Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic เริ่มจากเข้าใจ ไม่ใช่ควบคุม

ผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic เริ่มจากเข้าใจ ไม่ใช่ควบคุม

การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หรือ Longevity ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีร่างกายแข็งแรงหรือดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมีสุขภาพใจที่มั่นคง และมีความสัมพันธ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้เดินต่อไปได้อย่างมีความสุข

บนเวทีเสวนาหัวข้อ “วิชาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic” ในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ อาจารย์เกลล์- อลิษา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและวัยรุ่น จากเพจจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น โดยนักจิตวิทยาซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 5.4 แสนคน ชวนมองว่า ในยุคที่ผู้คนสนใจ Longevity มากขึ้น สุขภาพกายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากสุขภาพใจยังถูกบั่นทอนด้วยความเครียด ความกดดัน หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ โดยเฉพาะเมื่อความรักและความห่วงใยที่ผู้ใหญ่มีต่อคนใกล้ชิด อาจกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ หากขาดความเข้าใจในตัวเองและผู้อื่น

ในยุคที่นิยามของช่วงวัยและการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เทคโนโลยีทางการแพทย์และความก้าวหน้าของโลกทำให้ผู้คนดูแลร่างกายได้ดีขึ้น เป้าหมายชีวิตจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงความมั่งคั่งหรือการเก็บเงินทองให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป หลายคนอยากมีอายุยืนยาวขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทั้งคนที่มีเงินและยังมีภาระหน้าที่ คนที่มีห่วงหรือมีพันธะผูกพันกับคนที่รัก และคนที่มีความสุขจนอยากอยู่ดูโลกไปนาน ๆ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพย่อมต้องอาศัยทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ที่ดี

สุขภาพจิต ภัยเงียบที่ควบคุมได้ยากกว่าสุขภาพกาย

อาจารย์เกลล์ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการบริโภคของคนในยุคนี้เปลี่ยนไปมาก หลายคนเลือกดื่มชานมไข่มุกหรือกินของหวาน ทั้งที่รู้ดีว่าส่งผลเสียต่อร่างกาย ในทางจิตวิทยา พฤติกรรมเหล่านี้มักเกิดจาก “ความเครียด” เมื่อมนุษย์เผชิญกับความกดดัน จึงเลือกพาตัวเองไปสู่การหย่อนใจและคลายเครียด ด้วยสิ่งที่ให้ความสุขทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว

ในแง่สุขภาพกาย หากเรามีสติ เรายังสามารถเลือกควบคุมหรือปฏิเสธอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้ แต่สิ่งที่ควบคุมได้ยากกว่าคือ “สุขภาพจิต” เพราะความเครียด ความกดดัน หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักคืบคลานเข้ามาบั่นทอนจิตใจโดยที่เรามองไม่เห็นและไม่ทันตั้งตัว เมื่อใจพัง มนุษย์ก็มักดิ่งกลับไปหาพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพกายเพื่อชดเชยอารมณ์ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่แก้ได้ยาก

ความสัมพันธ์ คือเครื่องมือเอาชีวิตรอดของมนุษย์

หากมองตามหลักชีววิทยา มนุษย์ไม่มีฟังก์ชันพิเศษ ไม่มีปีกบินได้ ไม่มีเขี้ยวเล็บหรือต่อมพิษไว้ต่อสู้กับสัตว์ร้าย แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์เอาชีวิตรอดได้คือ “ความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกัน” มนุษย์สู้สิงโตตัวเดียวไม่ได้ แต่ใช้ความสัมพันธ์เชื่อมโยงมนุษย์ด้วยกันเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาได้ ความสัมพันธ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์หรือความรู้สึก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่รอดและการมีชีวิตที่มีความสุข

อาจารย์เกลล์ยังกล่าวถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ศึกษาเป็นเวลา 90 ปี เพื่อดูว่าอะไรทำให้มนุษย์มีความสุข ผลการศึกษาพบว่า หากมนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ดี มนุษย์จะมีความสุข ในทางตรงกันข้าม หากต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ ผลกระทบจะลุกลามเป็นลูกโซ่ต่ออารมณ์และจิตใจ เช่น การเจอคนขับรถปาดหน้า การถูก รปภ. ไม่ให้จอดรถ หรือการถูกหัวหน้าตำหนิโดยไม่ทราบสาเหตุ ความหงุดหงิดจากความสัมพันธ์เหล่านั้นจะเกาะกินใจ และส่งต่อพลังงานลบไปสู่คนรอบข้างในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความหวังดีที่กลายเป็น Toxic

บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษไม่ได้เริ่มจากความเกลียดชัง แต่เริ่มจากความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีที่ใช้ผิดจังหวะ โดยเฉพาะในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความขัดแย้งจำนวนมากจึงเกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจกัน และใช้ความหวังดีไปกดทับชีวิตของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การกลับมามองตัวเองว่า เรากำลังรักและห่วงใยอีกฝ่ายอย่างเข้าใจ หรือกำลังทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นพื้นที่ที่อึดอัดมากกว่าปลอดภัย

4 พฤติกรรม Toxic ที่ผู้ใหญ่มักเผลอทำกับคนใกล้ชิด

อาจารย์เกลล์ระบุ 4 พฤติกรรมเด่นที่ผู้ใหญ่มักเผลอทำกับคนใกล้ชิด และทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นพื้นที่ที่อึดอัดมากกว่าปลอดภัย

การฟังไม่จบและด่วนให้คำแนะนำ*

หลายครั้งผู้พูด เช่น ลูกหรือคู่ชีวิต เพียงต้องการระบายหรือเล่าให้ฟัง แต่ผู้ฟังมักรีบกระโดดเข้าบทบาทผู้รู้ แล้วไล่เรียงวิธีแก้ปัญหาเป็นข้อ ๆ จนกลายเป็นการล้ำเส้นและสร้างความขัดแย้ง อาจารย์เกลล์แนะนำว่า ควรฟังให้จบก่อน แล้วลองถามกลับว่า “อยากให้ช่วยอะไรไหม” หรือ “อยากได้มุมมองเพิ่มหรือเปล่า” เพื่อให้ตรงกับความต้องการของอีกฝ่ายจริง ๆ

การเปรียบเทียบ

มนุษย์มักเผลอเปรียบเทียบคนใกล้ตัวกับคนอื่นที่ดีกว่า เพราะอยากให้เกิดการพัฒนา แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะการเปรียบเทียบทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูกลดทอนคุณค่า รู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และสร้างบาดแผลในใจ แทนที่จะเปรียบเทียบกับใคร อาจารย์เกลล์ชี้ว่า ควรใช้ตัวตนของคนคนนั้นเป็นฐานในการรับฟังชีวิตของเขา

การมองข้ามความรู้สึก

การใช้บรรทัดฐานหรือประสบการณ์ของตนเองไปตัดสินปัญหาของผู้อื่น แล้วพูดประโยคทำร้ายจิตใจอย่าง “เรื่องแค่นี้เอง” จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการทำความเข้าใจ สำหรับคนพูด ปัญหานั้นอาจดูเล็ก แต่สำหรับคนที่กำลังเจ็บปวด เรื่องนั้นอาจเป็นเรื่องใหญ่ของเขา เมื่อความรู้สึกถูกมองข้าม ความห่างเหินและความสงสัยในความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

การควบคุม

การควบคุมคือความพยายามทำให้คนอื่นเป็นไปตามภาพที่เราต้องการ ทั้งที่หลายครั้งแม้แต่ตัวเราเองก็ยังควบคุมไม่ได้ทั้งหมด ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด การควบคุมอาจเริ่มจากความรักและความหวังดี แต่เมื่อมากเกินไป ย่อมทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด และทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ ถูกบั่นทอน

เราควบคุมตัวเองยังไม่ได้ แต่พยายามควบคุมคนอื่น

เมื่อมองทั้ง 4 พฤติกรรมร่วมกัน จะเห็นว่าแก่นของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเกิดจากความพยายามทำให้คนอื่นเป็นไปตามภาพที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการรีบแนะนำ เปรียบเทียบ มองข้ามความรู้สึก หรือควบคุมชีวิตของอีกฝ่าย อาจารย์เกลล์ชวนตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า เราอยากให้ทุกคนเป็นในแบบที่เราอยากให้เป็น แต่ตัวเราเองเป็นแบบที่เราอยากให้เป็นได้หรือไม่ เราควบคุมตัวเองได้แค่ไหน ก่อนจะพยายามควบคุมชีวิตของคนอื่น

ยิ่งพยายามตึงใส่กันและคอนโทรลสิ่งรอบตัวที่ควบคุมไม่ได้มากเท่าไร ความสัมพันธ์ก็ยิ่งอึดอัด และยิ่งห่างไกลจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

เป็นผู้ใหญ่วัยเก๋าที่น่ารัก และเป็นพื้นที่ปลอดภัย

สำหรับแนวทางการปรับตัวของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะวัย 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่ทรงคุณค่า เต็มไปด้วยประสบการณ์ ทักษะ และคลังสมอง หากต้องการให้คนรุ่นใหม่กล้าเดินเข้ามาหาและอยากรับฟัง อาจารย์เกลล์ให้หลักการง่าย ๆ ไว้ดังนี้

  • ทำตัวให้น่ารักด้วยการยิ้มให้มาก – ก่อนเริ่มต้นพูดหรือแนะนำอะไร ให้เริ่มด้วยการส่งยิ้มก่อน เพราะการยิ้มช่วยลดกำแพง และสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นน่าเข้าหา
  • ใช้หลักฟัง 3 รอบ ถาม 1 รอบ – ตั้งใจรับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างอดทน นิ่งฟังให้มาก และรอจนกว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากถามว่า “ถ้าเป็นพ่อ/แม่ จะทำยังไงดี” แล้วจึงค่อยให้คำแนะนำ คำตอบที่เกิดขึ้นในจังหวะนั้นจะมีค่า และถูกนำไปคิดทบทวนมากกว่าการยัดเยียดให้ตั้งแต่แรก
  • เลิกกลัวความผิดพลาดแทนเด็ก – สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ต้องกล้าที่จะปล่อยให้ลูกได้เผชิญกับความผิดพลาดในชีวิตบ้าง เพราะคนที่ไม่เคยทำผิดพลาดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย การเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้จากความล้มเหลว จะช่วยให้เขาเติบโต มีความกล้า และพร้อมรับผิดชอบต่อทางเลือกในชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง หากผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เด็กก็จะไม่มีพื้นที่ในการเติบโต และอาจไม่รู้สึกว่าเขาได้เลือกทางของตัวเองอย่างแท้จริง

ความเป็นผู้ใหญ่ เริ่มจากการเข้าใจตัวเอง

การเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic และไม่สร้างมลพิษทางอารมณ์ให้ใคร สิ่งสำคัญที่สุดคือการมี “สติ” เพราะสติช่วยให้เราเท่าทันอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง นำไปสู่ความเข้าใจในเนื้อแท้ของตัวเราเอง ควบคู่ไปกับการเข้าใจคนอื่น

การเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic จึงไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นอย่างที่เราต้องการ แต่เริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อนว่า เรากำลังรักด้วยความเข้าใจ หรือกำลังควบคุมด้วยความหวังดี

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ลมหายใจที่ได้เป็นตัวเอง: สิทธิการตายดีของ LGBTQIAN+

ฟุกุโอกะ โมเดล: ทางรอดสังคมอายุยืน 100 ปี

อยู่อย่างไรเมื่อไม่มีเธอ: 3 บทเรียนเยียวยาจิตใจและก้าวผ่านความสูญเสีย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar