Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

มองวิกฤติผ่านบทเรียน ‘ตัน ภาสกรนที’ : ล้มเจ็บพังแต่ต้องรู้จังหวะไปต่อ

มองวิกฤติผ่านบทเรียน 'ตัน ภาสกรนที' : ล้มเจ็บพังแต่ต้องรู้จังหวะไปต่อ

“มีแต่วันนี้ ไม่มีพรุ่งนี้” อาจเป็นประโยคที่สรุปบทเรียนชีวิตของคุณตัน ภาสกรนที ได้ชัดที่สุด หลังอุบัติเหตุตกเวทีคอนเสิร์ตกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตระหนักว่า ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน และสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ควรให้ หรือสิ่งที่ควรตอบแทนคนรอบข้าง ไม่ควรถูกเลื่อนออกไปเพียงเพราะคิดว่ายังมีเวลา

จากบทเรียนชีวิตดังกล่าว เชื่อมโยงมาถึงบทเรียนทางธุรกิจที่คุณตันถ่ายทอดบนเวที MISSION TO THE MOON FORUM 2026 ภายใต้ธีม “WORK-LIFE EVOLUTION เมื่อโลกวิวัฒนาการ ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน ในเซสชัน FAIL BETTER ล้ม เจ็บ พัง แต่ยังไปต่อ” โดยมีตัน ภาสกรนที Founder and CEO of Ichitan Group PCL มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากการล้มจริง เจ็บจริง สู้จริง และผ่านวิกฤติมาด้วยตนเอง

สาระสำคัญของเซสชันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเล่าเรื่องความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีคิดของคนที่เคยผ่านหนี้สิน วิกฤติ การตัดสินใจครั้งใหญ่ และจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ก่อนกลั่นออกมาเป็นบทเรียน 5 มิติที่ทั้งคนทำงานและผู้ประกอบการควรนำกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง

สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ และการตัดแขนขารักษาชีวิต

คุณตันมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวล และอาจลากยาวต่อไปอีก 2-3 ปี โดยระบุว่าวิกฤติครั้งนี้น่าเป็นห่วงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เพราะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก และกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานราก ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหาร วัตถุดิบ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ปรับตัวสูงขึ้น

มุมมองดังกล่าวไม่ได้มาจากข้อมูลเชิงสถิติทั่วไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อมูลจริงที่คุณตันเห็นจากธุรกิจของตนเอง ทั้งตลาดนัด โรงแรม ศูนย์การค้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหนี้เสีย ซึ่งทำให้เห็นสัญญาณของกำลังซื้อที่ลดลง ร้านค้าที่ขาดสภาพคล่อง การขายที่ชะลอตัว และความระมัดระวังของผู้ประกอบการมากขึ้น

บทเรียนสำคัญจากวิกฤติปี 2540 คือการเอาตัวรอดจากหนี้สินระดับร้อยล้านด้วยแนวคิด “ตัดแขนขารักษาชีวิต” คุณตันเล่าว่าในเวลานั้นเขาตัดสินใจขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มี ตั้งแต่บ้าน รถ ที่ดิน นาฬิกา ปากกา ไปจนถึงสร้อยเพชรของภรรยา เพื่อนำเงินไปลดภาระหนี้สินให้เหลือครึ่งหนึ่ง จนรายได้ที่มีอยู่สามารถครอบคลุมได้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น

หัวใจของบทเรียนนี้คือ การยอมตัดสิ่งที่ยังพอตัดได้ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายจนไม่เหลือทางเลือก เพราะหากรายรับน้อยกว่ารายจ่ายและไม่รีบแก้ไข ภาระหนี้จะยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวงจรที่ยากจะหลุดออกมา

ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่มีสภาพคล่องสูง วิกฤติย่อมเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่ลดลงจากการเทขาย แต่โอกาสเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจยังรักษาเงินสดและยืนอยู่ได้ในวันที่คนอื่นจำเป็นต้องขาย

ธุรกิจต้อง “ตัวเบา” ขายไส้กรอก ไม่ต้องเลี้ยงหมู

อีกหนึ่งหลักคิดสำคัญของคุณตันคือ การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้เองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด “ขายไส้กรอก ไม่ต้องเลี้ยงหมู” ซึ่งหมายถึงการลงทุนเท่าที่จำเป็น ไม่สร้างภาระถาวรเกินตัว และไม่ขยายธุรกิจจนกลายเป็นการแบกความเสี่ยงจำนวนมากไว้กับตัวเอง

คุณตันยกตัวอย่างว่า หากขายไส้กรอกแล้วต้องเลี้ยงหมูเอง เมื่อขายดีขึ้นก็ต้องเลี้ยงหมูมากขึ้น มีห้องเย็น ห้องเชือด ห้องทำอาหารหมู หรือแม้แต่ปลูกข้าวโพดเอง สุดท้ายเงินและความเสี่ยงจำนวนมากจะถูกผูกไว้กับโครงสร้างที่ใหญ่เกินจำเป็น หากวันหนึ่งยอดขายตก ธุรกิจจะกลายเป็นภาระทันที

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านอิชิตันที่เลือกลงทุนเฉพาะเท่าที่จำเป็น แม้จะมีการใช้กล่องจำนวนมากต่อเดือน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งโรงงานกล่องเอง เพราะหากช่วงหนึ่งยอดขายดี โรงงานอาจดูคุ้มค่า แต่หากวันหนึ่งยอดขายลดลง โรงงานนั้นจะกลายเป็นภาระต้นทุนทันที

ในโลกที่วิกฤติเกิดถี่ขึ้นและการเปลี่ยนแปลงมาเร็วขึ้น การทำธุรกิจให้ตัวเบา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องประหยัดต้นทุน แต่คือการรักษาความยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจปรับตัวหรือถอยได้ทันก่อนที่โครงสร้างใหญ่เกินไปจะกลายเป็นจุดอ่อน

คิดข้าม Sunk Cost เพื่อสร้าง Volume

วิธีคิดเรื่องธุรกิจตัวเบายังเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การตั้งราคาเพื่อสร้างปริมาณขาย หรือ Volume อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีธุรกิจโรงแรมและอิชิตัน

กรณีธุรกิจโรงแรม คุณตันเล่าถึงการขายบุฟเฟต์ที่เดิมตั้งราคาไว้ 299 บาท แต่ขายไม่ดี ก่อนจะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่และลดราคาลงเหลือ 119 บาท โดยมองว่าครัว เชฟ พนักงาน และพื้นที่ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและต้องจ่ายอยู่แล้ว จึงไม่ควรนำทุกอย่างมาคิดเป็นต้นทุนในแบบเดิมจนทำให้ราคาขายสูงเกินไป

เมื่อราคาถูกลงและเข้าถึงง่ายขึ้น จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก การมีลูกค้าจำนวนมากทำให้ของเหลือทิ้งลดลง วัตถุดิบหมุนเวียนดีขึ้น และเมื่อซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากขึ้น ก็มีอำนาจต่อรองต้นทุนที่ดีขึ้น จนสามารถพลิกธุรกิจที่ขายไม่ดีให้กลับมามีกำไรได้

กรณีอิชิตัน คุณตันเล่าถึงช่วงที่มีภาษีชา 10% ในขณะที่สินค้าหลายรายปรับราคาเพิ่มขึ้น แต่อิชิตันเลือกตรึงราคาชาเขียวไว้ที่ 10 บาท โดยใช้วิธีมองต้นทุนอีกแบบหนึ่ง คือยังไม่เอาค่าเสื่อมราคามาเป็นตัวตั้งในการกำหนดราคาช่วงแรก แต่ให้ขายในราคาที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ก่อน เพื่อสร้างยอดขายจำนวนมาก

เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นจนเกิดกำไรก้อนใหญ่แล้ว จึงค่อยนำกำไรนั้นกลับมารับภาระค่าเสื่อมราคาในภายหลัง วิธีคิดนี้สะท้อนว่า ในบางสถานการณ์ หากธุรกิจคิดต้นทุนแบบเดิมตั้งแต่ต้น ราคาที่ออกมาอาจสูงจนขายไม่ได้ แต่หากเข้าใจว่าอะไรคือต้นทุนที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว และอะไรคือราคาที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ ธุรกิจอาจหาทางสร้างกำไรจากปริมาณขายแทน

บทเรียนสำคัญคือ ธุรกิจไม่ได้ชนะจากการคิดต้นทุนครบทุกบรรทัดเสมอไป แต่ต้องเข้าใจจังหวะ เข้าใจลูกค้า และมองให้ออกว่าอะไรคือราคาที่ทำให้ตลาดขยับ

ทำงานแบบ “ฮาราคีรี” ไม่เสร็จไม่เลิก

สำหรับคุณตัน ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่มาจากการทุ่มเทมากกว่าปกติ ย้อนกลับไปตั้งแต่วัยทำงานช่วงแรก เขาเริ่มจากการเป็นคนแบกของ ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาเป็นเซลส์และ Supervisor เพราะเสนอตัวทำงานให้ทุกคน และทำให้สำเร็จอย่างรวดเร็วที่สุด

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงที่คุณตันทำร้านหนังสือ เขาเปิดร้านตั้งแต่ตี 5 ถึงตี 3 เพื่อรองรับลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนที่มาขึ้นรถทัวร์ตอนเช้า ไปจนถึงลูกค้าที่มาซื้อของตอนดึก นอกจากเปิดนานกว่าคู่แข่ง ยังสังเกตพฤติกรรมลูกค้า จำความต้องการของแต่ละคน และเตรียมนิตยสารเล่มโปรดไว้ให้โดยไม่ต้องร้องขอ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนความใส่ใจที่มากกว่าการขายของ แต่คือการใช้พลังทั้งหมดไปกับการเข้าใจลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแล และทำในสิ่งที่คู่แข่งไม่ทำ

ทัศนคติการทำงานแบบ “ฮาราคีรี” ในความหมายของคุณตัน คือเมื่อรับมอบหมายงานแล้วต้องทำให้สำเร็จ ไม่มีคำว่าแพ้ ไม่เสร็จไม่เลิก และต้องทำอย่างรวดเร็วที่สุด คุณตันมองว่าความต่างระหว่างคนที่สำเร็จกับคนที่ไม่สำเร็จอาจดูเหมือนต่างกันเพียงนิดเดียว แต่นิดเดียวนั้นมีผลอย่างมาก เพราะความเต็มที่ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ดีเอ็นเอของการทำงานแบบทุ่มสุดตัวจึงเป็นคุณสมบัติที่คุณตันให้ความสำคัญกับทีมงาน เพราะหากคนในทีมมีมาตรฐานเดียวกัน คนที่เข้ามาใหม่จะถูกหล่อหลอมให้ทำงานแบบเดียวกัน หรือไม่ก็ไม่สามารถอยู่ในวัฒนธรรมนั้นได้

ก่อนเริ่มสิ่งใหม่ ต้องถามว่า “อะไรคือจุดหายนะ?”

เมื่อต้องเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในสิ่งที่ไม่ถนัด แนวทางของคุณตันไม่ใช่การถามเพียงว่า “ทำอย่างไรให้สำเร็จ” แต่คือการไปหาผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดในธุรกิจนั้น ๆ แล้วถามคำถามสำคัญว่า “อะไรคือจุดหายนะของธุรกิจนี้?”

คุณตันใช้คำถามนี้กับหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านถ่ายรูป ร้านอาหาร หรืออสังหาริมทรัพย์ เพราะต้องการรู้ว่าสิ่งใดไม่ควรทำ สิ่งใดแตะแล้วจะนำไปสู่ความเสียหาย และอะไรคือจุดที่อาจทำให้ธุรกิจพัง

การรู้สิ่งที่ไม่ควรทำจึงสำคัญไม่แพ้การรู้สิ่งที่ควรทำ เพราะช่วยให้ธุรกิจอุดรอยรั่วตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดิน และไม่หลงไปกับโอกาสใหม่จนมองข้ามความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจเสียหายรุนแรง

วิธีคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับหลักการทำธุรกิจตัวเบา เพราะหลายธุรกิจมักพังจากการขยายเกินจำเป็น หรือดึงต้นทุนและโครงสร้างที่ไม่ควรแบกเข้ามาไว้ในธุรกิจของตนเองมากเกินไป

มีแต่วันนี้ ไม่มีพรุ่งนี้ และการปรับตัวรับ AI

อุบัติเหตุจากการตกเวทีคอนเสิร์ตเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณตันตระหนักว่า ชีวิตมีความเปราะบางและไม่มีอะไรแน่นอน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาคิดถึงหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หลายคนที่ยังไม่ได้ตอบแทน และหลายเรื่องที่เคยคิดว่าจะทำในอนาคต

จากวันนั้น คุณตันจึงรีบลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ รีบนัดพบคนที่อยากเจอ รีบให้สิ่งที่ตั้งใจจะให้ และรีบตอบแทนคนที่ทำงานให้ โดยไม่รอโอกาสพิเศษ เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้จะยังมีอยู่หรือไม่

ในมุมของเทคโนโลยีและ AI คุณตันมองว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่ควรกลัว เพราะ AI เกิดขึ้นแล้ว และมนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะกลัว AI หรือไม่ แต่คือจะใช้ AI อย่างไร

คุณตันมองว่าวิธีทำงานกำลังเปลี่ยนไป องค์กรขนาดใหญ่บางแห่งลดพื้นที่ออฟฟิศ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กหรือคนทำงานรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น ธุรกิจในอนาคตจึงมีแนวโน้มเล็กลง ใช้คนจำนวนน้อยลง ลดภาระการแบกความเสี่ยง และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อนมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือวิธีคิดของทั้งเจ้าของธุรกิจ คนทำงาน เจ้าของพื้นที่ และผู้ให้บริการ เพราะหากยังทำเหมือนเดิมในวันที่พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป ธุรกิจก็อาจไม่สามารถไปต่อได้

เมื่อมองย้อนกลับไปทั้ง 5 บทเรียน สิ่งที่คุณตันถ่ายทอดบนเวที “FAIL BETTER ล้ม เจ็บ พัง แต่ยังไปต่อ” อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่คือบทเรียนของการเอาตัวรอดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตั้งแต่การตัดสินใจยามวิกฤติ การรักษาสภาพคล่อง การทำธุรกิจให้ตัวเบา การคิดราคาให้สอดคล้องกับลูกค้า การทำงานอย่างสุดกำลัง ไปจนถึงการรู้เท่าทันจุดหายนะก่อนเริ่มต้นสิ่งใหม่

เพราะในโลกธุรกิจ บางครั้งคนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่สู้ทุกสนามจนถึงที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรสู้ เมื่อไรควรถอย เมื่อไรควรขาย และเมื่อไรต้องรีบเปลี่ยนตัวเอง ก่อนที่วิกฤติจะเปลี่ยนทุกอย่างแทนเรา

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สัมพันธศาสตร์ 101: เมื่อหน้าจอเชื่อมโลก แต่ทำให้เราเหงาขึ้น

สุขภาพดีเริ่มจาก Micro Habit

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar