โจทย์ของประเทศไทยในปีนี้ ไม่ใช่คำถามว่าเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แล้วหรือยัง แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า คนไทยพร้อมใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นแล้วหรือไม่ นี่คือจุดตั้งต้นที่ทำให้ AIS Academy ตัดสินใจจัดงาน “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ภายใต้แนวคิด “Mastering AI Beyond Borders” ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ 5 แห่ง เพื่อกระจายความรู้ด้าน AI ให้ครอบคลุมตั้งแต่ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ไปจนถึงกลุ่มเปราะบางในสังคม
จาก Access สู่ Capability
กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการ AIS Academy for Thais เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital Transformation โดยมุ่งดูแลกลุ่มคนที่ไม่มีสังกัดองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้สูงอายุ ซึ่งมักเข้าไม่ถึงความรู้หรือขาดการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ต่างจากคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรซึ่งมีระบบดูแลรองรับอยู่แล้ว และด้วยความเชื่อที่ว่าบริษัทจะเติบโตอย่างมั่นคงไม่ได้ หากประเทศไม่มีความเข้มแข็ง ตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา AIS Academy จึงดำเนินพันธกิจสองด้านควบคู่กัน คือ การยกระดับทักษะของคนในองค์กร และการส่งต่อความรู้สู่คนภายนอกองค์กร ภายใต้สิ่งที่บริษัทเรียกว่า “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย”

คุณกานติมา อธิบายเพิ่มเติมว่า สังคมไทยในปัจจุบันยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย บางส่วนมุ่งความสนใจไปที่การจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อเครื่องมือเทคโนโลยีราคาสูง บางส่วนมองว่า AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายศักยภาพของมนุษย์ให้เพิ่มขึ้น การส่งเสริมความเข้าใจ AI ที่ถูกต้องจึงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของปีนี้
“ประเทศไทยกำลังขยับจากเรื่อง Access ไปสู่ Capability ขณะที่โลกกำลังก้าวจาก Generative AI ไปสู่วิวัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึง Artificial General Intelligence หรือ AGI สิ่งที่ต้องเตรียมจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เครื่องมือ แต่คือการสร้าง Capability ให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม และทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างเข้าใจและรับผิดชอบ” คุณกานติมา กล่าว
นี่คือที่มาของแนวคิด “Mastering AI Beyond Borders” ที่มุ่งให้คนไทยเข้าใจ ใช้เป็น เท่าทัน และสร้างคุณค่าจาก AI ได้จริง พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ อาชีพ อายุ พื้นที่ และโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง AI Infrastructure ที่แข็งแรง แต่ต้องมี “AI-ready People” ควบคู่กันไปด้วย เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สิ่งที่ AIS Academy ต้องการจึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทย “ตาม AI ให้ทัน” แต่ต้องการให้คนไทย “ใช้ AI เพื่อก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม” ทั้งเพื่อตัวเอง องค์กร สังคม และประเทศไทย
งานปีนี้จึงถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายทั้งในประเทศและระดับโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยเนื้อหาภายในงานเน้นการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากผู้ใช้งาน มากกว่าการบรรยายเชิงทฤษฎีในห้องเรียน หรือการนำผลิตภัณฑ์มาจัดจำหน่าย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อเชื่อมการเรียนรู้สู่การลงมือทำและการสร้างนวัตกรรม พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI สู่คนไทยในวงกว้าง
เมื่อพันธกิจของ 5 หน่วยงานรัฐมาบรรจบกัน
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ NIA และ OKMD เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ โดยแต่ละหน่วยงานเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่แตกต่างกันไปตามภารกิจของตน ตั้งแต่การดูแลกลุ่มเปราะบาง การประเมินความพร้อมของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับกลุ่มอาชีวศึกษา เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ตลอดจนสนับสนุนโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีและการเรียนรู้สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและชายขอบ
สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. และ AIS ในการพัฒนาอาชีพและสร้างโอกาสให้กับสังคมมีมาตั้งแต่ปี 2563 ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยภารกิจหลักของกระทรวง พม. คือการดูแลและส่งต่อโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ประสบปัญหาทางสังคม คนยากจน คนพิการ ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งสำหรับคนกลุ่มนี้ เทคโนโลยีหรือ AI ยังเป็นเรื่องไกลตัว เพราะบางส่วนขาดแคลนแม้อุปกรณ์สื่อสารพื้นฐานสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน กระทรวง พม. จึงต้องพัฒนาการบริการดั้งเดิมให้ยังเข้าถึงได้ง่ายเช่นเดิม ควบคู่กับการนำแพลตฟอร์มที่คนทั่วไปคุ้นเคยอยู่แล้วในปัจจุบันมาใช้ อย่าง Line และ TikTok
คุณสุนีย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. มีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร โดยบุคลากรส่วนใหญ่เป็นนักสังคมสงเคราะห์และนักพัฒนาสังคมซึ่งไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม ความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้จึงเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านทักษะดังกล่าว และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลไม่ให้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ดัชนีวัดความพร้อม AI ขององค์กรไทย
หากกระทรวง พม. เป็นตัวแทนของฝั่งสังคมและกลุ่มเปราะบาง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็เป็นตัวแทนของฝั่งภาคธุรกิจและกำลังคนระดับประเทศ พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ร่วมมือกับ AIS จัดทำหลักสูตรเรียนรู้ออนไลน์ด้าน AI Literacy มาก่อนหน้านี้ประมาณ 2 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับกำลังคนของประเทศ
ก้าวต่อไปที่สำคัญกว่านั้นคือการจัดทำ Thailand AI Readiness Index หรือ TARI ซึ่งกระทรวง อว. โดยหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. อย่างสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมมือกับ AIS พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นดัชนีชี้วัดความพร้อมและศักยภาพการใช้ AI ขององค์กรธุรกิจไทยและภาคเอกชน โดยโมเดล TARI จะประเมินองค์กรครอบคลุมตั้งแต่แผนกลยุทธ์ขององค์กร เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทักษะของบุคลากรภายในองค์กร ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้งานจริง เป้าหมายของโครงการนี้อยู่ที่การประเมินศักยภาพองค์กรและธุรกิจไทยให้ได้ราว 5,000 องค์กรในปีแรก ก่อนขยายผลเป็น 20,000 ถึง 30,000 องค์กรในปีถัดไป เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ สามารถประเมินจุดแข็งของตนเองและวางแนวทางพัฒนาศักยภาพได้อย่างตรงจุด
นวัตกรรมไทยที่ใช้งานได้จริง
กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนจำเป็นต้องมีทักษะในการเข้าถึงและใช้งาน AI ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของตนเอง การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพสามารถทำได้ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนที่นำไปพัฒนาระบบภายในองค์กรหรือเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และภาครัฐที่สามารถนำ AI มาเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการและการบริหารจัดการโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังคน
นวัตกรรม AI สัญชาติไทยที่ผ่านการบ่มเพาะของ NIA มีตัวอย่างการใช้งานจริงในสังคมอยู่แล้วหลายกรณี ตั้งแต่ระบบ AI วิเคราะห์ฟิล์มเอกซเรย์ที่ช่วยแพทย์คัดกรองเคสผู้ป่วยเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ระบบแปลภาษาแบบเรียลไทม์และ Agent โต้ตอบสลับหลายภาษา ไปจนถึงระบบ Inspor AI ที่ใช้ตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างตึก ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA ยังสนับสนุนให้เยาวชนเรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ เช่น การใช้เป็นผู้ช่วยย่นระยะเวลาเขียนโค้ด พร้อมรณรงค์ให้คนไทยเปิดใจใช้นวัตกรรม AI ฝีมือคนไทย เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีไทยสามารถแข่งขันและส่งออกสู่ต่างประเทศได้ในระยะยาว
ความร่วมมือระหว่าง AIS Academy กับ NIA ในปีนี้ยังขยายไปถึงการเชื่อมเครือข่ายสตาร์ตอัป ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย เพื่อเสริมสร้าง Innovation Ecosystem และ Future Talent Ecosystem ให้กับประเทศ พร้อมต่อยอดสู่โครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 ภายใต้โจทย์ AI for the Future of Thai Education ซึ่งจะคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายเข้าแข่งขันรอบ Final Pitching นำเสนอแนวคิดและโซลูชันบนเวทีภายในงาน AIS ACADEMY For THAIs 2026
พาความรู้ AI ออกไปให้ไกลกว่าเมืองใหญ่
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD กล่าวว่า OKMD ผ่านหน่วยงาน TK Park จะร่วมจัดกิจกรรมและสนับสนุนพื้นที่ผ่านโครงการ AIS Academy For THAIs 2026 Roadshow ใน 4 จังหวัดตลอดเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ พิษณุโลก นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในต่างจังหวัดได้สัมผัสองค์ความรู้ด้าน AI อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่
คุณทวารัฐ กล่าวว่า AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการความรู้ตามหลักการดั้งเดิมเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นคว้าหาความรู้ การรวบรวมจัดหมวดหมู่ การประมวลผลใช้งานจริง ไปจนถึงการแปลงสารเพื่อสื่อสาร เช่น การสรุปข้อมูล การเขียนบทความ หนังสั้น หรืออินโฟกราฟิก ซึ่งปัจจุบัน AI สามารถจัดการกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ OKMD จึงตั้งเป้าพัฒนาให้ AI ทำหน้าที่เป็นคู่หูด้านการจัดการความรู้ของคนไทย
แนวทางที่ OKMD จะนำมาเสนอในงานครั้งนี้มีด้วยกันสามส่วน ส่วนแรกคือ AI Playground พื้นที่ให้ผู้เรียนและประชาชนทั่วไปได้ทดลองใช้งานเทคโนโลยี AI จริงด้วยตนเอง ส่วนที่สองคือ Learning Rocket (หรือ Rocket Learning) ระบบประมวลผลด้วย AI ที่กรองและรวบรวมบทความวิจัยรวมถึงข้อมูลสำคัญจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอเรื่องที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตร และส่วนสุดท้ายคือ Train the Trainer โครงการอบรมเทรนเนอร์หรือครูผู้ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้มีความคุ้นเคยและใช้ AI เป็น พร้อมสนับสนุนเครื่องมือไอทีให้กลุ่มนี้สามารถผันตัวเป็น Content Creator เพื่อนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์และถ่ายทอดความรู้ต่อให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชนของตนเองได้
ให้เด็กใช้ AI อย่าให้ AI ใช้เด็ก
จากภาพรวมระดับประเทศและระดับชุมชน ประเด็นสุดท้ายวกกลับมาที่ห้องเรียน อิทธิกร ช่างสากล ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกับ AIS ในโครงการอำนวยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน และการจัดแข่งขันประกวดออกแบบโครงการที่นำ AI มาพัฒนางานของนักเรียน โดยความร่วมมือนี้ยังเตรียมขยายความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพัฒนาทักษะ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับกลุ่มอาชีวศึกษา เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
“ต้องให้เด็กใช้ AI อย่าให้ AI ใช้เด็ก” คุณอิทธิกร กล่าว
ประโยคดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของระบบการศึกษาไทยในวันนี้ ที่นักเรียนจำนวนไม่น้อยใช้ AI ช่วยสรุปหรือค้นหาคำตอบการบ้านส่งครูโดยตรง โดยขาดกระบวนการคิดวิเคราะห์หรือทำความเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง อิทธิกร กล่าวว่า ครูจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างคำถามให้เน้นทักษะเชิงวิเคราะห์มากขึ้น จากเดิมที่เคยให้นักเรียนสืบค้นทฤษฎีทั่วไปอย่าง “น้ำสะอาดมีองค์ประกอบอย่างไร” ปรับเป็นประเด็นเชิงปฏิบัติการที่ใกล้ตัวนักเรียนมากขึ้น เช่น “น้ำที่บ่อหน้าโรงเรียนเราสะอาดหรือไม่” เพื่อให้นักเรียนลงพื้นที่เก็บข้อมูล ทดสอบ และประเมินผลด้วยตนเอง โดยใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น
คุณอิทธิกร กล่าวว่า AI คือเครื่องมือทำลายกำแพงการศึกษา ทั้งกำแพงด้านภาษาเมื่อนักเรียนต้องศึกษาค้นคว้าตำราต่างประเทศ และกำแพงด้านกายภาพของผู้พิการ เช่น การแปลงเนื้อหาข้อมูลเป็นไฟล์เสียงด้วยระบบอ่านออกเสียงของ AI ในด้านความปลอดภัยดิจิทัล กระทรวงศึกษาธิการมีแผนขยายผลความร่วมมือในหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” เพื่อสร้างทักษะป้องกันและเตือนภัยออนไลน์ให้นักเรียนรู้เท่าทันก่อนเกิดปัญหา รวมถึงผลักดันให้เด็กนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนพื้นที่ชายขอบและห่างไกล สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้าน AI ได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีข้อจำกัดด้านชนชั้นหรือความห่างไกล เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
สองวันเต็มที่เปิดให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าร่วมฟรี
งาน AIS ACADEMY For THAIs 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์ โดยฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม และเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026
ตลอดสองวันของงาน ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำระดับโลกกว่า 30 คน จากบริษัทต่าง ๆ อาทิ AWS, BytePlus, Canva, Google, Huawei, Meta, Microsoft, NVIDIA, Pearson, Samsung และ ZTE รวมถึงกิจกรรม Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 เซสชันที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จาก Use Case ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ พร้อมบูธ AI Interactive Experience จากพันธมิตรที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสัมผัสเทคโนโลยีด้วยตนเอง
เนื้อหาภายในงานแบ่งออกเป็นสามแกนหลัก ได้แก่ AI Ready Thailand ที่ยกระดับความพร้อมของประเทศและทุกอุตสาหกรรม AI Ready Business ที่ยกระดับความพร้อมของภาคธุรกิจ และ AI Ready Skills ที่ยกระดับทักษะของคนไทยตั้งแต่เด็กไปจนถึงการเตรียมพร้อมต่อ AGI ครอบคลุมทั้งการปรับตัวขององค์กรและโลกการทำงาน กรณีศึกษาการนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ อาทิ Creator Economy แอนิเมชัน และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีรอบชิงชนะเลิศของโครงการ JUMP Thailand Hackathon 2026 ที่ 10 ทีมสุดท้ายจะนำเสนอไอเดียเพื่ออนาคตการศึกษาไทยบนเวทีภายในงาน
เมื่อวางทุกประเด็นเรียงต่อกัน ตั้งแต่วิสัยทัศน์ระดับประเทศ ดัชนีวัดความพร้อมของภาคธุรกิจ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การกระจายความรู้สู่ภูมิภาค ไปจนถึงการปรับวิธีสอนในห้องเรียน สิ่งที่ AIS Academy และหน่วยงานภาครัฐทั้ง 5 แห่งพยายามสื่อสารตรงกันคือ ความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากมีเพียงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ต้องอาศัยคนที่พร้อมใช้เทคโนโลยีนั้นในทุกระดับของสังคมไปพร้อมกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กลุ่มสามารถ ปรับทัพรับอนาคต ดัน AI–พลังงานสะอาด สร้างรายได้ใหม่ ส่งต่อผู้นำรุ่นใหม่
ยุทธศาสตร์ Shopee AI: พลิกโฉมอีคอมเมิร์ซด้วยระบบอัจฉริยะ เคียงข้างผู้ซื้อดันศักยภาพผู้ขาย



