Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Nature Positive เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ

Nature Positive เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ

จาก Sustainability สู่ Carbon Credit และ Net Zero วันนี้โจทย์ด้านความยั่งยืนกำลังขยับไปสู่ “Nature Positive” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นรากฐานที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ทั้งในการกำหนดกฎหมาย ทิศทางนโยบาย และกลยุทธ์ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็ต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ จากเดิมที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ทรัพยากร ไปสู่การหาทางให้ธุรกิจและธรรมชาติสามารถเติบโตไปด้วยกันได้

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านเวทีเสวนา “Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน” ภายในงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ผ่านกรณีศึกษาของ 3 ธุรกิจ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่างนำเรื่องธรรมชาติเข้ามาเชื่อมกับการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การฟื้นฟูป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการน้ำและพลังงาน การออกแบบเมือง ไปจนถึงการสร้างธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีโจทย์ร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้ Nature Positive ไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านความยั่งยืน แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ทั้งต่อธุรกิจ ชุมชน และธรรมชาติ

WHA ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ธุรกิจของ WHA ครอบคลุม 5 กลุ่ม ทั้งโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม น้ำพลังงาน และดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 38 ปี และมีผลโดยตรงต่อพื้นที่ ชุมชนและทรัพยากรรอบข้าง บริษัทจึงวางนโยบาย “3 ป.” ได้แก่ “ปลูกคนปลูกป่า ปลูกเมือง” เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเดินไปพร้อมกับการพัฒนาคนและพื้นที่

การ “ปลูกคน” เริ่มจากข้อเท็จจริงที่นิคมอุตสาหกรรม 15 แห่งของ WHA ในประเทศไทยมีแรงงานประมาณ 400,000 คน และยังมีครอบครัวและชุมชนจำนวนมากอยู่โดยรอบ บริษัทจึงเข้าไปสนับสนุนการศึกษา ทั้งห้องเรียนสาธิต ทุนการศึกษา Summer Camp และ English Camp สำหรับครูเพื่อนำความรู้ไปสอนเด็กต่อ รวมถึงให้ความรู้เรื่องพลังงานสะอาดและการจัดการขยะ ตลอดจนทำโครงการรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้ และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อเชื่อมทักษะของแรงงานเข้ากับความต้องการของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต

ส่วนการ “ปลูกป่า” เริ่มจากข้อกำหนดที่นิคมอุตสาหกรรมต้องมีพื้นที่สีเขียว 10% แต่ WHA ต้องการไปไกลกว่าการปลูกต้นไม้ตามข้อกำหนดจึงร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้เป็นป่า โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาสภาพดิน การปรับปรุงดิน การเลือกชนิดของต้นไม้ และการดูแลพื้นที่อย่างเหมาะสม หลังดำเนินการประมาณ 2-3 ปี เริ่มเห็นสัตว์และนกกลับเข้ามาในพื้นที่ ปัจจุบันดำเนินการแล้วใน 2 นิคม และมีแผนขยายแนวทางดังกล่าวไปยังนิคมอื่น รวมถึงนิคมเดิมที่มีพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว

ออกแบบนิคมให้เมือง ชุมชน และธรรมชาติอยู่ร่วมกัน

สำหรับการ “ปลูกเมือง” WHA นำแนวคิดด้านธรรมชาติเข้ามาตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบนิคม เพราะพื้นที่ขนาดหลายพันถึงหลักหมื่นไร่อาจเปลี่ยนเส้นทางการไหลของน้ำ หากออกแบบโดยไม่คำนึงถึงทางน้ำตามธรรมชาติ การเปลี่ยนพื้นที่เดิมเป็นถนนและสิ่งปลูกสร้างอาจทำให้น้ำไหลเร็วขึ้นและสร้างปัญหาให้ชุมชนปลายน้ำ บริษัทจึงต้องออกแบบระบบกักเก็บและบริหารน้ำเพื่อไม่ให้การพัฒนานิคมสร้างผลกระทบต่อชุมชนพร้อมนำวัสดุอย่าง Low Carbon Concrete มาใช้ และพัฒนาระบบSmart Energy และ Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมืองอุตสาหกรรม

น้ำเป็นอีกโจทย์สำคัญของ WHA จากปริมาณน้ำที่ต้องบริหารจัดการในระดับหลายสิบล้านถึงหลักร้อยล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี บริษัทจึงตั้งเป้าลดการนำน้ำจากธรรมชาติมาใช้ใหม่ด้วยแนวคิด Zero Discharge และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง การจัดการน้ำจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพการผลิต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบต่อชุมชนและความสามารถของนิคมในการรองรับลูกค้าระดับโลกซึ่งเข้ามาตรวจสอบทั้งแหล่งพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด และระบบบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ก่อนตัดสินใจลงทุน

“Green ต้องกินได้” เมื่อความยั่งยืนต้องสร้างผลตอบแทน

คุณจรีพรมองว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งกังวลกับESG และ Sustainability คือความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งที่ในมุมของ WHA ความยั่งยืนควรถูกมองเป็น “Investment” ซึ่งเมื่อลงทุนแล้วต้องสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมา จึงเป็นที่มาของแนวคิด“Green ต้องกินได้” เพราะหากธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดและสร้างรายได้ ก็ยากที่จะนำเงินกลับมาลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างคือ Mobilix ธุรกิจให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นว่าการขนส่งเป็นส่วนสำคัญของการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่โลจิสติกส์ หากสามารถปล่อยเช่ารถได้ 10,000 คันภายในปี 2030 บริษัทประเมินว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 5,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ธุรกิจSolar Roof ตั้งเป้า 1,224 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรประมาณ 5,600 ล้านบาทต่อปี และช่วยลูกค้าลดค่าไฟประมาณ 1,860 ล้านบาทต่อปี

ในธุรกิจน้ำ WHA ตั้งเป้านำน้ำกลับมาใช้ใหม่ 24 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2030 และประเมินว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 750 ล้านบาทต่อปีขณะเดียวกันยังมองต่อไปถึงการจัดการขยะอุตสาหกรรมที่มีประมาณ 4.8 ล้านตันต่อปี โดยพยายามเปลี่ยน Waste จากโรงงานหนึ่งให้กลายเป็นRaw Material ของอีกโรงงานหนึ่ง เพื่อทำให้ทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในระบบมากขึ้น ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดที่ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องสวนทางกับการเติบโตของธุรกิจ หากสามารถออกแบบโมเดลที่สร้างคุณค่าทั้งสองด้านไปพร้อมกันได้

TCP จากโรงงานสู่ลุ่มน้ำ

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP มองความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติจากพื้นฐานของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเพราะแทบทุกองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจมาจากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เพียงน้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบโดยตรงของเครื่องดื่ม แต่ยังรวมถึงน้ำตาลอะลูมิเนียมสำหรับกระป๋อง ทรายสำหรับผลิตขวดแก้ว และพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจึงกระทบธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคเมื่อเกิดวิกฤติ

TCP จัดการเรื่องน้ำเป็นลำดับจากภายในโรงงานออกไปสู่พื้นที่ภายนอกโดยเปรียบการทำงานภายในโรงงานเป็น “ไข่แดง” เริ่มจากการ Reduce, Reuse และ Recycle น้ำในกระบวนการผลิต รวมถึงนำน้ำกลับไปใช้ในงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำสะอาด 100% ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำลง 11% พร้อมมีพื้นที่กักเก็บน้ำประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อสร้าง Water Security ให้กับโรงงาน

เมื่อการจัดการภายในโรงงานเดินหน้าแล้ว บริษัทจึงขยายออกสู่ “ไข่ขาว” หรือชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนและนำวิธีการวัดผลเข้ามาใช้เพื่อดูว่ากิจกรรมต่าง ๆ สามารถคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติได้มากเพียงใด พร้อมนำมาตรฐาน Alliance for Water Stewardship หรือ AWS มาใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบกับมาตรฐานระดับโลก และได้รับการรับรองในปีที่ผ่านมา

3 ลุ่มน้ำสู่เป้าหมาย Water Positive

การทำงานของ TCP ยังขยายออกไปนอกพื้นที่โรงงานผ่านโครงการ“TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำโขง ใน 21 จังหวัด มีครอบครัวได้รับประโยชน์มากกว่า 40,000 ครัวเรือน และสามารถคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติรวมประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยเงินลงทุนสะสมมากกว่า 100 ล้านบาท

เป้าหมายของการทำงานไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความยั่งยืนของชุมชน รายได้ของคนในพื้นที่ และการลดปัญหาการแย่งชิงน้ำ โดย TCP ตั้งเป้า Water Positive ภายในปี 2030 ซึ่งต้องอาศัยการวัดผลที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน คุณสราวุฒิมองว่าการทำให้ Nature Positive เกิดขึ้นจริงไม่สามารถอาศัยภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเริ่มจากความเชื่อว่า “ไม่ทำก็ไม่รอด” และทำงานร่วมกับพันธมิตร ชุมชนตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

Frasers Property คืนธรรมชาติสู่เมือง

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด มอง Nature Positive ผ่านบริบทของเมืองและอสังหาริมทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับ Health and Well-being และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารควบคู่กับการสร้างพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียว เพราะการพัฒนาเมืองในอดีตที่กลายเป็น “Concrete Jungle” ไม่เพียงลดพื้นที่ธรรมชาติ แต่โครงสร้างคอนกรีตยังขัดขวางการไหลเวียนของน้ำและลดพื้นที่สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้โครงการ “ดูเขียว” ด้วยการปลูกต้นไม้เท่านั้นแต่ต้องคิดถึงระบบนิเวศโดยรวม ทั้งพืช แมลง สัตว์ และนก คุณปณตยกตัวอย่างว่า ในอดีตการเลือกต้นไม้อาจเน้นพันธุ์ที่ใบร่วงน้อย ไม่มีดอกดูแลง่ายและตายยาก เพราะช่วยลดต้นทุนการบริหาร แต่แนวทางเช่นนี้อาจทำให้ความหลากหลายของระบบนิเวศหายไป การพัฒนาพื้นที่สีเขียวในวันนี้จึงต้องมองไกลกว่าจำนวนต้นไม้ และคำนึงถึง Biodiversity ที่สามารถเกิดขึ้นจริงในพื้นที่

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้กับ One Bangkok ซึ่งออกแบบให้พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งคิดเป็น 50% ของ Footprint โครงการ และพยายามสร้าง Urban Forest ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ โดยอาศัยตำแหน่งของโครงการซึ่งอยู่ใกล้สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวในเมือง

One Bangkok จากพื้นที่สีเขียวสู่โมเดลธุรกิจ

Nature Positive ในมุมของ Frasers Property ยังต้องเชื่อมโยงกับการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ บริษัทจึงนำเรื่อง Green Certification, Renewable Energy, Climate Resilience และการบริหาร Biodiversity Risk เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พร้อมตั้งเป้า Carbon Neutral ภายในปี 2050 และติดตามการปล่อยคาร์บอนของสินทรัพย์ใน 20 ประเทศ มูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ Scope 3 ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคู่ค้า Supply Chain และผู้เช่า ทำให้ Partnership กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

แนวทางนี้ทำให้การลงทุนด้านความยั่งยืนเชื่อมโยงกลับมายังธุรกิจได้หลายด้าน ทั้งการลดต้นทุนพลังงาน การใช้พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างคุณภาพของอาคารและพื้นที่ที่แตกต่าง รวมถึงประโยชน์จาก Green Financing คุณปณตมองว่า การสร้างอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนหรือ IRR แต่ต้องมองตลอดวงจรชีวิตของโครงการว่า สามารถสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบได้อย่างไร

ใน One Bangkok แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง โดย Frasers Property ทำงานร่วมกับ SCG พัฒนา Low Carbon, Low Heat Concrete และบริหารจัดการขยะจากการก่อสร้างอย่างสร้างสรรค์ โดยนำเศษหัวเสาเข็มที่ต้องถูกตัดทิ้งจากการตอกเสาเข็มฐานรากจำนวน 2,600 ต้น มารีไซเคิลเป็นคอนกรีตรีไซเคิลชนิดพิเศษ (Recycled Concrete Aggregate) 100% สำหรับใช้สร้างอาคารอเนกประสงค์ขนาด 8,000 ตารางเมตร ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการ Food Waste และเปลี่ยนเป็นปุ๋ยแห้ง ซึ่งช่วยลดการขนส่งของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสุขอนามัยภายในโครงการ

อีกส่วนสำคัญคือ Green Leasing ซึ่งนำผู้เช่าเข้ามามีส่วนร่วมกับเป้าหมาย Net Zero และช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการ Scope 3 ได้ ขณะที่การวางผัง One Bangkok กำหนดระยะถอยร่นของอาคารจากฝั่งถนนวิทยุประมาณ 30-35 เมตร และฝั่งถนนพระรามสี่ประมาณ 40-45 เมตร ตลอดแนวเกือบ 500 เมตร เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับเมืองและสร้างพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมต่อกับบริบทโดยรอบ โดยออกแบบพืชพรรณให้เอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพและเปิดให้คนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่สร้างพื้นที่สีเขียวที่แยกคนออกจากธรรมชาติ

การออกแบบยังย้อนกลับไปหารากของพื้นที่ โดยในฝั่งถนนวิทยุได้นำความรู้พฤกษศาสตร์สมุนไพรไทยมาออกแบบเป็นพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกับแนวคิดของศาลกรมหลวงชุมพรฯ (ศาลชุมพรบริเวณสะพานวิทยุ) ขณะเดียวกันฝั่งถนนพระรามสี่ก็นำประวัติศาสตร์ดั้งเดิมมาเชื่อมโยงการพัฒนา ทั้งเรื่องราวในอดีตที่บริเวณนี้เคยเป็น ‘คลองตรง’ ซึ่งเป็นคลองขุดที่ยาวที่สุดแห่งแรกของไทย และเป็นเส้นทางผ่านของ ‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ทางรถไฟสายแรกของประเทศ เพื่อเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน แทนการสร้างเมืองใหม่โดยตัดขาดจากบริบทเดิมของพื้นที่

Nature Positive ต้องเกิดทั้งธุรกิจ ชุมชน และธรรมชาติ

สิ่งที่ทั้ง WHA TCP และ Frasers Property สะท้อนร่วมกัน คือ Nature Positive ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการทำโครงการสิ่งแวดล้อมเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์กร แต่ต้องขยายจากการดำเนินงานภายในธุรกิจออกไปถึงคู่ค้า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ หากเปรียบธุรกิจเป็น “ไข่แดง” การสร้างผลลัพธ์ที่กว้างขึ้นจำเป็นต้องมองไปถึง “ไข่ขาว” หรือพื้นที่และผู้คนที่อยู่รอบธุรกิจด้วย

สำหรับ TCP การทำให้ Nature Positive เกิดขึ้นจริงต้องเริ่มจากความเชื่อว่า หากไม่ร่วมกันดูแลธรรมชาติ ธุรกิจก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว แต่ความเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถทำเรื่องนี้ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยพันธมิตร ชุมชน องค์ความรู้ และมาตรฐานที่สามารถใช้วัดผลได้ ขณะที่ผู้บริโภคและลูกค้าก็มีส่วนสำคัญ เพราะการเลือกซื้อสินค้า ใช้บริการ หรือเลือกทำธุรกิจกับองค์กรที่มีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือการกลับมาทบทวนวิธีวัดความสำเร็จของธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาโลกธุรกิจให้ความสำคัญกับผลประกอบการ ส่วนแบ่งตลาด EBITDA และตัวเลขทางการเงินเป็นหลัก แต่หาก Nature Positive จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง การวัดความสำเร็จอาจต้องมองควบคู่ไปกับความเข้มแข็งของสังคม ชุมชน และสภาพของธรรมชาติที่ธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลตอบแทนที่ปรากฏในงบการเงิน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ WHA ที่ย้ำว่า Sustainability และ ESG ไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนเพิ่มเติม แต่เป็นการลงทุนที่ต้องสร้างผลตอบแทนกลับมา เพราะธุรกิจจำเป็นต้องมีรายได้และอยู่รอด จึงจะสามารถลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การปรับตัวก่อนยังเปิดโอกาสให้องค์กรเป็นผู้กำหนดทิศทางและมาตรฐาน แทนที่จะรอปรับตัวตามกติกาที่ผู้อื่นกำหนด

กรณีของทั้งสามองค์กรจึงแสดงให้เห็น Nature Positive ในรูปแบบที่แตกต่างกัน WHA นำการฟื้นฟูป่า การบริหารน้ำ พลังงาน และเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเชื่อมกับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ TCP เริ่มจากการจัดการทรัพยากรน้ำภายในโรงงานก่อนขยายไปสู่ชุมชนและ 3 ลุ่มน้ำ พร้อมตั้งเป้า Water Positive ภายในปี 2030 ส่วน Frasers Property นำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมือง พร้อมเชื่อมความยั่งยืนเข้ากับผู้เช่า คู่ค้า ต้นทุนพลังงาน และการเงิน

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่ Nature Positive ไม่ใช่เส้นทางที่สามารถวัดความสำเร็จได้ภายใน 1 ปีหรือ 5 ปี แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องนับสิบปี สิ่งที่ต้องมีตั้งแต่ต้นคือความเชื่อ ตามมาด้วยองค์ความรู้ การลงมือทำ และความต่อเนื่อง เพราะผลลัพธ์ของการฟื้นฟูธรรมชาติในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อคนทำธุรกิจในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาทรัพยากรและสร้างโอกาสให้คนรุ่นต่อไปสามารถใช้ชีวิตและเติบโตอยู่บนฐานธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ได้ในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SME ไทยในสนามมาราธอน โตเร็วไม่พอต้องโตให้ต่อเนื่อง

GCNT Expo 2026 เปิดโจทย์ประเทศไทย จากวิกฤติโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ต้องเร่งมือ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar