Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เมื่อ ‘Data’ และ ‘สภาพคล่อง’ สำคัญกว่ายอดขาย

SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เมื่อ ‘Data’ และ ‘สภาพคล่อง’ สำคัญกว่ายอดขาย

ปี 2569 อาจเป็นปีที่ผู้ประกอบการ SME ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจอย่างจริงจัง เพราะในยุคที่กำลังซื้อฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ต้นทุนพุ่งสูง และการแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทวีความรุนแรง การขายได้มากขึ้น จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป หากธุรกิจยังขาดกระแสเงินสดหมุนเวียน และไม่มีข้อมูลว่าลูกค้าคือใคร หรือสินค้าใดขายดี

บนเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 26 “SME Next Move: ทางรอดใหม่ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม” ซึ่งจัดโดย KTC ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาพันธ์ SME ไทย ได้สะท้อนภาพสำคัญว่า ทางรอดของ SME ยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสามารถในการใช้ข้อมูลและการบริหารสภาพคล่องเพื่อเปลี่ยนยอดขายให้เป็นกระแสเงินสดให้เร็วที่สุด

SME ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง

SME ยังเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของแรงงานภาคเอกชน แต่ภายใต้ตัวเลขขนาดใหญ่ กลุ่มที่เป็นฐานกว้างที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด นั่นคือ Micro SME หรือ MSME ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 84.5% หรือราว 2.8 ล้านราย หลายรายอยู่นอกระบบ ไม่มีงบการเงิน ไม่มีบัญชีที่ได้มาตรฐาน และพึ่งพากระแสเงินสดรายวันในการดำเนินธุรกิจ

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้การเข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นเรื่องยาก ธนาคารไม่รู้จักธุรกิจมากพอ ไม่เห็นรายได้ที่ตรวจสอบได้ และประเมินความเสี่ยงไม่ได้ชัดเจน ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนไม่น้อยจึงต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

วรพจน์ ประสาทพาณิชย์ ผู้ตรวจการสำนักงาน สสว. กล่าวว่า SME ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่เปลี่ยนทั้งโครงสร้างแรงงานและพฤติกรรมผู้บริโภค ผลิตภาพของธุรกิจที่ลดลงต่อเนื่อง และการขาดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ

ขายได้ ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะอยู่รอด

เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยน โจทย์ของผู้ประกอบการจึงเปลี่ยนตาม และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในวันนี้อาจไม่ใช่การขายของไม่ได้เสมอไป แต่คือขายได้แล้วธุรกิจยังไปต่อไม่ได้ เพราะเงินหมุนไม่ทัน และไม่มีข้อมูลมากพอสำหรับตัดสินใจ

สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ยอดขายไม่ใช่ปลายทางของความสำเร็จ หากยังไม่สามารถเปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นกระแสเงินสดได้เร็วพอ ธุรกิจจำนวนมากขายสินค้าได้ แต่ต้องรอเงินเข้าช้า ต้องซื้อวัตถุดิบเพิ่ม ต้องจ่ายค่าแรง ต้องหมุนสต็อก และต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น หากเงินสดหมุนกลับมาไม่ทัน โอกาสทางการขายที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอาจกลายเป็นภาระของธุรกิจ

ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย มองว่า ปัญหาของผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากไม่ใช่ไม่รู้ว่าต้องปรับตัว แต่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะลงมือทำ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ และบางส่วนต้องพึ่งพาเงินทุนนอกระบบที่มีต้นทุนสูง เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ย โอกาสในการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจจึงแทบไม่เหลือ

สมาพันธ์ SME ไทยยังชี้ว่า หนี้ครัวเรือนและหนี้การค้าในระดับสูง ซึ่งอยู่ราว 87-90% ของยอดขาย ทำให้ผู้ประกอบการขาดความมั่นใจและขาดพื้นที่ทางการเงินในการทดลองสิ่งใหม่ แม้จะรู้ว่าต้องปรับตัว แต่ภาระหนี้ทำให้ไม่กล้าขยับแรง

ลดต้นทุนและเร่งใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขัน

ในมุมของ สสว. ภารกิจเร่งด่วนของปีนี้คือการช่วยให้ SME อยู่รอดก่อน แล้วจึงค่อยยกระดับสู่การเติบโต เครื่องมือสำคัญคือการลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ผ่านมาตรการ Business Development Service หรือ BDS ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นลักษณะ “SME คนละครึ่ง” ช่วยสมทบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ เช่น การขอมาตรฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการยกระดับสินค้า โดยสนับสนุนตั้งแต่ 50% และสูงสุดถึง 80%

นอกจากนี้ สสว. ยังเตรียมผลักดันกลไกสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบ ERP สำหรับผู้ประกอบการ หากระบบมีมูลค่า 1 ล้านบาท สสว. จะช่วยสนับสนุนครึ่งหนึ่ง หรือ 500,000 บาท ส่วนที่เหลือสามารถกู้จากธนาคารพันธมิตรในอัตราดอกเบี้ยต่ำประมาณ 3% ต่อปี แนวคิดนี้สะท้อนโจทย์สำคัญของ SME ไทย คือผู้ประกอบการจำนวนมากอยากใช้เทคโนโลยี แต่ยังมองว่าต้นทุนเริ่มต้นเป็นความเสี่ยงสูง

แผน 3 ระยะ ฟื้นศักยภาพ SME ไทย

ฝั่งสมาพันธ์ SME ไทยเสนอแผนช่วยเหลือผู้ประกอบการ 3 ระยะ ทั้งการตั้งกลไกพิเศษรับความเสี่ยงเพื่อให้ Micro SME เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยเลขตัวเดียว การอัดฉีดงบผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ให้แต้มต่อกับ SME การพักชำระหนี้ MSME เป็นเวลา 2 ปี รวมถึงการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต เช่น เกษตรและอาหารมูลค่าสูง เวลเนส การท่องเที่ยวคุณภาพ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล

Payment ไม่ใช่แค่ระบบรับเงินแต่เป็นประตูสู่ข้อมูลธุรกิจ

ขณะที่ระบบรับชำระเงินกำลังกลายเป็นอีกเครื่องมือสำคัญของ SME เพราะทำหน้าที่มากกว่ารับเงิน แต่ช่วยปิดการขาย สร้างข้อมูลลูกค้า และเพิ่มความเร็วในการหมุนเงินกลับเข้าสู่ธุรกิจ

เนาวรัตน์ ธีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุดสายงานบริหารร้านค้าสมาชิก KTC กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปอย่างมากหลังโควิด คนไทยใช้เงินสดน้อยลง และหันไปใช้การชำระเงินดิจิทัลในหลายรูปแบบ ทั้ง Mobile Banking, PromptPay, e-Wallet, บัตรเครดิต และบัตรเดบิต โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า คนไทยใช้ Digital Payment เฉลี่ย 746 ครั้งต่อคนต่อปี

ในมุมของร้านค้า หากลูกค้าเลือกสินค้าแล้ว แต่ร้านไม่มีช่องทางรับชำระเงินที่ลูกค้าสะดวก โอกาสปิดการขายอาจหายไปทันที คุณเนาวรัตน์ ยกตัวอย่างว่า หากร้านค้ามีลูกค้า 100 คน และมี 20 คนที่พร้อมซื้อแต่ไม่สามารถจ่ายด้วยวิธีที่ต้องการได้ ธุรกิจอาจเสียโอกาสการขายทันที

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ธุรกรรมผ่านร้านค้าสมาชิกของ KTC เติบโต 6.8% ในเชิงปริมาณ และ 7% ในเชิงมูลค่า ขณะที่ช่องทางออนไลน์เติบโต 13.8% ส่วนการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่าน Alipay+ และบัตรเครดิตเติบโต 19.6% โดยมีมูลค่าเฉลี่ยต่อรายการกว่า 4,000 บาทต่อบิล ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโอกาสของ SME ไทยทั้งจากช่องทางออนไลน์และกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

Payment Data เปลี่ยนข้อมูลการขายให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

สิ่งที่ทำให้ระบบรับชำระเงินมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการรับเงินได้หลายช่องทาง แต่คือข้อมูลที่เกิดขึ้นจากทุกธุรกรรม ข้อมูลการชำระเงินสามารถบอกผู้ประกอบการได้ว่า วันไหนขายดี ช่วงเวลาใดลูกค้าแน่น สินค้าตัวไหนสร้างรายได้สูง ลูกค้าต่างชาติมาจากประเทศใด และควรปรับร้านอย่างไรให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่พบว่านักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายผ่านบัตรหรือ e-Wallet มากขึ้น อาจนำข้อมูลไปปรับเมนูให้มีภาษาจีน หรือเตรียมพนักงานที่สื่อสารภาษาจีนได้มากขึ้น ขณะที่ร้านค้าทั่วไปสามารถใช้ข้อมูลยอดขายไปวางแผนสต็อก ลดสินค้าค้าง และเพิ่มสินค้าที่ขายดีในช่วงเวลาที่เหมาะสม

KTC ยังชูจุดแข็งด้านความเร็วในการโอนเงิน โดยร้านค้าที่รับชำระเงินสามารถได้รับเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยภายในวันเดียวกัน ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจรายเล็กที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนซื้อสินค้าและวัตถุดิบ

Data และ Cashflow คือความได้เปรียบใหม่ของ SME

ภาพรวมจากเวที SME Next Move ชี้ชัดว่า ความท้าทายของ SME ไทยในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่การหายอดขายเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องรู้จักลูกค้ามากขึ้น ใช้ข้อมูลให้เป็น บริหารเงินสดให้แม่น ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และใช้เทคโนโลยีในจุดที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานง่ายขึ้น

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่ SME ไทยต้องเลิกมองยอดขายเป็นคำตอบสุดท้าย และหันมามองสิ่งที่อยู่หลังยอดขายให้ลึกขึ้น ทั้งข้อมูลลูกค้า กระแสเงินสด ระบบรับชำระเงิน และวินัยทางการเงิน

เพราะในเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจที่อยู่รอดอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ขายได้มากที่สุด แต่คือธุรกิจที่รู้ว่าขายให้ใคร ขายอย่างไร เงินกลับมาเมื่อไร และจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นต่อยอดธุรกิจได้อย่างไร

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Prime Minister Award 2026 ยกย่องผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทย

JAS Asset ชูโมเดล Mixed-Use Community Mall รับ Longevity Trend

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar