ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค อาเซียนกำลังเร่งสร้างรากฐานใหม่เพื่อเชื่อมโยงตลาด การชำระเงิน การขนส่ง และกฎระเบียบทางดิจิทัลเข้าด้วยกันมากกว่าที่เคย
ภายในงาน C asean Forum (CaF), Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary ช่วง Insight Talks หัวข้อ “Advancing Regional Competitiveness Towards ASEAN at 60” เซสชัน “Digital Trade Ecosystem: Insights from the Field – บทเรียนจากประสบการณ์จริงจากการทำธุรกิจในระบบนิเวศการค้าดิจิทัลอาเซียน” Helene Sara Kwek Hong Sin, President, ASEAN CXO Association สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในอีกหลายปีข้างหน้า
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคือฐานใหม่ของการค้าอาเซียน
คุณ Kwek Hong Sin อธิบายว่า ระบบนิเวศการค้าดิจิทัลไม่ได้หมายถึงเพียงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายด้าน ตั้งแต่ระบบการชำระเงินดิจิทัล การเงินการค้า โลจิสติกส์และซัพพลายเชน ไปจนถึงมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลและกรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน
องค์ประกอบเหล่านี้กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ธุรกิจในอาเซียนเชื่อมโยงกันได้ลึกกว่าเดิม
ASEAN Single Window ลดเวลาลดต้นทุนและทำให้การค้าข้ามแดนง่ายขึ้น
ASEAN Single Window สะท้อนผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงระบบการค้าระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วยให้กระบวนการด้านศุลกากรและเอกสารการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนจากระบบเอกสารแบบเดิมไปสู่ระบบดิจิทัล
ในอดีต ผู้ส่งออกต้องจัดเตรียมเอกสาร ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรอการตรวจสอบหลายขั้นตอนก่อนที่สินค้าจะสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้ แต่เมื่อกระบวนการเหล่านี้ถูกเชื่อมต่อผ่านระบบดิจิทัล เวลาที่ใช้ในการดำเนินงานจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
จากการประเมินของอาเซียน ระบบดังกล่าวช่วยให้ภาคธุรกิจประหยัดเวลาการดำเนินงานรวมกันได้ถึง 6 ล้านวัน และช่วยลดต้นทุนได้กว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีพ.ศ. 2561- 2565
PromptPay-PayNow ทำให้การชำระเงินข้ามพรมแดนใกล้ตัวกว่าเดิม
การเชื่อมต่อระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น PromptPay ของไทย และ PayNow ของสิงคโปร์ ทำให้การโอนเงินระหว่างประเทศสะดวกขึ้นในระดับผู้ใช้งานจริง
คุณ Kwek Hong Sin ยกตัวอย่างการโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถระบุจำนวนเงิน ตรวจสอบหมายเลขปลายทาง และกดยืนยันการโอนได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่สาขาธนาคารเหมือนในอดีต ความสะดวกดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทั้งสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย
แพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดทางให้ SME เข้าถึงตลาดต่างประเทศ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับองค์กรขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
คุณ Kwek Hong Sin ยกตัวอย่างผู้ประกอบการ OTOP ที่ในอดีตอาจเผชิญข้อจำกัดด้านการส่งออก ทั้งเรื่องกฎหมาย ขั้นตอนโลจิสติกส์ หรือการเข้าถึงผู้ให้บริการขนส่ง แต่เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์
การส่งออกจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้เล่นรายใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้าในต่างประเทศได้มากขึ้น หากเลือกใช้แพลตฟอร์ม ระบบชำระเงิน และช่องทางการขายที่เหมาะสมกับสินค้าและตลาดเป้าหมาย
DEFA จะเป็นกลไกระยะยาวของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน
DEFA หรือ Digital Economy Framework Agreement ถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนในระยะยาว
คุณ Kwek Hong Sin อธิบายว่า DEFA จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในอีก 5-20 ปีข้างหน้า โดยครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 9 ด้าน และมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ส่งเสริมนวัตกรรม การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของ MSME ในภูมิภาค
การขับเคลื่อน DEFA จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการกำหนดกรอบนโยบาย แต่เกี่ยวข้องกับการลงมือปฏิบัติ การบังคับใช้ และการที่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเริ่มนำกรอบดังกล่าวไปใช้จริง
เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ คือโอกาสที่ธุรกิจต้องวางตำแหน่งให้ชัด
คุณ Kwek Hong Sin อ้างถึงการศึกษาของ ASEAN Secretariat ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนจะมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของภูมิภาค
สำหรับภาคธุรกิจ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเข้าสู่ระบบดิจิทัลหรือไม่ แต่คือจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จาก AIGC สู่ AIGPC: ก้าวต่อไปของ AI Governance ไทย
WHA พลิกพื้นที่สีเขียวนิคมฯ สู่ต้นแบบฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ





