานของคนอื่น เป็น frontline หรือทำ affiliate เพื่อเรียนรู้ลูกค้า เรียนรู้การขาย และเข้าใจว่าคนชอบอะไรในตัวเรา เพราะสุดท้าย ธุรกิจไม่ได้สำเร็จจากเวทีเดียว คำพูดเดียว หรือโอกาสเดียว แต่ต้องค่อยๆ เก็บประสบการณ์ รอจังหวะ รอโอกาส รอเงื่อนไขที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษาตัวเองให้รอดพอถึงวันนั้น
ประโยคที่สรุปแก่นของสิ่งที่คุณเอมลินทร์พูดในงานนี้ได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องยอดขาย ไม่ใช่เรื่องโปรดักส์ และไม่ใช่เรื่องการเป็นแบรนด์ดัง แต่คือคำเตือนที่เธอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณต้องไม่เป็นบ้าไปซะก่อน ก่อนที่คุณจะสำเร็จ”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘สีคิ้วโมเดล’ เมืองเล็ก งบน้อย สมาร์ทได้ ทลายไซโลข้อมูล พลิกโฉมสู่ Smart City
‘Future You’: เมื่อคำถามสำคัญไม่ใช่ ‘ทำงานอะไร’ แต่คือ ‘เราจะเป็นใคร’





