Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ดร.สุวิทย์ ชี้ ก่อนพัฒนาทักษะ AI ต้องอัปเกรด ‘Human OS’

ดร.สุวิทย์ ชี้ก่อนพัฒนาทักษะ AI ต้องอัปเกรด 'Human OS'

เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลง แต่โครงสร้างอารยธรรมมนุษย์ทั้งใบกำลังเปลี่ยนไปในแบบที่หลายคนอาจไม่ทันตั้งรับ

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมบรรยายในหัวข้อ “The New Human OS: ระบบปฏิบัติการมนุษย์ชุดใหม่” พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ก่อนที่มนุษย์จะเร่งพัฒนาทักษะ (Skills) เพื่อวิ่งไล่ตาม AI เราควรหยุดสำรวจก่อนว่า ระบบปฏิบัติการของมนุษย์ (Human OS) ในปัจจุบัน พร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนคืนแล้วหรือยัง

อำนาจโลกเปลี่ยนมือ เมื่อ “ข้อมูล” ล้นโลก แต่ “ความคิด” กลับขาดแคลน

ดร.สุวิทย์ อธิบายว่า อำนาจในโลกมีการเปลี่ยนผ่านมาแล้ว 4 ยุค เริ่มตั้งแต่ยุคที่อำนาจมาจากการครอบครองดินแดนและทรัพยากร ตามด้วยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่อำนาจอยู่ที่การผลิตและเงินทุน จากนั้นสู่ยุคของการสร้างสถาบันและกติกาสากล และในปัจจุบัน โลกเข้าสู่ยุคที่ 4 ซึ่งข้อมูล (Data) มีอยู่อย่างล้นเหลือ สิ่งที่กลายเป็นของหายากแทนคือ “การรับรู้และความคิด” ของมนุษย์

ในบริบทนี้ การแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่ที่สินค้าหรือตลาดอีกต่อไป แต่ขยับขึ้นไปสู่การแข่งขันระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) แพลตฟอร์ม และระบบปฏิบัติการ โดยมี AI เป็นหัวใจของโครงสร้างอำนาจใหม่ทางเทคโนโลยี (Geo-technology)

พร้อมกันนั้น โลกยังเผชิญแรงกระเพื่อมสำคัญ 6 ประการ ทั้งการแยกขั้ว (Uncoupling) การนำทุกสิ่งมาเป็นอาวุธ (Weaponization) และความแตกแยกทางความคิด (Polarization) แต่สิ่งที่ ดร.สุวิทย์ เน้นว่าเป็นแรงกระเพื่อมที่ร้ายแรงที่สุดคือ “การเสื่อมถอยของความไว้วางใจ” (Decline of Trust) ทั้งระหว่างมนุษย์ด้วยกันและระหว่างมนุษย์กับ AI

มนุษย์อัปเกรดตัวเองมาตลอด และตอนนี้คือครั้งที่ใหญ่ที่สุด

สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ Human OS ไม่ใช่แนวคิดใหม่ มนุษย์อัปเกรดระบบปฏิบัติการของตัวเองมาตลอดประวัติศาสตร์ ดร.สุวิทย์ อธิบายว่า OS ของมนุษย์พัฒนามาเป็นลำดับ เริ่มจาก Biological OS ที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด ตามด้วย Agricultural OS ในยุคเกษตรกรรม Industrial OS ในยุคอุตสาหกรรม และ Digital OS ในยุคดิจิทัล

ปัจจุบันมนุษย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “Hybrid OS” ซึ่งเป็นการผสานความฉลาดของมนุษย์ (Human Intelligence) เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การอัปเกรดครั้งนี้จึงแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเครื่องมือหรือวิธีทำงาน แต่คือการนิยามใหม่ว่ามนุษย์จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างไร

ไม่ใช่ AI ที่น่ากลัว แต่คือมนุษย์ที่กำลังกลายเป็นเครื่องจักร

ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่อง AI ดร.สุวิทย์ ชี้ว่าหลายคนกังวลผิดทิศทาง

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่มนุษย์พยายามทำให้ AI มีชีวิต แต่คือการที่เรากำลังทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร” ดร.สุวิทย์ กล่าว

การมุ่งเน้นแต่ประสิทธิภาพ (Efficiency-driven) โดยไม่มีเป้าหมายหรือคุณค่าที่ชัดเจนกำกับ กำลังลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างช้าๆ โดยที่สังคมไม่รู้สึกตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เรากำลังอยู่ในโลกหลังความจริง (Post-truth era) ที่ AI สามารถสร้างความจริงหลายชุด (Multiple realities) ตามการบริโภคข้อมูลในห้องเสียงสะท้อน (Echo chamber) ของแต่ละคน ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยกฎเกณฑ์ มาเป็นโลกที่ขับเคลื่อนด้วยโค้ด (Code) ซึ่งความเสี่ยงต่างๆ จะถูกฝังอยู่ในอัลกอริทึมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ในมิติของการแข่งขันทางธุรกิจ ดร.สุวิทย์ ชี้ว่าการสร้างมูลค่า (Value Creation) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ที่จะได้เปรียบในโครงสร้างอำนาจใหม่คือผู้ที่สามารถกำกับให้มูลค่าไหลผ่านตัวเองได้ หรือ “เปิด-ปิดวาล์วมูลค่าได้” รวมถึงเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive structure) ให้ผู้อื่นต้องพึ่งพา องค์กรใดที่ไม่พร้อม ก็จะตกอยู่ในฐานะผู้พึ่งพาระบบที่คนอื่นสร้างไว้แทน

ระหว่างความรุ่งโรจน์กับการถูกทิ้งไว้ชายขอบ

ดร.สุวิทย์ จำลองภาพความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ไว้เป็น 3 ระดับ ที่ผ่านมาโลกอยู่ในยุค HI-HI คือมนุษย์สื่อสารและทำงานร่วมกับมนุษย์ ปัจจุบันกำลังขยับมาสู่ยุค AI-HI ที่มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI แต่สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือโลกอาจหลุดไปสู่ยุค AI-AI ที่ปัญญาประดิษฐ์เชื่อมโยงและสื่อสารกันเองโดยไม่สนใจหรือพึ่งพามนุษย์อีกต่อไป

“หากมนุษย์ใช้ AI อย่างถูกต้อง จะนำไปสู่ความรุ่งโรจน์ของมนุษย์ (Human Flourishing) แต่หากใช้ผิด จะนำไปสู่การผลักมนุษย์ไปสู่ชายขอบ (Human Marginalization)” ดร.สุวิทย์ กล่าว

หากมนุษย์ไม่สามารถยกระดับ Human OS ของตนเองได้ทัน เทคโนโลยีที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นจะย้อนกลับมาครอบงำ และมนุษย์จะกลายเป็นเพียง “หน่วยข้อมูล (Data)” หรือเบี้ยล่างของระบบ AI นั่นเอง

เมื่อคุณธรรมและความเห็นอกเห็นใจ คือทักษะที่ขาดไม่ได้

เมื่อภาพของปัญหาชัดเจนแล้ว ดร.สุวิทย์ เสนอทิศทางของการแก้ไข โดยเริ่มจากการแยกแยะให้ชัดว่ามนุษย์ต้องการสิ่งที่ต่างกันสองอย่าง ได้แก่ ความฉลาดเพื่อการทำงาน (Intelligence for living) และสติปัญญาสำหรับการใช้ชีวิต (Wisdom for life) AI มีความสามารถในมิติแรกได้ดี แต่ไม่อาจทดแทนมิติที่สองได้

AI สามารถบอกได้ว่าเรา “จะทำอะไร” ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ AI ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้น “ควรทำหรือไม่” และเป็นแนวทางที่ยั่งยืนหรือเปล่า คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องของมนุษย์เสมอ

นั่นคือเหตุผลที่การพัฒนาคนด้วยทักษะ STEM อย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ดร.สุวิทย์ เสนอให้ก้าวไปสู่ “STEAMME” ซึ่งประกอบด้วย Science, Technology, Engineering, Art & Humanity, Math และที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือ Morality (คุณธรรม) และ Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ)

นอกจากนี้ ประโยชน์ขั้นสูงของ AI ไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำงานอัตโนมัติหรือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือการใช้ AI เป็นพาร์ทเนอร์เพื่อพามนุษย์ไปสู่การสำรวจ (Exploration) และการค้นพบสิ่งที่เราไม่เคยรู้ว่าเราไม่รู้มาก่อน (Unknown Unknowns) ซึ่งการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) ระหว่างมนุษย์กับ AI จะเปิดพื้นที่ให้เกิดศาสตร์ใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามขอบเขตของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์แบบเดิมได้

เป้าหมายสูงสุดจึงคือการสร้าง “Tech-moral Society” สังคมที่เทคโนโลยีและศีลธรรมอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล

จากอารยธรรมแห่งประสิทธิภาพ สู่อารยธรรมแห่งความตระหนักรู้

ดร.สุวิทย์ ทิ้งท้ายด้วยภาพเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัดว่า “Human OS คือพวงมาลัยที่คอยรู้ทิศทางและกำหนดเป้าหมาย ส่วน AI เป็นเพียงเครื่องยนต์ที่คอยขับเคลื่อน”

เป้าหมายของการสร้าง New Human OS จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาทักษะเพื่อแข่งกับ AI แต่คือการเปลี่ยนผ่านอารยธรรมทั้งใบ จากอารยธรรมที่มุ่งเน้นแต่ประสิทธิภาพ (Efficiency-driven civilization) ไปสู่ “อารยธรรมที่ยึดถือความตระหนักรู้เป็นศูนย์กลาง” (Consciousness-centered civilization) ซึ่งหมายถึงการตระหนักรู้ในตนเอง รู้จักผู้อื่น และเข้าใจโลก

และเพราะ AI จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับมนุษย์ที่สร้างและสอนมัน การยกระดับ AI จึงสะท้อนถึงการยกระดับความเป็นมนุษย์ (Raising humanity) เสมอ ระดับสูงสุดของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI จึงไม่ใช่ระบบที่ทำงานได้เร็วที่สุด แต่คือระบบที่มีมนุษย์ทำหน้าที่กำกับดูแล (Governance) ได้อย่างมีความรับผิดชอบ

คำถามที่เหลืออยู่สำหรับทุกคนคือ วันนี้ใครถือพวงมาลัยนั้นอยู่จริง ๆ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI ไม่ได้มาแทนคน แต่จะกวาดล้างคนไม่ปรับตัว: ถอดบทเรียนจาก AIS และ CPN

Nokia มองไทยเป็นฮับดิจิทัลอาเซียน รับยุค AI Super Cycle

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar