ขณะที่คนจำนวนมากกำลังไล่ตามความสำเร็จทางการงาน การเงิน และเป้าหมายชีวิต สถานการณ์สุขภาพของคนไทยกลับกำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวล โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการสร้างรากฐานชีวิต
บนเวทีสัมมนา Mission To The Moon Forum ในเซสชันหัวข้อ “From Health to Wealth: How Tech Redefines Well-being (สุขภาพสู่ความมั่งคั่ง เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเกมสุขภาพยุคใหม่)” จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ Head of Group Customer and Digital Marketing จาก AIA ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับนิยามความมั่งคั่งยุคใหม่ โดยเริ่มต้นจากความจริงพื้นฐานของชีวิตว่า ในวันที่ร่างกายแข็งแรง มนุษย์อาจมีความปรารถนานับพันประการ ทั้งอยากประสบความสำเร็จ อยากร่ำรวย อยากเดินทาง หรืออยากทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่ในวันที่เจ็บป่วย ความต้องการทั้งหมดจะลดเหลือเพียงอย่างเดียว คือการได้มีสุขภาพที่ดีกลับคืนมา
สุขภาพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่เป็นพื้นฐานของหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ต้องการในชีวิต และเป็นที่มาของแนวคิด Health is Wealth
NCDs สัญญาณน่ากังวลของสุขภาพคนไทย
คุณจุฑาภัทร ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดที่น่าเป็นห่วง จากข้อมูลที่นำมาแสดงพบว่า คนไทยกว่า 75% เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คิดเป็นจำนวนประมาณ 550,000 คนต่อปี
กลุ่มโรค NCDs ดังกล่าวประกอบด้วยโรคที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs มักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป แต่สำหรับประเทศไทย กลุ่มคนที่เสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้กลับมีอายุน้อยกว่ามาก โดยอยู่ในช่วงอายุ 35-54 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรกำลังสร้างรากฐานให้กับชีวิต กำลังทำงาน และยังต้องการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
ข้อมูลดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลภายในของ AIA ประเทศไทย ที่พบว่า 65% ของยอดการเคลมประกันในปีที่ผ่านมา มาจากกลุ่มโรค NCDs เช่นกัน
ประเทศไทยเป็น Global Wellness Hub แต่คนไทยยังเผชิญปัญหา NCDs
อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่คุณจุฑาภัสร์ตั้งไว้คือ ในวันที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น Global Wellness Hub มีสถานที่และบริการด้าน Healthcare จำนวนมากที่ดึงดูดผู้คนจากต่างประเทศให้เดินทางเข้ามาใช้บริการเหตุใดคนในประเทศเองจึงยังเสียชีวิตจาก NCDs ในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อายุน้อยลง
คำถามนี้สะท้อนให้เห็นว่า โจทย์ด้านสุขภาพของคนไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดเทคโนโลยีหรือบริการด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้เพื่อป้องกัน ดูแลตัวเอง และเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
จาก Lifespan และ Healthspan สู่ Joy span
โรค NCDs ไม่เพียงทำให้อายุขัยสั้นลง แต่ยังทำให้ผู้ป่วยต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลนานขึ้นเพื่อการรักษาซึ่งเกี่ยวข้องกับ Lifespan หรืออายุขัยของมนุษย์
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้น และทำให้ผู้ที่เป็นโรค เช่น โรคมะเร็งหรือเบาหวาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่คำถามสำคัญคือ จะดีกว่าหรือไม่ หากเราไม่ต้องเผชิญกับโรคร้ายแรงเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
นี่คือที่มาของแนวคิด Healthspan หรือช่วงเวลาที่ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคร้ายแรง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การมีชีวิตที่ดีไม่ได้หมายถึงการไม่ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีพลัง และมีอิสระในการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจุฑาภัสร์เรียกว่า Joy span
ในภาพที่คุณจุฑาภัทร อธิบายว่า Joy span เป็นเส้นที่สั้นกว่า Healthspan และ Lifespan โจทย์จึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาของความสุข พลัง และอิสระในการใช้ชีวิตยาวนานขึ้น
คนไทยไม่ได้ขาดข้อมูลสุขภาพ แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยาก
จากการสำรวจพฤติกรรมคนไทยที่ AIA ร่วมมือกับ Nielsen ในกลุ่มตัวอย่างคนไทย 1,000 คน พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการเงินสูงถึง 85% ขณะที่สุขภาพอยู่ที่ 72% และสุขภาพใจอยู่ที่ 65%
แต่เมื่อถามว่าคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดีแล้วหรือยัง คำตอบกลับสะท้อนช่องว่างที่น่าสนใจ โดยมีเพียง 37% ที่รู้สึกว่าร่างกายตัวเองแข็งแรง 43% รู้สึกว่าสุขภาพใจตัวเองโอเค และมีเพียง 13% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพทางการเงินที่ดี
กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจอยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ควรใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่กลับยังมีความกังวลต่อเรื่องสำคัญในชีวิต โดยเฉพาะสุขภาพทางการเงิน
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดมี Health Tech ให้เลือกจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์สวมใส่ แอปพลิเคชันสุขภาพ และเครื่องมือที่ช่วยเก็บข้อมูลร่างกายแบบ Real Time คนไทยเองก็ไม่ได้ขาดการรับรู้เรื่องเครื่องมือเหล่านี้
จากข้อมูลพบว่า 8 ใน 10 ของคนไทยรู้จักแอปสุขภาพ และ 73% เคยทดลองใช้แอปสุขภาพมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม สถิติที่น่าสนใจคือ ภายใน 30 วันแรกหลังเริ่มใช้แอปสุขภาพ เหลือเพียง 3% เท่านั้นที่ยังใช้งานอย่างสม่ำเสมอ หมายความว่า 97% เลิกใช้ภายในเดือนแรก
ปัญหาไม่ใช่ว่าไม่อยากดูแลตัวเอง แต่สร้างเงื่อนไขมากเกินไป
เมื่อดูในเชิงลึก สาเหตุของการเลิกใช้ Health Tech ไม่ได้มาจากการไม่สนใจสุขภาพ แต่เกี่ยวข้องกับความยุ่งยากในการใช้งาน ข้อมูลที่อ่านแล้วเข้าใจยาก ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป รวมถึงราคาของอุปกรณ์และค่าบริการรายเดือนที่ค่อนข้างสูง
“ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่อยากดูแลตัวเอง แต่เราอาจจะสร้างเงื่อนไขเยอะเกินไป”
เพราะเมื่อคนเราคิดว่าการมีสุขภาพดีต้องเริ่มจากเป้าหมายใหญ่ เช่น ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4-5 วันต้องนอน 8 ชั่วโมง ต้องกินคลีน หรือต้องนั่งสมาธิ สมองอาจรู้สึกว่ายากเกินไปและไม่พร้อมจะทำอย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาจึงอาจไม่ใช่การขาดแรงจูงใจ แต่เป็นการตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป และสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองมากเกินไปตั้งแต่ต้น
Tiny Habits เมื่อพฤติกรรมเล็กๆช่วยสร้างนิสัยที่ทำได้จริง
เพื่อข้ามอุปสรรคดังกล่าว คุณจุฑาภัสร์แนะนำแนวคิด Tiny Habits ซึ่งคิดค้นโดยศาสตราจารย์ BJ Fogg จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์
แนวคิดนี้มุ่งให้เริ่มต้นจากนิสัยเล็ก ๆ ที่ทำได้ง่าย ทำได้ทุกวัน แล้วค่อยสร้างความสำเร็จตามมา โดยมีหลักคิดสำคัญว่า “พฤติกรรมที่ทำง่ายคือพฤติกรรมที่กลายเป็นนิสัยได้เร็วที่สุด”
ตัวอย่างเช่น หลังตื่นนอน ให้ตั้งเป้าหมายว่าจะนั่งสมาธิเพียง 1 นาที เมื่อทำสำเร็จแล้วจึงให้รางวัลตัวเอง เช่นการไถหน้าจอสมาร์ตโฟน การดื่มกาแฟ หรือสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกดี
การเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ และให้รางวัลตัวเองหลังทำสำเร็จ จะช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นซ้ำ และค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจากเครื่องมือเก็บข้อมูล สู่ตัวช่วยสร้างพฤติกรรม
ในมุมของ AIA คุณจุฑาภัทร กล่าวว่า แอปพลิเคชัน ALife สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้าง Tiny Habits ได้ ผ่านฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การฝึกหายใจและทำสมาธิด้วย Box Breathing ที่เริ่มจาก 1 นาที 2 นาทีหรือ 3 นาที พร้อมระบบ Reward และการเก็บคะแนนจากพาร์ตเนอร์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานทำพฤติกรรมเล็ก ๆได้อย่างสม่ำเสมอ
ในด้านสุขภาพใจ แอป ALife ยังมีฟีเจอร์ Mood Diary ที่ช่วยบันทึกอารมณ์ในแต่ละวัน และดูผลลัพธ์แบบรายเดือน เพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมอารมณ์ของตัวเอง และสามารถออกแบบ Tiny Habits ที่ช่วยให้ตัวเองดีขึ้นได้
“นี่คือการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยสร้าง Tiny Habits ซึ่งในตลาดก็ยังมีแอปพลิเคชันอีกจำนวนมากที่สามารถช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นและเริ่มต้นพฤติกรรมเล็ก ๆ ได้”
จดหมายจากตัวฉันตอนอายุ 60 ปี
ภายใต้ความร่วมมือกับ Mission To The Moon แอป ALife ได้พัฒนาแคมเปญ “จดหมายจากตัวฉันตอนอายุ60 ปี” ซึ่งไม่ใช่แบบทดสอบ IQ แต่เป็นคำถามที่ทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนชีวิต เพื่อชวนให้ผู้ใช้งานคิดว่าพฤติกรรมในวันนี้จะส่งผลต่อเรื่องราวของตัวเองอย่างไรเมื่ออายุ 60 ปี
แคมเปญนี้ออกแบบผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับ Mascot 4 แบบใน ALife ได้แก่
- ทับทิม Mascot สีแดง วัยเก๋าจอมพลัง เป็นคนขยันลุย มีเป้าหมาย วิ่งเพื่อความสำเร็จ และชีวิตไม่เคยหยุดพัก
- จันทร์เจ้า Mascot สีเหลือง วัยสำราญสายชิล เป็นคนที่ใช้ชีวิตเต็มที่ แต่ไม่วางแผน เน้นมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน
- ถั่วงอก Mascot สีเขียว วัย Slow Life เป็นคนที่เทคแคร์ทุกคน มีเพื่อนเยอะ แต่อาจตามใจคนรอบข้างมากเกินไป
- เศรษฐีอัญชัน Mascot สีน้ำเงิน ผู้สันโดษ เป็นคนที่วางแผน เดินตามกฎเกณฑ์ แต่อาจมีความเครียดและโดดเดี่ยวเป็นบางครั้ง
หลังจากเปิด Journey ดังกล่าว มีผู้เข้าร่วม 500 คนแรก โดยเกือบ 80% อยู่ในกลุ่มทับทิมและจันทร์เจ้าสะท้อนว่ากลุ่มนี้วิ่งตามเป้าหมายและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ไม่ค่อยวางแผน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20-35 ปี ที่ได้ผลลัพธ์สองกลุ่มนี้มากที่สุด
ในทางกลับกัน กลุ่มที่ได้ผลลัพธ์เป็นเศรษฐีอัญชัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่วางแผนเรื่องเงิน มีสัดส่วนน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ Nielsen ที่สะท้อนว่าคนจำนวนมากให้ความสำคัญกับเรื่องการเงิน แต่ยังมีส่วนน้อยที่รู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพทางการเงินที่ดี
จากผลลัพธ์ดังกล่าว แอป ALife ได้พัฒนา Digital Planner ร่วมกับ Mission To The Moon รวมทั้งหมด 4 แบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยออกแบบให้สอดคล้องกับ Character ของแต่ละคน และเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตในวัย 60 ปีมี Joy span ที่ดีและยาวนานขึ้น
Healthier, Longer, Better Lives
คุณจุฑาภัทร กล่าวว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดสอดคล้องกับพันธกิจของ AIA ภายใต้แนวคิด Healthier, Longer, Better Lives ซึ่งเชื่อมโยงกับการมี Joy span ที่ยาวนานขึ้น
ในมุมของ AIA การมีชีวิตที่ Healthier, Longer, Better Lives ต้องประกอบด้วย 3 แกน ได้แก่ Protection, Prevention และ Progression
Protection คือการเตรียมพร้อมเมื่อชีวิตเผชิญเหตุไม่คาดคิด ผ่านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการสะสมทรัพย์
Prevention คือการป้องกันล่วงหน้า แทนที่จะรอให้ป่วยแล้วจึงรักษา โดยมีตัวอย่างอย่าง AIA Vitality ที่เชื่อมโยงการออกกำลังกายเข้ากับแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ
ส่วน Progression คือการพัฒนาตัวเองทุกวัน ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน โดยมีแอป ALifeเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว
ท้ายที่สุด คุณจุฑาภัทรฝากให้ทุกคนนำแนวคิด Tiny Habits กลับไปลองใช้ เพื่อพัฒนา Joy span ของตัวเองเพราะการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงในทุกวัน
“เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกิดจากการทำสิ่งเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ” คุณจุฑาภัทร กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
มองวิกฤติผ่านบทเรียน ‘ตัน ภาสกรนที’ : ล้มเจ็บพังแต่ต้องรู้จังหวะไปต่อ
พังทลายมายาคติ ‘เกษียณ 60’ ในโลกที่อายุคนยาวขึ้นและ AI เปลี่ยนงาน





