ในวันที่การแพทย์กระแสหลักมุ่งยื้อชีวิตคนไข้อย่างสุดกำลัง ภาพของสายระโยงระยางและเสียงสัญญาณจากจอมอนิเตอร์ในห้อง ICU กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังสุดท้าย แต่สำหรับผู้ป่วยบางคนที่เดินทางมาถึงทางแยกสำคัญ ความหวังนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการรักษาให้หายขาดจากโรค แต่คือการได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความรัก และมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
และนี่คือที่มาของ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล สถานพยาบาลที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการยื้อชีวิต แต่มุ่งออกแบบคุณภาพชีวิตให้สวยงามจนถึงลมหายใจสุดท้าย
จากวิศวกรผู้สร้าง สู่ผู้คืนศักดิ์ศรีให้ ‘ร่าง’ ผู้ล่วงลับ

อัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลาฯ ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในเสื้อกาวน์สีขาว แต่เขาเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญการออกแบบโรงพยาบาลมาแล้วมากมาย ประสบการณ์จากการเห็นความสูญเสียรอบตัว รวมถึงช่องว่างในระบบสาธารณสุขไทยที่มักมองข้ามวินาทีสุดท้ายของผู้ป่วย ทำให้เขาตัดสินใจสร้าง “พื้นที่ต้นแบบ” สำหรับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ขึ้นมา
“เราออกแบบโรงพยาบาลมาทุกแผนกแล้ว แต่แผนกสุดท้ายคือตอนที่ผู้ป่วยจากไป ยังมีปัญหาคาใจอยู่มาก พวกเขามักจะถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงเมื่อหัวใจหยุดเต้น” คุณอัครพล สะท้อนภาพจำในอดีตที่โรงพยาบาลทั่วไปมักมองร่างของผู้ล่วงลับเป็นเพียงวัตถุ ผ่านขั้นตอนการย้ายร่างที่ขาดความอ่อนโยน และสร้างภาพจำสุดท้ายอันเจ็บปวดให้แก่ครอบครัว
ความค้างคาใจนี้ทำให้คุณอัครพลไม่ได้นั่งออกแบบอาคารอยู่แค่บนโต๊ะ แต่เขาเลือกเปิดประตูเข้าสู่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยตัวเอง เพื่อศึกษาทุกรายละเอียดตั้งแต่การจัดการร่าง การฉีดน้ำยา ไปจนถึงเรื่องกลิ่น
ซึ่งเขาพบว่า Pain Point ใหญ่ที่สุดของญาติ คือสภาพของคนที่รักในวาระสุดท้ายที่ดูน่ากลัว นำไปสู่ความพยายามค้นคว้าสูตรฟอร์มาลีนสูตรพิเศษที่ไม่ทำลายผิวพรรณ ไม่ทำให้ร่างกลายเป็นสีคล้ำเขียวหรือเกิดจ้ำม่วงอย่างที่เคยเป็น
“เราอยากให้ภาพจำสุดท้ายของญาติ คือคนรักที่หน้าตาผ่องใสเหมือนคนนอนหลับ เพื่อให้ความทรงจำของครอบครัวมีแต่ความสงบและงดงาม” คุณอัครพลเล่าถึงความตั้งใจ
Palliative Care ไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่คือ ‘ความกตัญญูขั้นสูง’
ในสังคมไทย คำว่าการดูแลแบบประคับประคอง มักถูกเข้าใจผิดว่าคือการพาคนรักไปทิ้งให้ตาย หรือการยอมแพ้และละเลยการรักษา แต่สำหรับคุณอัครพลและทีมแพทย์ สิ่งนี้คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง การมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่การอกตัญญู แต่คือ ความกตัญญูอย่างสูง เพราะเป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสุขในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต
ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้าน Palliative Care อธิบายว่า เป้าหมายของโรงพยาบาลวันเวลา คือการบริบาลครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม โดยหัวใจสำคัญคือการทำ Advance Care Plan (ACP) หรือการวางแผนล่วงหน้าร่วมกับครอบครัว เพื่อให้ “การลงจอด” (Landing) ของชีวิตเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสวยงามที่สุด
“หากเราดูแลครบทั้ง 4 มิติ จะไม่มีคนไข้รายใดเลยที่ร้องขออยากจบชีวิตตัวเอง (Euthanasia) ส่วนใหญ่ที่ร้องขอเพราะพวกเขามีความทุกข์ทรมาน” คุณหมอยุวเรศมคฐ์กล่าว
คุณหมอยุวเรศมคฐ์ เล่าถึงผู้ป่วยเคสหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายว่า เขาได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายในการเคลียร์งานและจัดการทรัพย์สินอย่างมีสติ โดยทีมงานของโรงพยาบาลได้ร่วมกันจัดงานวันเกิดให้เขาเพียงหนึ่งวันก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
“นั่นคือการปิดแชปเตอร์สุดท้ายของชีวิตอย่างสวยงาม ความต้องการทุกอย่างถูกตอบสนอง และเขาก็จากไปอย่างสงบ ไม่มีอาการบิดตัวด้วยความเจ็บปวด” คุณหมอกล่าว
พังทลายทุกข้อจำกัด โรงพยาบาลสานต่อความปรารถนาสุดท้าย
โรงพยาบาลวันเวลาพยายามพังทลายทุกข้อจำกัดเพื่อสานต่อความปรารถนาสุดท้าย (Last Wish) ของผู้ป่วยให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดโต๊ะจีนในห้องพักตามความต้องการของผู้ป่วยรายหนึ่งที่อยากทานอาหารร่วมกับครอบครัวพร้อมหน้าเป็นครั้งสุดท้าย หรือการเซ็ตระบบความปลอดภัย พาผู้ป่วยที่ยังต้องพกถุงอาเจียนตลอดเวลาเดินทางไปทำนิติกรรมที่ธนาคารเพื่อให้เขาหมดห่วงในภาระที่ค้างคา
หรือแม้แต่การอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเยี่ยมเยียนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ปฏิเสธเนื่องจากกังวลเรื่องการติดเชื้อ
ความใส่ใจในรายละเอียดยังรวมไปถึงหัวใจการบริการของทีมแพทย์และพยาบาล ที่จะไม่เรียกผู้ป่วยว่า คนไข้ แต่จะเรียกสรรพนามตามที่ลูกหลานในบ้านเรียกจริง เช่น อาม่า หรือ คุณแม่ เพื่อสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัวไม่มีการบังคับใส่เครื่องมือทางการแพทย์ แต่พยาบาลจะรอจังหวะที่เหมาะสมและปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน
ไม่เพียงแค่นวัตกรรมการดูแลรักษาในยามมีชีวิต แต่โรงพยาบาลยังสร้างห้องชีวาลัย สำหรับจัดพิธีทางศาสนา ที่ออกแบบเส้นทางเคลื่อนย้ายร่างแยกเฉพาะเพื่อพิทักษ์สิทธิ์และให้เกียรติผู้เสียชีวิตขั้นสูงสุด
ดีไซน์โฮมมี่ เพื่อการเยียวยา บนพื้นที่สีเขียว 50%
โรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ใช้งบก่อสร้างราว 200 ล้านบาท ตั้งอยู่ย่านลำสาลี ถูกออกแบบให้ฉีกกรอบจากความรู้สึกขาวและเย็นชา ของโรงพยาบาลทั่วไป คุณอัครพลจงใจเลือกวัสดุและเฟอร์นิเจอร์สีน้ำตาลเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน (Homie) ผนังห้องไม่ได้ทาสีขาวเรียบและไร้อารมณ์ แต่มีเท็กซ์เจอร์และโทนสีที่ดูผ่อนคลาย แม้กระทั่งอุณหภูมิสีของแสงไฟก็ถูกคำนวณมาอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้ดูเศร้าสร้อยหรือหรูหราเกินไป
นอกจากนี้ พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของโครงการ ถูกอุทิศให้เป็นสวนสีเขียวเปิดโล่ง ที่ออกแบบให้รถเข็นวีลแชร์สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสสายลม และนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ต้องถูกกักขังไว้ในห้องแอร์สี่เหลี่ยมตลอด 24 ชั่วโมง

เยียวยา ‘คนข้างเตียง’ ลดภาวะ Burnout
ในขณะที่ทุกคนโฟกัสไปที่ผู้ป่วย แต่คนข้างเตียง หรือ ผู้ดูแลหลัก (Caregiver) ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สภาวะร่างกายและจิตใจกำลังแตกสลาย เพราะต้องแบกรับทั้งความกดดันรอบข้าง และความเครียดจากการจัดระเบียบชีวิตตัวเองให้หมุนตามตารางของผู้ป่วย จนกลายเป็นความเหนื่อยล้าสะสมที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
โรงพยาบาลจึงมีบริการ Respite Care หรือการรับฝากดูแลผู้ป่วยระยะสั้น-ยาว เพื่อให้ผู้ดูแลได้ส่งไม้ต่อให้ทีมสหวิชาชีพมืออาชีพ แล้วออกไปพักผ่อน ชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องรู้สึกผิด และยังมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคอยดูแลสภาพจิตใจของผู้ดูแลควบคู่ไปด้วย เพราะเชื่อว่า ความกตัญญูที่ยั่งยืนต้องไม่เป็นการแบกรับจนพังทลายลงไปพร้อม ๆ กันทั้งครอบครัว
“การบอกว่าเหนื่อย ไม่ได้แปลว่าไม่รัก” คือข้อความสำคัญที่โรงพยาบาลต้องการสื่อสาร
KTC ดีไซน์การเงินยามชีวิตเปราะบาง
การดูแลสุขภาพและชีวิตระดับพรีเมียม มักมาพร้อมกับความกังวลด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัว สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนมองสุขภาพว่าเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต สะท้อนจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดโรงพยาบาลปี 2568 ที่เติบโตขึ้น 6% โดยกลุ่มสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงถึงเกือบ 60% ของยอดทั้งหมดในหมวดดังกล่าว
เคทีซีเล็งเห็นว่า มิติของการดูแลแบบ Palliative Care คือส่วนหนึ่งของ Well-being ที่สังคมมักมองข้ามไปในอดีต
“การได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลวันเวลา ทำให้ KTC สามารถต่อจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป สู่การสร้าง Wellness Ecosystem ที่แท้จริงที่ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงพยาบาลทั่วไป คลินิก หรือฟิตเนส แต่เราเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินล่วงหน้า ผ่านแคมเปญต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถคลายกังวลเรื่องการบริหารเงิน และหันไปใช้เวลาอยู่ร่วมกับคนที่รักได้อย่างมีคุณค่าที่สุดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต” คุณสิรีรัตน์กล่าว
เตรียมพร้อม ‘ลงจอด’ บนพื้นที่แห่งความสงบ
ชื่อ “วันเวลา” ถูกตั้งขึ้นเพื่อเตือนใจว่า สำหรับผู้ที่เหลือเวลาน้อยในชีวิต ทุกนาทีมีค่ามหาศาล แม้โรงพยาบาลแห่งนี้จะเปิดดำเนินการมาไม่ถึงปี แต่ด้วยตัวเลขอัตราการยอมรับและตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่สูงกว่า 80% หลังจากครอบครัวได้เข้ามาพูดคุยเปิดใจ รวมถึงการได้รับความไว้วางใจเป็นพันธมิตรจากเครือโรงพยาบาลชั้นนำมากมายที่ส่งต่อผู้ป่วยมาดูแลอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเครื่องยืนยันว่าสังคมไทยเริ่มมองเห็นความสำคัญของการจากไปอย่างสวยงาม
“ที่นี่ คุณสามารถออกแบบการตายของตัวเองได้” คือคำทิ้งท้ายที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง
เพราะในท้ายที่สุด เมื่อวาระนั้นเดินทางมาถึง สิ่งที่เหลืออยู่และมีความหมายที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องของการรักษา แต่คือการได้ลงจอดบนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ และจากลาด้วยความสงบอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ถอดบทเรียน Pre-Planning ชวนวางแผนบ้านหลังสุดท้าย
Palliative Care: วาระสุดท้าย ที่ไม่ใช่การ ‘ปล่อยจอย’





