โครงการป่าชายเลนในประเทศไทยกำลังจะถูกแปลงมูลค่าให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อขายได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของ “Blu Green Token” โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Token) เหรียญแรกของประเทศไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะผู้ออกโทเคน และบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงิน
เป้าหมายของโครงการคือการนำเงินระดมทุนไปใช้ปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนใน 4 โครงการ ครอบคลุม 15 จังหวัดทั่วประเทศ รวมพื้นที่ 17,531.04 ไร่ เพื่อทำหน้าที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิตที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
โครงการดังกล่าวใช้เวลาผลักดันนานกว่า 3 ปี โดย ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในนามของกลุ่ม SCBX และ Token X ระบุว่า Blu Green Token เป็นความสำเร็จสำคัญในระดับประเทศและอุตสาหกรรม เนื่องจากผ่านกระบวนการตรวจสอบและวางระบบเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นโทเคนที่มีธุรกิจและเทคโนโลยีรองรับจริง รวมถึงถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน
เทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) ช่วยทลายข้อจำกัดของการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มักเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนนี้ได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต
“เทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) ช่วยทลายข้อจำกัดของการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มักเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนนี้ได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต” ดร.อารักษ์ กล่าว
ที่มาของชื่อ และเหตุผลที่ดิทโต้เข้ามาอยู่ในสมการนี
ฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด อธิบายว่า คำว่า “Blu” ย่อมาจาก “Blue Carbon” ซึ่งหมายถึงคาร์บอนที่ถูกกักเก็บโดยระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอย่างป่าชายเลน ซึ่งในระดับสากลยอมรับว่าป่าชายเลนมีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าป่าบกเกือบ 10 เท่า
สำหรับจุดเริ่มต้นของดิทโต้ ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและการจัดการเอกสาร ในการเข้ามาทำโครงการสิ่งแวดล้อม เกิดจากวิสัยทัศน์เดิมของบริษัทที่มุ่งลดการใช้กระดาษ และเมื่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมฟื้นฟูป่า บริษัทจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ
นอกจากประโยชน์ด้านคาร์บอนเครดิตแล้ว ป่าชายเลนที่ฟื้นฟูขึ้นยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่โดยตรง ทั้งนี้ โครงการตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนเครดิตให้ได้ 400,000 ตันตลอดอายุโครงการ 7 ปี โดยจะใช้เทคโนโลยีตรวจวัด ทั้งโดรน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อยืนยันปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้จริงในแต่ละช่วงเวลา
รายละเอียดการระดมทุน 480 ล้านบาท และเงื่อนไขผลตอบแทน
คาร์บอนเครดิต 400,000 ตันถูกแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลจำนวน 400 ล้านโทเคน เสนอขายในราคา 1.20 บาทต่อโทเคน คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวมทั้งสิ้น 480 ล้านบาท
เงื่อนไขสำหรับนักลงทุนรายย่อยคือ จังหวะเวลาในการรับผลตอบแทน เนื่องจากในช่วงปีที่ 1-4 ต้นไม้อยู่ในระยะเติบโต จึงจะยังไม่มีการจ่ายผลตอบแทนใด ๆ โดยผู้ลงทุนต้องถือโทเคนไว้จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 5-7 ซึ่งจะเริ่มมีการขายคาร์บอนเครดิตและทยอยคืนผลตอบแทน
การคาดการณ์ผลตอบแทนอ้างอิงจากราคาคาร์บอนเครดิตในอนาคต โดยกรณีฐาน (Base Case) อยู่ที่ประมาณ 10.35% ต่อปี หรือคิดเป็นเงินราวปีละ 49.68 ล้านบาทจากฐานเงินระดมทุน 480 ล้านบาท และหากความต้องการของตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ผลตอบแทนอาจขยับขึ้นไปถึง 20% ต่อปี ในทางกลับกัน หากราคาตลาดต่ำกว่าที่คาด โครงการมีการรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไว้ที่ 3% ต่อปี หรือคิดเป็นเงินประมาณ 14.4 ล้านบาทต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันขั้นต่ำให้แก่ผู้ลงทุน
กลไกป้องกันความเสี่ยงของโครงการ
ในกรณีที่ตลาดคาร์บอนเครดิตผันผวนหรือราคาตกต่ำ โครงการได้วางกลไกป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า โดยประเมินว่าพื้นที่ป่าชายเลนในโครงการจะกักเก็บคาร์บอนเครดิตได้จริงมากกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณ 400,000 ตันที่นำมาออกโทเคนอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนต่างนี้จะทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนของราคาตลาด
นอกจากนี้ กลุ่มดิทโต้ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนสำรองสำหรับพัฒนาเพิ่มเติมอีกกว่า 175,196 ไร่ ซึ่งถือเป็นหลักประกันความปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง หากพื้นที่หลักของโครงการให้ผลผลิตคาร์บอนเครดิตต่ำกว่าเป้าหมาย
โอกาสของประเทศไทยในตลาดคาร์บอนสากล
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในฐานะแพลตฟอร์มซื้อขาย Bitkub Exchange มองว่า โครงการนี้จะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในรูปแบบโทเคนดิจิทัล
โครงการนี้สอดคล้องกับแนวโน้มโลก 2 ด้าน คือ การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการบรรจบกันของสองแนวโน้มนี้จะนำไปสู่รูปแบบการค้าใหม่ที่เรียกว่า การค้าสีเขียว (Green Trade)
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อ 3 ฝ่ายพร้อมกัน ได้แก่ ประเทศไทยได้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero, บริษัทจดทะเบียนอย่างดิทโต้ได้เครื่องมือระดมทุนรูปแบบใหม่ และนักลงทุนรายย่อยได้โอกาสเข้าถึงการลงทุนที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับนักลงทุนสถาบัน
ดังนั้น ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของนักลงทุนสำหรับโครงการนี้ จึงครอบคลุมตั้งแต่การรอระยะเวลาเติบโตของป่าไม้จนถึงปีที่ 5 และกลไกป้องกันความเสี่ยงสองชั้นตลอดอายุโครงการ 7 ปี เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตและผลตอบแทนทางการเงินตามแผนงานที่วางไว้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCGP ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน บูรณาการ 4 เสาหลัก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
จากเงินซื้อความโง่ สู่ธุรกิจรีไซเคิลร้อยล้านของ ‘พูนทองไฟเบอร์’



