อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยกำลังเดินมาถึงทางแพร่งครั้งสำคัญ จากงานเสวนาวิชาการ Media Alert ภายใต้หัวข้อ “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาโดยทีมข้อมูลและนักวิจัยจากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำโดย ดร.ภัททิรา ธีรสวัสดิ์, ผศ.ดร.ศศิธร ยุวโกศล และ ผศ.ดร.กฤษณัท แสนทวี
ผลการศึกษาชิ้นนี้สะท้อนภาพอนาคตของทีวีไทยผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้ชม วิกฤติผังรายการ ความท้าทายด้านความน่าเชื่อถือ ไปจนถึงฉากทัศน์หลังปี 2572 ซึ่งทำให้เห็นว่า ทีวีไทยไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์หรือ OTT เท่านั้น แต่กำลังเผชิญคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า จะรักษาบทบาทของตนเองในฐานะ “หมุดหมายแห่งความน่าเชื่อถือ” หรือ Anchors of Trust ของสังคมไว้ได้อย่างไร
The Value-Behavior Gap: เมื่อสิ่งที่ดูสวนทางกับสิ่งที่หวัง
แม้จะมีคำกล่าวว่าทีวีจวนจะสิ้นลม แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขการรับชมยังคงอยู่ที่ 4-5 ชั่วโมงต่อวัน เพียงแต่ช่องทางการรับชมได้เปลี่ยนไปจากหน้าจอทีวีแบบเดิมสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและออนไลน์มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ชมไม่ได้เลิกดูทีวี แต่เปลี่ยนรูปแบบการเปิดรับเนื้อหา จากการดูตามผังรายการไปสู่การเลือกดูตามความสนใจและจังหวะชีวิตของตนเองมากขึ้น
ข้อมูลจากการสำรวจผู้ชมใน 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานครพบว่า รายการที่ผู้ชมรับชมมากที่สุดคือรายการบันเทิง ละคร และซีรีส์ รองลงมาคือรายการข่าว รายการประกวดร้องเพลง และรายการดนตรี ขณะที่ช่องทางการรับชมหลักคือแอปสตรีมมิ่ง รองลงมาคือหน้าจอทีวีปกติและสื่อสังคมออนไลน์
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อบทบาทของทีวีดิจิทัลไทย ผู้ชมกลับคาดหวังให้ทีวีเสนอรายการที่ส่งเสริมอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และท้องถิ่นมากที่สุด ขณะที่รายการบันเทิงและวาไรตี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับชมมาก กลับอยู่ในระดับความคาดหวังปานกลาง
นี่คือช่องว่างสำคัญระหว่างสิ่งที่ผู้ชมดูจริง กับสิ่งที่ผู้ชมคาดหวัง หรือ Value-Behavior Gap ที่ทีมวิจัยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน
ช่องว่างนี้สะท้อนว่า เรตติ้งหรือจำนวนการรับชมอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของทีวีไทย เพราะสิ่งที่ผู้ชมเลือกดูในชีวิตประจำวัน อาจไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ชมคาดหวังให้ทีวีทำหน้าที่ต่อสังคม
อีกด้านหนึ่ง รายการข่าวยังเป็นเนื้อหาที่ผู้ชมให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boom และ Gen X เพราะเป็นแหล่งรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขณะที่ Gen Z ไม่ได้ไม่สนใจข่าว แต่เปิดรับข่าวจากช่องทางอื่น เช่น Instagram, X หรือ TikTok ซึ่งมักนำเสนอข่าวในรูปแบบสั้นและเข้าใจง่าย
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่าผู้ชมยังต้องการข่าวหรือไม่ แต่คือทีวีจะทำให้ข่าวยังมีคุณค่าและแตกต่างจากข่าวสั้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างไร
ผู้ชมคาดหวังให้รายการวิเคราะห์ข่าวทำหน้าที่มากกว่าการรายงานข้อเท็จจริง แต่ช่วยย่อยข้อมูล เชื่อมโยงประเด็น และทำให้เรื่องซับซ้อนในสังคมเข้าใจง่ายขึ้น นี่คือบทบาทที่ทีวีดิจิทัลยังสามารถทำได้ หากเลือกใช้จุดแข็งของตนเองอย่างถูกทาง
วิกฤติผังรายการ: เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจบีบคุณภาพเนื้อหา
แรงกดดันทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง ทำให้ช่องทีวีจำนวนมากต้องลดต้นทุนการผลิต ส่งผลต่อคุณภาพรายการ และทำให้เนื้อหาบางประเภทค่อย ๆ หายไปจากผังรายการ
จากการวิเคราะห์ผังรายการของช่องทีวีดิจิทัล 21 ช่อง ในช่วงวันที่ 6-12 ตุลาคม 2568 ทีมวิจัยพบว่า รายการข่าวยังเป็นรายการหลักของทุกกลุ่มช่องสถานี โดยช่องที่มีสัดส่วนเวลาการออกอากาศรายการข่าวสูงที่สุดคือ Nation TV ขณะที่ละครและบันเทิงยังเป็นฐานสำคัญของช่องทีวีเชิงพาณิชย์
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ รายการเด็กและเยาวชน ตลอดจนรายการท้องถิ่น เกือบหายไปจากผังรายการทั้งหมดแล้ว ทั้งที่ผู้ชมมองว่ารายการเหล่านี้มีคุณค่าและควรได้รับความสำคัญจากทีวีดิจิทัล
รายการสำหรับเด็กอายุ 3-5 ขวบไม่ปรากฏอยู่เลยในผังทีวีดิจิทัลไทย ส่วนรายการสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี กระจุกตัวอยู่ในบางช่อง โดยเฉพาะ ALTV ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว ขณะที่รายการท้องถิ่นเหลืออยู่ในสัดส่วนต่ำมาก และส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในกลุ่มช่องบริการสาธารณะ
นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของทีวีไทย เพราะทีวีเคยเป็นแหล่งเรียนรู้ฟรีที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่เมื่อรายการเด็กและรายการท้องถิ่นหายไป คำถามคือเด็กและผู้ชมในพื้นที่ต่าง ๆ จะเข้าถึงเนื้อหาเหล่านี้จากที่ใด
ในส่วนของรายการข่าว ทีมวิจัยพบว่า ข่าวเหตุการณ์และสถานการณ์ปัจจุบันมีสัดส่วนใกล้เคียงกับรายการเล่าข่าว ขณะที่รายการวิเคราะห์ข่าวและรายการสนทนาปัญหาปัจจุบันมีสัดส่วนน้อยกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับสองประเภทแรก
ประเด็นนี้สะท้อนว่า แม้ข่าวจะครองพื้นที่มากในผังทีวี แต่เนื้อหาข่าวจำนวนมากยังเน้นการรายงานเหตุการณ์และการเล่าข่าว มากกว่าการวิเคราะห์หรือช่วยให้ผู้ชมเข้าใจประเด็นสังคมที่ซับซ้อน
อีกข้อค้นพบสำคัญคือ รายการขายสินค้าและรายการที่มีการแทรกขายสินค้าระหว่างรายการปรากฏอยู่ในหลายช่อง โดยเฉพาะในช่องเชิงพาณิชย์ และมีบางรายการข่าวที่แทรกการขายสินค้า เช่น ยาปลูกผม เกือบ 5 นาทีอยู่กลางรายการข่าว
แม้การขายสินค้าจะเป็นช่องทางหารายได้เพื่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการ แต่ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การแทรกขายสินค้ากลางรายการหลักอาจรบกวนการรับชม และกระทบต่อมุมมองเชิงจริยธรรมของวิชาชีพ โดยเฉพาะเมื่อผู้ชมคาดหวังให้ทีวีเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ความน่าเชื่อถือ: จุดแข็งที่ทีวีไทยยังมีแต่ต้องรักษาให้ได้
ในสมรภูมิที่แพลตฟอร์มดิจิทัล อัลกอริทึม และอินฟลูเอนเซอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ทีวีดิจิทัลยังมีจุดแข็งที่แพลตฟอร์มอื่นทดแทนได้ยาก นั่นคือ ความน่าเชื่อถือ กระบวนการคัดกรองข้อมูล กองบรรณาธิการ นักข่าวภาคสนาม มาตรฐานวิชาชีพ และความรับผิดชอบเชิงสถาบัน
ผู้ชมยังมองว่าทีวีดิจิทัลควรเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นพื้นที่ช่วยให้ความรู้และความเข้าใจในประเด็นที่ซับซ้อน และเป็นพื้นที่กลางของสังคม หรือพื้นที่สาธารณะที่คนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้
ทีมวิจัยชี้ว่า ทีวีไม่ควรพยายามแข่งขันกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในเรื่องความเร็วหรือคอนเทนต์สั้น เพราะนั่นอาจไม่ใช่จุดแข็งของทีวี สิ่งที่ทีวีทำได้ดีกว่าคือการคัดสรร การกลั่นกรองข้อมูล และการให้บริบท
ในแง่นี้ ทีวีจึงยังมีสถานะเป็น Anchors of Trust หรือหมุดหมายแห่งความน่าเชื่อถือของผู้รับสาร
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือ ทีวีบางส่วนกำลังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้และเรตติ้ง จนนำไปสู่การนำเสนอข่าวดราม่า การขยี้คดีอาชญากรรม หรือเนื้อหาที่เรียกเรตติ้งได้ง่าย แต่เสี่ยงต่อการลดทอนมาตรฐานวิชาชีพ
ทีมวิจัยอธิบายวงจรนี้ว่า เมื่อรายได้โฆษณาลดลง ต้นทุนการผลิตก็ต้องลดลง เมื่อผลิตเนื้อหาถูกลง คุณภาพเนื้อหาก็ลดลง เมื่อคุณภาพลดลง ผู้ชมก็ย้ายไป OTT มากขึ้น และเมื่อผู้ชมย้ายออก รายได้ก็ยิ่งลดลงอีก
นี่คือวงจรที่ทำให้อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างแท้จริง หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบระหว่างรายได้ คุณภาพเนื้อหา พฤติกรรมผู้ชม และมาตรฐานวิชาชีพได้
4 ฉากทัศน์อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572
จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและการทำ Scenario Analysis ทีมวิจัยได้สกัดปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ และเลือก 2 แกนที่มีความไม่แน่นอนสูง คือ ความชัดเจนของนโยบายกำกับดูแล และความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ
จากสองแกนนี้ นำไปสู่ 4 ฉากทัศน์อนาคตของทีวีไทยหลังปี 2572
Scenario 1: Survival of the Fittest ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอด
ฉากทัศน์แรกคือภาวะที่นโยบายไม่เอื้อ แต่ผู้ประกอบการบางส่วนสามารถปรับตัวได้เอง ตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะอยู่รอด
ในช่วงหลังปี 2572 ช่องทีวีอาจลดจำนวนลง บางช่องอาจย้ายไปอยู่บนดาวเทียมหรือ OTT ผู้ที่อยู่รอดอาจกลายเป็น IP Ecosystem Player ที่ใช้ทีวีเป็นพื้นที่โชว์เคส เพื่อสร้างคุณค่าของแบรนด์และต่อยอด IP ไปยังแพลตฟอร์มอื่น
ในฉากทัศน์นี้ ทีวีอาจไม่ได้ถูกใช้เพื่อไล่ล่าเรตติ้งเพียงอย่างเดียว แต่ถูกใช้เป็นพื้นที่สร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อให้เนื้อหาหรือศิลปินสามารถต่อยอดสู่ Fan Economy, Artist Management หรือกิจกรรมนอกจอได้
สำหรับสมรภูมิข่าว ผู้เล่นที่อยู่รอดอาจเป็นกลุ่มที่สามารถรักษา Trust and Brand Safety ได้ เพราะแบรนด์ใหญ่ยังต้องการพื้นที่สื่อที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
Scenario 2: Phoenix Rising นกฟีนิกซ์คืนชีพ
ฉากทัศน์ที่สองคือภาพอนาคตในอุดมคติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรัฐมีนโยบายสนับสนุนชัดเจน และผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ดี
ในฉากทัศน์นี้ อุตสาหกรรมทีวีสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ประกอบการ เกิดแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับชาติ หรือ Collaboration Platform ที่ช่วยให้ผู้เล่นในระบบสามารถร่วมกันสร้างสมดุลระหว่างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมกับความอยู่รอดทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยชี้ว่า Phoenix Rising เป็นฉากทัศน์ที่เกิดได้ยาก เพราะต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความชัดเจนของนโยบาย และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจ การจัดสรรผลประโยชน์ และการร่วมมือกันบนแพลตฟอร์มกลาง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Phoenix Rising เป็นฉากทัศน์ที่พึงปรารถนา แต่ต้องอาศัยเงื่อนไขเชิงระบบจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงความสามารถของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
Scenario 3: Slow Collapse การล่มสลายอย่างช้า ๆ
ฉากทัศน์ที่สามคือ Slow Collapse หรือการล่มสลายอย่างช้า ๆ ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดสูง และสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ในฉากทัศน์นี้ ช่องทีวีที่ยังออกอากาศอยู่จะอยู่ในภาวะหดตัว ไม่ใช่เติบโต ช่องขนาดกลางอาจลดขนาดการผลิต ย้ายไปดาวเทียม ควบรวมบางส่วน หรือปิดตัวลงไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการ
เนื้อหาจะยิ่งวนอยู่ในวงจรของการผลิตต้นทุนต่ำ เช่น ข่าวดราม่า Reality ราคาถูก หรือการนำคอนเทนต์เก่ามาฉายซ้ำ ส่งผลให้สถานะของทีวีในฐานะสถาบันทางสังคมค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลง
ความน่ากังวลของฉากทัศน์นี้ไม่ได้อยู่เพียงการล้มเหลวของธุรกิจทีวี แต่ยังอยู่ที่ผลกระทบต่อผู้ชมบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุที่เข้าไม่ถึงสมาร์ตโฟน ประชากรต่างจังหวัดที่ยังมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย หรือผู้ที่ยังใช้ทีวีเป็นเพื่อนในชีวิตประจำวัน
ที่สำคัญ หากทีวีซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางของข้อมูลข่าวสารอ่อนแรงลง สังคมไทยอาจสูญเสียพื้นที่ความจริงร่วม หรือ Shared Reality ที่ช่วยให้ผู้คนในประเทศยังยึดโยงกับข้อเท็จจริงชุดเดียวกันได้
Scenario 4: State Dependent Limbo ภาวะชะงักงันที่นโยบายมาช้าเกินไป
ฉากทัศน์ที่สี่คือ State Dependent Limbo หรือภาวะที่รัฐและ กสทช. มีนโยบายหรือแผนงานที่ดี มี Road Map ชัดเจน มีการวางรูปแบบการประมูลใหม่ หรือแนวทางกำกับดูแลที่เป็นระบบมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการตามไม่ทัน
ปัญหาคือ อุตสาหกรรมอาจอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่องมานาน ขาดทุนจนไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ไม่มีบุคลากรที่พร้อม และวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เปลี่ยนผ่านทันกับทิศทางใหม่
ฉากทัศน์นี้จึงเป็นภาพของนโยบายที่อาจมาถูกทาง แต่มาในเวลาที่อุตสาหกรรมอ่อนแรงเกินกว่าจะใช้ประโยชน์จากนโยบายนั้นได้เต็มที่
ทีวีไทยจะรอดได้ ต้องไม่ทิ้งบทบาท Anchors of Trust
ผลการศึกษาของทีมวิจัย มศว ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายชั้น ทั้งรายได้โฆษณาที่ลดลง พฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป การเติบโตของ OTT ความไม่สมดุลด้านกฎระเบียบ วิกฤตคุณภาพเนื้อหา และคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ
แต่ในท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ จุดแข็งสำคัญของทีวีไทยยังไม่หายไปทั้งหมด นั่นคือความสามารถในการเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นพื้นที่คัดกรองข้อมูล เป็นพื้นที่ให้บริบท และเป็นพื้นที่กลางของสังคม
โจทย์สำคัญของทีวีไทยในทศวรรษหน้าจึงไม่ใช่การแข่งกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในทุกสนาม ไม่ใช่การแข่งความเร็วกับ TikTok หรือแข่งความสั้นกับคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย แต่คือการกลับไปใช้จุดแข็งที่แพลตฟอร์มออนไลน์ยังทดแทนได้ไม่สมบูรณ์ นั่นคือความน่าเชื่อถือ มาตรฐานวิชาชีพ และความรับผิดชอบเชิงสถาบัน
หากทีวีไทยเลือกเดินบนเส้นทางที่ไล่ตามเรตติ้งระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยลดทอนคุณภาพเนื้อหาและมาตรฐานวิชาชีพลงเรื่อย ๆ ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การเสียผู้ชมให้ OTT แต่คือการสูญเสียทุนสำคัญที่สุดของตัวเอง นั่นคือความไว้วางใจ
ในทางกลับกัน หากทีวีไทยสามารถรักษาบทบาท Anchors of Trust ไว้ได้ พร้อมปรับตัวสู่โมเดลรายได้ใหม่ การทำงานแบบ Hybrid การต่อยอด IP และการสร้างความร่วมมือเชิงระบบ ก็ยังมีโอกาสที่ทีวีจะไม่ใช่สื่อที่รอวันเสื่อมถอย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและความจริงร่วมของสังคมไทยในยุคใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ทีวีไทยจะอยู่รอดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ทีวีไทยจะเลือกอยู่รอดแบบใด ระหว่างการอยู่รอดด้วยการลดทอนคุณค่าของตนเอง หรือการอยู่รอดด้วยการยืนยันบทบาทที่ทำให้ทีวียังจำเป็นต่อสังคม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เมื่อ AI กำลัง Reset โลก มนุษย์จะเหลืออะไร
จาก Must Carry สู่ Must Find: จุดเปลี่ยนเกมทีวีไทย





