เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) เผยผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปี 2569 กำไรปกติจากการดำเนินงานจริงอย่างแข็งแกร่ง แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อในไทยยังผันผวนและชะลอตัว พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกระยะ 2 ปี (2569–2570) ยกระดับประสิทธิภาพการแข่งขันในอาเซียน
ไตรมาส 2 ปี 2569 SCGD มีรายได้จากการขาย 5,370 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อภายในประเทศไทย อย่างไรก็ดี ยอดขายของบริษัทในต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ยังคงส่งสัญญาณเป็นบวกในทุกประเทศและช่วยพยุงภาพรวมธุรกิจไว้ได้ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 268 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตถึงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 10,922 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติรวม 500 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3 จากปีก่อน
นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไตรมาส 2 บริษัทมีรายการพิเศษทางบัญชีซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและไม่ใช่รายการเงินสด มูลค่าประมาณ 690 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายการด้อยค่าสินทรัพย์ เนื่องมาจากแผนการควบรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องในประเทศไทย รายการทางบัญชีนี้ส่งผลให้ตัวเลขสุทธิบนหน้าบัญชีในไตรมาสนี้แสดงยอดขาดทุนประมาณ 282 ล้านบาท แต่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและฐานะทางการเงินจริง
โดยหากดูที่ผลการดำเนินงานปกติ บริษัททำสถิติอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาส 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) ที่ร้อยละ 29.8 และทำอัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติสูงสุดที่ร้อยละ 4.9 เป็นผลจากยอดขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 38 รวมถึงความสามารถในการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานได้ดี ขณะที่อัตรากำไรสุทธิครึ่งปีแรกแตะร้อยละ 4.5 สูงสุดเช่นกัน
หั่นโรงงานไทยเหลือ 2 แห่ง ลดต้นทุนผลิตกระเบื้อง 16-20%
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับสินค้านำเข้าในระยะยาว SCGD เดินหน้าโครงการควบรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนในประเทศไทยจากเดิม 4 โรงงานให้เหลือเพียง 2 โรงงาน บริษัทเตรียมงบลงทุนรวมสำหรับโครงการนี้ 957 ล้านบาท โดยแบ่งใช้ในปี 2569 จำนวน 390 ล้านบาท และปี 2570 อีก 550 ล้านบาทเพื่อรวมศูนย์การผลิตและลงทุนสายการผลิตใหม่ด้วยระบบอัตโนมัติ
หลังการควบรวมซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาส 3 ปี 2570 กำลังการผลิตรวมในไทยจะปรับลดลงเหลือ 44.5 ล้านตารางเมตร (จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 80 ล้านตารางเมตรและมีอัตราการเดินเครื่องจักรจริงราวร้อยละ 50-55) ส่งผลให้อัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยหลังการควบรวมพุ่งขึ้นไปแตะร้อยละ 90 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงได้ร้อยละ 16-20 และสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาเฉลี่ยปีละประมาณ 380 ล้านบาท
คุณนำพล ชี้ว่า แผนควบรวมครั้งนี้จะช่วยลดหน่วยงานสนับสนุนตรงกลางลง โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนทีละน้อยตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป และจะรับรู้ผลดีอย่างเต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2570 เป็นต้นไป นอกจากการลดต้นทุนแล้ว บริษัทยังดำเนินกลยุทธ์ “โตออกข้าง” ด้วยการรุกขยายสินค้าตกแต่งอื่น ๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากกระเบื้องและสุขภัณฑ์ทั่วไป เช่น สินค้าตกแต่งผิว Stone Decor และเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ ซึ่งสินค้ากลุ่มใหม่นี้สามารถสร้างยอดขายเติบโตในไตรมาส 2 ได้ถึงร้อยละ 34 โดยเฉพาะยอดขายในประเทศไทยที่ขยับตัวขึ้นจาก 550,000 เป็น 675,000
ชูเวียดนามฐานส่งออกหลัก ปรับซัพพลายเชนอาเซียนหั่นค่าขนส่ง
ตลาดเวียดนามถูกวางบทบาทให้เป็นเสาหลักการเติบโต และการส่งออกที่สำคัญของกลุ่มในอนาคต ในไตรมาส 2 ยอดส่งออกของเวียดนามเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 71 ขณะที่ปริมาณการขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามโตขึ้นร้อยละ 18 ปัจจุบันโครงการขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในภาคกลางคืบหน้าแล้วร้อยละ 70 (คาดเสร็จไตรมาส 4 ปี 2569) และโครงการเฟส 3 ในภาคเหนือคืบหน้าแล้วร้อยละ 10 (คาดเสร็จไตรมาส 2 ปี 2570) ซึ่งจะผลักดันให้สัดส่วนกำลังผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนของเวียดนามขยับขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของกำลังผลิตรวม นอกจากนี้ ในครึ่งปีแรก ยอดขายงานโครงการในเวียดนามเติบโตขึ้นแตะ 1.9 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 112 โดยบริษัทได้เพิ่มตัวแทนจำหน่ายในเวียดนามอีก 4 รายเพื่อขยายช่องทางจำหน่าย
ควบคู่กันนี้ บริษัทดำเนินกลยุทธ์การบริหารจัดการเครือข่ายฐานการผลิตระดับภูมิภาค (Regional Optimization) โดยปรับลดกำลังการผลิตในฟิลิปปินส์ลง แล้วสลับมานำเข้าสินค้ากระเบื้องจากโรงงานเวียดนามที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพื่อทำตลาดแทน
สิทธิชัย สุกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีเกาะจำนวนมาก โดยโรงงานเดิมตั้งอยู่บนเกาะลูซอน การขนส่งสินค้าไปยังเกาะทางตอนกลางและตอนใต้ เช่น เกาะ Visayas และเกาะ Mindanao มีต้นทุนการขนถ่ายสินค้าสลับรถและเรือหลายทอดที่สูงมาก การส่งสินค้าตรงจากเวียดนามไปยังพื้นที่ดังกล่าวจึงประหยัดต้นทุนค่าขนส่งได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ช่วยส่งเสริมให้แบรนด์ Maliwasa ขยายส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น โดยยอดขายส่งตรงจากเวียดนามไปฟิลิปปินส์เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 162 ทะลุเกือบ 1 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายตัวแทนจำหน่ายสุขภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 16 ราย รวมเป็น 217 รายใน 3 ประเทศ ส่งผลให้ยอดขายสุขภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 และสินค้าเกี่ยวเนื่องโตขึ้นร้อยละ 13
ผนึก COTTO ร่วมทุนแบรนด์สวิส ดันไทยฐานผลิตสุขภัณฑ์ไฮเทค
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทคือ การร่วมทุนระหว่าง บริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำกัด (ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ COTTO) และ Axent Switzerland AG พันธมิตรผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะชั้นนำจากประเทศจีนที่มีแบรนด์สวิตเซอร์แลนด์และเทคโนโลยีชั้นยอด
การร่วมทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งโรงงานประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) และสุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless Toilet) ในประเทศไทย มูลค่าเงินลงทุน 80 ล้านบาท วางกำลังการผลิตสูงสุด 96,000 ชิ้นต่อปี โดยโรงงานดังกล่าวจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบและส่งออกไปยังอาเซียนรวมถึงตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก คาดว่าจะเริ่มผลิตและเปิดตัวสุขภัณฑ์โมเดลแรกได้ภายในเดือนเมษายนปีถัดไป เพื่อขับเคลื่อน COTTO สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมสุขภัณฑ์ระดับภูมิภาค
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง เงินสดในมือ 9 พันล้าน พร้อมจ่ายปันผล
ทางด้านโครงสร้างทางการเงิน คุณสิทธิชัย กล่าวอย่างมั่นใจว่า ฐานะทางการเงินของ SCGD ยังคงแข็งแกร่งอย่างมั่นคง โดยปัจจุบันมีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมกว่า 9,218 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวม ขณะที่โครงสร้างหนี้อยู่ในระดับต่ำ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จากการดำเนินงานจริง (Adjusted EBITDA) เพียง 1.1 เท่า ด้านงบลงทุนรวมปี 2569 บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนงานเดิมที่ประมาณ 2,400 – 2,500 ล้านบาท มุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนเพื่อลดต้นทุนการผลิตและยกระดับระบบการทำงานด้วยเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง
จากฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลดำเนินงานครึ่งปีแรกในอัตรา 0.155 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 256 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิปกติที่หักรายการพิเศษออกแล้ว) โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 5 สิงหาคม 2569, กำหนดวันขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 4 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569
ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตทางธุรกิจ SCGD ยังผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนสากล โดยได้รับการประเมิน SET ESG Rating ในระดับ AA และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบหุ้นยั่งยืน ESG Emerging List ตลอดจนกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 โดยสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนถึงการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลอย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
NT สู้มรสุมรายได้วูบ ชูบรอดแบนด์-ดิจิทัลพยุงพอร์ต ตั้งเป้าทำกำไรปี 71
เอสซีจี ชู AI Reimagination พลิกโฉมองค์กร เดินหน้าแผน 2 ปีสู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์



