Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘กระทิง พูนผล’ ชี้ AI Transformation จะรอดหรือร่วงขึ้นอยู่กับ CPO ไม่ใช่ซีพียู

'กระทิง พูนผล' ชี้ AI Transformation จะรอดหรือร่วงขึ้นอยู่กับ CPO ไม่ใช่ซีพียู

หลายองค์กรกำลังเร่งลงทุนใน AI เพราะเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะและผู้แพ้ในอนาคต แต่ยิ่ง AI พัฒนาเร็วขึ้น คำถามสำคัญกลับไม่ใช่แค่ว่าองค์กรมี AI หรือไม่ หากเป็นว่าองค์กรพร้อมแค่ไหนที่จะเปลี่ยนคน วิธีทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรให้เดินไปพร้อมกับเทคโนโลยี

ความท้าทายของยุค AI อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเลย กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล Co-founder ของ House of Wisdom (HOW) สะท้อนมุมมองนี้ผ่านการบรรยายในหัวข้อ “Thailand’s Last Chance: Lead or Be Left Behind in the AI War” บนเวที HR Tech 2026 โดยชี้ว่า ปัญหาที่แท้จริงขององค์กรในวันนี้ไม่ใช่การมี AI หรือไม่มี AI หากเป็นความสามารถในการพาคนทั้งองค์กรปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ในวันที่ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเทคโนโลยีมากกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถทำให้คนในองค์กรเรียนรู้ เติบโต และทำงานร่วมกับ AI ได้ดีกว่ากัน

วิธีคิดแบบ Outlier ของ ‘กระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล’

เมื่อ AI ไปไกลกว่าองค์กร

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการนำ AI ไปใช้งานจริง ขณะที่ขีดความสามารถของ AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลายองค์กรกลับยังตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำกับดูแล การวัดผล หรือการนำ AI ไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง

คลื่น AI แตกต่างจากคลื่นเทคโนโลยีในอดีต เพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเครื่องมือใหม่ แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การแข่งขันระหว่างประเทศ และความมั่นคงระดับชาติ ประเทศมหาอำนาจต่างเร่งลงทุน เพราะมองว่า AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความได้เปรียบในอนาคต ขณะเดียวกัน ความฉลาดที่เคยเป็นทรัพยากรจำกัด ก็กำลังเข้าถึงได้กว้างขึ้นผ่านโมเดลโอเพนซอร์สจำนวนมากและต้นทุนการใช้งานที่ลดลงต่อเนื่อง

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ AI พัฒนาเร็วเกินไป แต่อยู่ที่องค์กรจำนวนมากยังไม่พร้อมพอจะใช้ประโยชน์จากมัน องค์กรอาจมีเครื่องมือ มีงบประมาณ และมีความตั้งใจ แต่หากโครงสร้าง วิธีคิด และคนในองค์กรยังไม่เปลี่ยน การลงทุนด้าน AI ก็อาจไม่กลายเป็นผลลัพธ์จริง

งานไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนไป

กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล

ความกังวลใหญ่ของคนทำงานคือ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่ว่างานจะหายไปหรือไม่ หากเป็นว่างานจะเปลี่ยนไปอย่างไร

งานบริการลูกค้า งานพัฒนาซอฟต์แวร์ งานกฎหมาย งานการเงิน งานบัญชีและภาษี รวมถึงงานเฉพาะทางอีกหลายประเภท กำลังถูก AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน หลายหน้าที่ทำได้เร็วขึ้น ถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ คือเนื้อหาของงาน ไม่ใช่การหายไปของงานทั้งหมด

ในอดีต คนจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่กับการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานซ้ำ ๆ ตามขั้นตอน แต่เมื่อ AI เข้ามารับภาระเหล่านี้มากขึ้น บทบาทของคนจะค่อย ๆ ขยับไปสู่การตัดสินใจ การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการสร้างคุณค่าใหม่

คำถามสำคัญขององค์กรจึงไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาแทนใคร แต่คือเมื่อรูปแบบงานเปลี่ยนไปแล้ว คุณค่าของพนักงานจะอยู่ตรงไหน และองค์กรจะช่วยให้คนปรับตัวไปสู่บทบาทใหม่ได้อย่างไร ตรงนี้ทำให้บทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลและ CPO สำคัญขึ้นมาก เพราะงานของพวกเขาไม่ใช่แค่บริหารคน แต่ต้องช่วยกำหนดทิศทางใหม่ของงานและทักษะที่องค์กรต้องการในอนาคต

อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่ AI แต่เป็นมนุษย์ที่หยุดคิด

อีกด้านหนึ่งของ AI ที่น่ากังวลไม่แพ้การถูกแทนที่ คือความเสี่ยงที่มนุษย์จะคิดน้อยลง คุณกระทิงเรียกสิ่งนี้ว่า “กับดักความฉลาดสังเคราะห์” เพราะแทนที่ AI จะช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์ มันอาจทำให้คนจำนวนมากเริ่มพึ่งพาคำตอบสำเร็จรูปมากเกินไป จนค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามด้วยตัวเอง

เมื่อคนเริ่มคุ้นชินกับการถาม AI ทุกเรื่อง ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบอาจลดลงโดยไม่รู้ตัว ความจำถดถอย การตรวจสอบข้อมูลน้อยลง และการเชื่อผลลัพธ์จาก AI โดยไม่ตั้งคำถาม อาจกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่าการไม่มี AI ใช้เสียอีก

AI บนทางแยก: 6 ทางเลือกกำหนดอนาคตมนุษยชาติ ผ่านมุมมอง ‘กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล’

สำหรับองค์กร ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่จำนวนคนที่ใช้ AI ได้ แต่คือคนเหล่านั้นเก่งขึ้นจริงหรือไม่ AI ช่วยให้พนักงานเรียนรู้มากขึ้น แก้ปัญหาที่ยากขึ้น และคิดได้ลึกขึ้นหรือเปล่า หรือสุดท้ายแล้ว AI กำลังทำให้คนในองค์กรพึ่งพาเครื่องมือมากขึ้น แต่คิดน้อยลง

เมื่อเด็กจบใหม่เริ่มหาพื้นที่ยืนได้ยากขึ้น

ผลกระทบอีกด้านที่องค์กรไม่ควรมองข้าม คือการหายไปของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ในอดีต เส้นทางการเติบโตของคนทำงานมักเริ่มจากงานพื้นฐาน ก่อนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์และเติบโตขึ้นไปเป็นหัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้บริหาร แต่เมื่อ AI ทำงานระดับเริ่มต้นได้มากขึ้น ตำแหน่งงานจำนวนหนึ่งก็อาจลดลงตามไปด้วย

ปัญหาคือ งานระดับเริ่มต้นไม่ได้มีไว้เพียงสร้างผลผลิตให้กับองค์กร แต่ยังเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และเติบโตเป็นผู้นำในอนาคต หากพื้นที่เหล่านี้หายไป องค์กรอาจต้องเผชิญคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า แล้วผู้นำรุ่นต่อไปจะเติบโตมาจากไหน

คุณกระทิงยกตัวอย่างโครงการ “2+2” ที่เคยดำเนินการใน KBTG โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีเข้ามาทำงานตั้งแต่ปีสอง เพื่อสะสมประสบการณ์จริงควบคู่ไปกับการเรียน แนวคิดสำคัญคือการสร้างสะพานเชื่อมการเติบโตของบุคลากร เพื่อให้คนรุ่นใหม่ยังมีพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง แม้โลกการทำงานจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม

จากการใช้ AI ไปสู่การเข้าใจ AI

หลายองค์กรกำลังมุ่งทำให้คนใช้ AI เป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือทำให้คนเข้าใจ AI เพราะ AI ไม่ได้มีเพียงข้อดี หากยังมีข้อจำกัดและอคติในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตอบเอาใจผู้ใช้ การโน้มเอียงไปสู่คำตอบบางรูปแบบ การสะท้อนอคติจากข้อมูลที่ใช้ฝึกสอน หรือการสร้างเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสม

ยิ่ง AI ให้คำตอบที่ดูดีและน่าเชื่อถือมากขึ้น ความเสี่ยงจากการเชื่อผลลัพธ์โดยไม่ตรวจสอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น องค์กรจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้คนใช้ AI เป็น แต่ต้องทำให้คนตั้งคำถามเป็น ตรวจสอบเป็น และเข้าใจข้อจำกัดของ AI ด้วย

เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การสร้างคนที่ใช้ AI เก่งที่สุด แต่คือการสร้างคนที่ยังคิดเป็น แม้จะมี AI อยู่ข้างตัวตลอดเวลา

ทำไม CPO จึงกลายเป็นคนสำคัญที่สุดในยุค AI

เมื่อการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว บทบาทของ CPO จึงสำคัญขึ้นอย่างมาก ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านจำนวนมากไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรมีเครื่องมือดีแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคนในองค์กรเข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

หลายองค์กรมีเครื่องมือพร้อม มีงบประมาณพร้อม และมีข้อมูลพร้อม แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะคนยังไม่เห็นภาพเดียวกัน ยังกลัวว่าจะถูกแทนที่ หรือยังไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร

หน้าที่ของ CPO จึงไม่ได้มีเพียงการดูแลบุคลากร แต่ต้องช่วยให้ทั้งองค์กรเข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนไปเพื่ออะไร CPO ยุคใหม่ต้องเข้าใจทั้งธุรกิจ เทคโนโลยี และ AI เพราะต้องทำหน้าที่เชื่อมคนเข้ากับการเปลี่ยนแปลง

“HR คือ Hero Resource เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีผลต่อความสำเร็จของ AI Transformation มากที่สุด” คุณกระทิงกล่าว

ความท้าทายของยุค AI คือการพาคนทั้งองค์กรไปด้วยกัน

ตลอดการบรรยาย คุณกระทิงพูดถึง AI ในหลายมิติ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การหายไปของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ความเสี่ยงจากการพึ่งพา AI มากเกินไป ไปจนถึงการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ด้วย AI แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป ทุกประเด็นกำลังชี้กลับมาที่คำถามเดียวกันว่า องค์กรพร้อมจะเปลี่ยนตัวเองแล้วหรือยัง

ต่อให้ AI ฉลาดขึ้นเพียงใด หากคนในองค์กรไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ไม่เห็นภาพเดียวกัน หรือไม่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ การลงทุนด้านเทคโนโลยีก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง ในทางกลับกัน หากองค์กรทำให้คนเรียนรู้ เติบโต และปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้ AI ก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายศักยภาพของคน ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คน

นี่คือเหตุผลที่คุณกระทิงให้ความสำคัญกับ CPO การบริหารการเปลี่ยนแปลง ความไว้วางใจ และความเข้าอกเข้าใจมากพอ ๆ กับเรื่องเทคโนโลยี เพราะสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนผ่านด้วย AI ไม่ได้เกิดขึ้นจากโมเดลที่เก่งกว่า หรือเครื่องมือที่ล้ำกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของผู้นำในการพาคนทั้งองค์กรก้าวไปในทิศทางเดียวกัน

ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของโลก คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าองค์กรมี AI มากแค่ไหน แต่คือองค์กรสามารถทำให้คนเติบโตไปพร้อมกับ AI ได้หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความได้เปรียบที่ยั่งยืนที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่คนที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างคุณค่าใหม่ได้ตลอดเวลา

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Beyond the Prompt: เมื่อ AI ต้องกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร

เมื่อ ‘คนเก่ง’ อาจไม่ใช่คนที่องค์กรต้องการเหมือนเดิม

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar