LINE ประเทศไทย เดินหน้าจัดกิจกรรมใหญ่ครบรอบ 15 ปี ดึงสื่อมวลชนร่วมฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หวังเป็นกระบอกเสียงส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
เปิดแนวคิด “พร้อมก่อนวิกฤติกับไลฟ์ไลน์” เพราะสติสร้างได้ด้วยความพร้อม
ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานฝ่ายการตลาด LINE ประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสที่ LINE ประเทศไทยเดินทางมาครบรอบปีที่ 15 จึงได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนประจำปี LINE Media Connect Day 2026 ภายใต้แนวคิด “พร้อมก่อนวิกฤติกับไลฟ์ไลน์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ในประเด็นสำคัญของสังคม โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติคือ “สติ” แต่การจะมีสติได้นั้น ทุกคนต้องมีความรู้ ความพร้อม และทักษะการรับมือ เพื่อสร้างความมั่นใจในการก้าวผ่านวิกฤติอย่างปลอดภัย
สาเหตุที่เลือกสื่อมวลชนเป็นกลุ่มแรกที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ เนื่องจากสื่อมวลชนเป็นด่านแรกและเป็นบุคคลสำคัญที่ประชาชนพึ่งพาเวลาเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน สื่อมวลชนมักลงพื้นที่เป็นกลุ่มแรกๆ เพื่อรายงานสถานการณ์จริง ส่งต่อข้อมูลและภาพเหตุการณ์ให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ LINE ประเทศไทยจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการมอบความรู้และทักษะเหล่านี้ เพื่อให้สื่อมวลชนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจเต็มที่และมีความปลอดภัยสูงสุด
คิดแบบนักบินรบด้วย “OODA Loop” และการประเมินสถานการณ์เพื่อเอาชีวิตรอด
ด้าน นาวาเอก (พิเศษ) นพ.พิสิทธิ์ เจริญยิ่ง รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อการเตรียมรับมือเมื่อภัยมา โดยนำเสนอหลักคิด “OODA Loop” (Observe, Orient, Decide, Action) ซึ่งเป็นกลไกการตัดสินใจในสมองที่ใช้ในหลักสูตรนักบินรบ เพื่อช่วยให้สามารถสังเกตและตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและเป็นอัตโนมัติ
นาวาเอก (พิเศษ) นพ.พิสิทธิ์ แนะนำว่า ก่อนจะเข้าไปในสถานที่ใด ๆ ควรสังเกตและคำนึงถึงทางออกเสมอเพื่อประเมินความปลอดภัย โดยยกตัวอย่างหากเกิดเหตุไฟไหม้ สีของควันไฟสามารถบอกข้อมูลสถานการณ์ได้ดี เช่น ควันสีขาว เกิดจากการไหม้กระดาษ ควันสีน้ำตาล เกิดจากการไหม้ไม้หรือเฟอร์นิเจอร์ และ ควันสีดำ เกิดจากการไหม้พลาสติกหรือโฟมซึ่งอาจนำมาซึ่งสารพิษอันตราย ขณะที่ลักษณะการลอยตัวของควันก็บอกระดับความร้อน หากลอยตัวเอื่อย ๆ แสดงว่ากำลังสะสมความร้อน หากพุ่งขึ้นแสดงว่าความร้อนสูงมากและพร้อมเกิดเปลวไฟได้ทุกเมื่อ ส่วนการตัดสินใจในภาวะวิกฤติตามหลัก OODA Loop จะมี 4 ทางเลือกหลัก ได้แก่ เข้าไป ถอยออก อยู่ตรงนั้น หรือเปลี่ยนมุม เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยและรักษาชีวิตรอดออกมารายงานข้อเท็จจริง
กู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และระบบ “1669” ที่มากกว่าแค่การส่งรถพยาบาล
นอกจากนี้ นาวาเอก (พิเศษ) นพ.พิสิทธิ์ ระบุว่า มนุษย์มีเวลาเพียงประมาณ 4 นาทีเท่านั้นในการรักษาสมองหลังจากหยุดหายใจหรือขาดออกซิเจน ขณะที่รถกู้ชีพ 1669 ที่เร็วที่สุดใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 8 นาทีในการเดินทางถึงจุดเกิดเหตุ การที่ประชาชนสามารถทำ CPR และใช้เครื่องกู้หัวใจไฟฟ้า (AED) เป็นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์
ทั้งนี้ ได้มีการชี้แจงเพื่อปรับความเข้าใจของสังคมว่า สายด่วน 1669 ไม่ใช่คิวรถแท็กซี่ และความเร็วไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการรักษาชีวิต แต่คือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน สพฉ. พัฒนาระบบส่ง SMS ย้อนกลับไปยังผู้แจ้งเหตุ เพื่อให้กดแชร์พิกัดสถานที่ (Location) และเปิดกล้องสื่อสารแบบเห็นภาพ ซึ่งช่วยให้พยาบาลวิชาชีพหรือนักฉุกเฉินการแพทย์ของระบบ 1669 สามารถประเมินอาการผู้ป่วย และให้คำแนะนำในการกดนวดหน้าอก (CPR) อย่างถูกต้องผ่านกล้องได้ทันที

นวัตกรรมดิจิทัลคู่คิดยามวิกฤติ: LINE Alert และ LINE Safety Check
เครื่องมือดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ใช้งานในยามวิกฤติ ได้แก่
- LINE Alert: บัญชีทางการ (Official Account) ที่เปิดตัวตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2565 โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อทำหน้าที่แจ้งเตือนภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม พายุฝน แผ่นดินไหว ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 และดินโคลนถล่ม อย่างทันท่วงที ปัจจุบันมีฟีเจอร์ใหม่ที่ผู้ใช้สามารถเลือกรับการแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่ที่สนใจได้สูงสุดถึง 5 พื้นที่
- LINE Safety Check: ฟีเจอร์ในแอปพลิเคชัน LINE ที่จะทำงานอัตโนมัติ (Activate) เมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรงหรือเหตุฉุกเฉินระดับประเทศ เช่น แผ่นดินไหวรุนแรง สึนามิ ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน หรือเหตุกราดยิง โดยได้รับการรับรองและเป็นส่วนหนึ่งของแผนรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแจ้งสถานะความปลอดภัยของตนเอง (ปลอดภัย/ได้รับผลกระทบ) และเขียนข้อความสั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว แม้ในยามที่สัญญาณโทรศัพท์เบาบาง เพื่อประหยัดทรัพยากรระบบและทำให้คนใกล้ชิดทราบสถานการณ์ได้ทันที
- LINE Today: รวบรวมข่าวสารภัยพิบัติโดยเฉพาะ และ OpenChat ที่เปิดให้ชุมชนใช้ประสานงานช่วยเหลือกันยามฉุกเฉิน
แนะทักษะการแยกแยะผู้ป่วย และอุปกรณ์ใน “กระเป๋าฉุกเฉิน” ที่ต้องมีติดบ้าน

ในภาคปฏิบัติ ทีมวิทยากร ได้ร่วมฝึกทักษะการประเมินระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉินออกเป็น 4 สี ได้แก่
- สีเขียว (บาดเจ็บเล็กน้อย): ถามตอบรู้เรื่อง เดินได้ ขยับตัวได้ รอรับการรักษาได้
- สีเหลือง (ปานกลางถึงรุนแรง): มีอาการมึนงง คุยไม่รู้เรื่อง มีภาวะเลือดออกมาก หรือมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเสี่ยงที่จะมีอาการแย่ลงจนถึงแก่ชีวิต
- สีแดง (วิกฤติ): หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หรือหัวใจหยุดเต้น ต้องทำ CPR ทันที
- สีดำ (เสียชีวิต): ร่างกายได้รับความเสียหายรุนแรงจนไม่มีโอกาสรอดชีวิต
โดยทีมวิทยากรเน้นย้ำกฎเหล็กสำคัญคือ “ช่วยเขาเราต้องรอด” ผู้ช่วยเหลือต้องประเมินความปลอดภัยของพื้นที่เกิดเหตุเป็นอันดับแรก หากประเมินแล้วพบว่าเสี่ยงภัย เช่น ไฟลุกโชน แก๊สรั่ว หรือพื้นเปียกน้ำซึ่งอาจทำให้ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยถูกไฟช็อตจากกระแสไฟฟ้าของเครื่อง AED ได้ จะต้องไม่เข้าไปเสี่ยง
สำหรับกรณีการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่มีเลือดออกมาก ทีมวิทยากร อธิบายว่า หากพบลักษณะเลือดพุ่งเป็นจังหวะตามการเต้นของหัวใจ หรือไหลนองเป็นแอ่ง ให้ใช้ผ้าสะอาดกดแผลค้างไว้ห้ามปล่อยอย่างน้อย 10 นาที หรือหากจำเป็นต้องใช้สายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) ควรเลือกใช้สายหรือผ้าที่มีความกว้างอย่างน้อย 2 นิ้วขึ้นไป เพื่อป้องกันไม่ให้สายรัดบาดลึกเข้าเนื้อจนเกิดอันตราย
นอกจากนี้ ทางทีมวิทยากรยังได้ร่วมกิจกรรมแนะนำสิ่งของจำเป็นที่ควรจัดไว้ใน “กระเป๋าฉุกเฉินส่วนตัว” (พร้อมแพ็ค) สำหรับเอาตัวรอด 3-5 วัน อาทิ อุปกรณ์สุขอนามัย เสื้อผ้า ไฟฉาย ถ่านสำรอง เทียนไข ไฟแช็ก พาวเวอร์แบงก์ ยาส่วนตัวและยาสามัญประจำบ้าน อาหารแห้งและลูกอมเพิ่มพลังงาน ผ้าห่มฉุกเฉินฟอยล์ เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายป้องกันภาวะช็อก กล่องคุกกี้โลหะ ที่สามารถดัดแปลงเป็นภาชนะต้มน้ำได้ ผ้าอนามัย สำหรับใช้ห้ามเลือด บัตรประชาชนและหนังสือเดินทาง ขวดน้ำพลาสติกขนาดใหญ่ซึ่งสามารถใช้ช่วยพยุงตัวลอยน้ำได้ รวมถึง นกหวีดแบบเปียก สำหรับเป่าขอความช่วยเหลือแม้อยู่ในน้ำ มีดพับอเนกประสงค์ และ วิทยุสื่อสารระบบอนาล็อก (เครื่องสีแดง) ซึ่งสามารถใช้ติดต่อสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ในยามที่ระบบโครงข่ายโทรศัพท์มือถือล่ม
ซ้อมหนีแผ่นดินไหวและไฟไหม้: กฎเหล็ก “หมอบ ป้อง เกาะ” และเลี่ยงจุดอับ
ในช่วงท้ายของกิจกรรม ทีมวิทยากรได้นำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงได้อีกครั้งจาก รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ในจังหวัดกาญจนบุรีที่เงียบสงบมานานกว่า 200 ปี ซึ่งหากเกิดการขยับตัวอาจมีขนาดสูงกว่า 7.4 ริกเตอร์ และส่งผลกระทบต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ แน่นอน
พร้อมแนะนำขั้นตอนการเอาตัวรอดขณะแผ่นดินไหวตามหลักการ “หมอบ ป้อง เกาะ” โดยการหมอบลงใต้โต๊ะที่แข็งแรง ใช้มือหรือสิ่งของเช่นกระเป๋าป้องบริเวณกระดูกต้นคอและกระดูกสันหลังเพื่อป้องกันพิการ และเกาะโต๊ะไว้ให้แน่นจนกว่าแผ่นดินจะหยุดไหว และเมื่อแผ่นดินหยุดไหวจึงเริ่มอพยพตามทางหนีไฟไปยังจุดรวมพลที่เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง โดยย้ำเตือนให้หลีกเลี่ยงการหนีเข้าไปในห้องน้ำ เนื่องจากสถิติเหตุอัคคีภัยพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องน้ำเพราะคิดว่าเป็นที่ปลอดภัยมีน้ำ แต่แท้จริงแล้วมักเสียชีวิตจากการสูดดมควันพิษเข้าไปจนหมดสติและหัวใจหยุดเต้น ในการอพยพหนีไฟจึงต้องก้มตัวให้ต่ำที่สุดและใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดปิดจมูกเพื่อความอยู่รอด
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ คปภ. มอบรางวัล Hospital Awards 2025
เมื่อ ‘วันเวลา’ เปลี่ยนมายาคติการยื้อชีวิต สู่การดีไซน์ ‘ลมหายใจสุดท้าย’ ที่เลือกได้



