Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

GCNT Expo 2026 เปิดโจทย์ประเทศไทย จากวิกฤติโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ต้องเร่งมือ

GCNT Expo 2026 เปิดโจทย์ประเทศไทย จากวิกฤติโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ต้องเร่งมือ

ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าและการลงทุนโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียทุนทางธรรมชาติ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่กำลังส่งผลต่อตลาดแรงงานและโครงสร้างเศรษฐกิจ

ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติกำลังนับถอยหลังสู่ปี 2030 ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงวาระที่มีกรอบเวลาสิ้นสุด แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในเวลานี้ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เชื่อมโยงตั้งแต่เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงตลาดแรงงาน ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนต้องมองไปถึงการเปลี่ยนผ่านในระดับโครงสร้าง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงประเทศไทยจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร แต่ต้องมองต่อไปว่าประเทศจะเลือกเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปในทิศทางใด และอะไรคือ “จุดคานงัด” ที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง

ประเด็นเหล่านี้จะถูกนำมาหารือในงาน GCNT Expo 2026 ซึ่ง GCNT เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยนำโจทย์ตั้งแต่เศรษฐกิจ การค้า การเงิน พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงแรงงาน มาพิจารณาร่วมกันในภาพของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

เศรษฐกิจไทยบนแรงกดดันหลายด้าน

ดร.ธันยพร มองภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคล้ายเศรษฐกิจรูปตัว “K” ซึ่งธุรกิจบางส่วนสามารถขยับขึ้นไปหาโอกาสใหม่ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังติดอยู่กับความผันผวนและข้อจำกัดเดิม โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะฉุดจีดีพีของไทยลงเฉลี่ยปีละ 0.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายสะสมประมาณ 10% ภายใน 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคการผลิตและการเกษตร ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และยังขาดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง

ในเวลาเดียวกัน ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดร.ธันยพร ระบุว่า มาเลเซียแซงหน้าไทยไปแล้วตั้งแต่ 5 ปีก่อน ส่วนเวียดนามกำลังใช้หลายมาตรการเป็น “จุดคานงัด” ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและท่าเรือ การสร้างรถไฟความเร็วสูง การปรับกลไกภาครัฐให้ทำงานรวดเร็วขึ้น การลดข้อจำกัดทางการค้า ไปจนถึงการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) และมีแนวโน้มที่มูลค่าจีดีพีจะแซงไทยภายในปี 2570

ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ความเร็วในการปรับตัว เมื่อประเทศคู่แข่งกำลังเร่งเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อสร้างความได้เปรียบใหม่

28 ล้านแรงงานนอกระบบ กับโจทย์ใหญ่ของตลาดงานไทย

อีกปัญหาที่ ดร.ธันยพร ชี้ให้เห็นคือความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการของตลาดงาน หรือ Mismatch Skill ตัวอย่างที่พบมีตั้งแต่บัณฑิตสาขาชีววิทยาที่หันไปทำเบเกอรี่ ไปจนถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและนักบินที่เปลี่ยนไปประกอบอาชีพช่างภาพอิสระ

จากประชากรวัยทำงานของไทยประมาณ 40 ล้านคน มีเพียง 12 ล้านคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ขณะที่อีกประมาณ 28 ล้านคนกระจายอยู่ในกลุ่มแรงงานอิสระหรือ Gig Economy ทำให้แรงงานจำนวนมากขาดความมั่นคง และเข้าถึงนโยบายพัฒนาทักษะหรืออัปสกิลของภาครัฐได้ยาก

โจทย์แรงงานยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในตลาดงาน โดยปัจจุบันมีการนำ AI มาทดแทนแรงงานมนุษย์ในเอเชียประมาณ 20% โดยเฉพาะงานธุรการและระบบบัญชี และมีข้อมูลเตือนว่า หากการทดแทนแรงงานเพิ่มขึ้นเกิน 35% อาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจจากการที่คนจำนวนมากสูญเสียงานและรายได้ ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อและย้อนกลับไปยังธุรกิจ SME

ประเด็นนี้ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีไม่สามารถแยกออกจากการพัฒนาคน เพราะหากเศรษฐกิจเดินหน้าไปสู่ระบบอัตโนมัติและ AI โดยไม่มีมาตรการรองรับแรงงาน ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะตลาดงาน แต่เชื่อมโยงไปถึงกำลังซื้อและเศรษฐกิจโดยรวม

SME 95% กับกติกาโลกที่กำลังเปลี่ยน

แรงกดดันอีกด้านมาจากกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเพิ่มความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยกว่า 95% เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีคู่มือแนวทางปฏิบัติ หรือ Playbook รวมถึงเครื่องมือและมาตรฐานสีเขียวที่จะช่วยให้ปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบใหม่

โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ แต่สามารถเชื่อมต่อไปถึง SME ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย เพราะหากธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถปรับตัวตามมาตรฐานใหม่ได้ ความสามารถในการแข่งขันของทั้งห่วงโซ่อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

GCNT Expo 2026 จึงนำประเด็นการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมาหารือ โดยมีกรณีศึกษาจากธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น CP Axtra ซึ่งดำเนินธุรกิจแม็คโครและโลตัส มียอดขายปีละหลายแสนล้านบาท รวมถึง Unilever, SCGP, CP และ BJC เพื่อพิจารณาบทบาทของบริษัทขนาดใหญ่ในการดึง SME เข้าสู่ Green Supply Chain

เงินทุนสีเขียวต้องไปถึงโครงการที่เกิดขึ้นจริง

การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมยังติดข้อจำกัดสำคัญเรื่องเงินทุน เพราะโครงการสีเขียวจำนวนมากใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนนาน ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็น Transition Finance จึงถูกนำมาหารือภายในงาน โดย UOB ประเทศไทย จะร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลก ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) เพื่อหาแนวทางออกแบบกลไกและสูตรคำนวณที่ทำให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมสามารถพัฒนาไปสู่โครงการที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้จริง หรือ Bankable Project

ขณะเดียวกัน การกำหนดราคาคาร์บอนจะเป็นอีกประเด็นสำคัญ โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเตรียมเปิดตัวการกำหนด “ราคากลางคาร์บอนของประเทศไทย” หรือ Carbon Price ในช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน โดยคำนวณราคาฐานอ้างอิงจากบริษัทขนาดใหญ่ 10 อันดับแรก เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและการเจรจาโครงการต่าง ๆ

นอกจากเรื่องคาร์บอนแล้ว การรักษาทุนทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพจะถูกนำมาหารือร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเลให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลก

Data Center โจทย์ลงทุนที่ต้องตอบเรื่องพลังงานและน้ำ

การลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศไทยเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนความซับซ้อนของการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะด้านหนึ่ง Data Center เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่อีกด้านต้องใช้ทั้งพลังงานและน้ำในปริมาณมาก

คำถามจึงอยู่ที่ประเทศไทยจะจัดหาพลังงานสะอาดและน้ำให้เพียงพอกับการลงทุนเหล่านี้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนเพิ่มขึ้นและไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ประเด็นดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการหารือเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2026 รวมถึงแนวทางพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของวันที่สามของงาน

3 วันกับโจทย์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย

ดร.ธันยพร ระบุว่า GCNT Expo 2026 จะรวบรวมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญกว่า 60 คน มาหารือประเด็นการเปลี่ยนผ่านตลอดสามวัน โดยวันแรกเน้นทิศทางระดับประเทศและบทบาทของภาครัฐกับบริษัทขนาดใหญ่

นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน มีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำเสนอแผนยุทธศาสตร์สีเขียวมูลค่า 2 แสนล้านบาท หรือ Thailand’s Green Transformation Strategy

นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ ได้แก่ คุณมิคาเอลา ฟริเบิร์ก-สโตรี่ (Ms. Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย และคุณซานดา โอเจียมโบ (Ms. Sanda Ojiambo) ซีอีโอของ UN Global Compact รวมถึงเวทีพูดคุยกับคุณศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดยคุณเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ จากเดอะสแตนดาร์ด

ภาคธุรกิจจะมีการนำเสนอทิศทางด้านความยั่งยืนจากองค์กรอย่าง True, CPF, BJC และ SCG รวมถึงการเสวนาด้านสังคมร่วมกับคุณอเล็กซ์ เรนเดลล์

วันที่สองจะขยับมาสู่กติกาการค้าใหม่ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ทุนธรรมชาติ และการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการเตรียมพร้อมต่อข้อตกลงการค้าเสรีกับยุโรป และบทบาทของธุรกิจขนาดใหญ่ในการนำ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

ส่วนวันสุดท้ายจะมุ่งไปที่พลังงาน Data Center และการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยมีการหารือเรื่องการปฏิรูปทักษะแรงงานไทยยุค 4.0 ผ่านแนวคิด “building to learn” (หรือสร้างเสริมการเรียนรู้) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมกับการหาแนวทางรองรับแรงงานแห่งอนาคต เพื่อให้แรงงานนอกระบบและ SME สามารถปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ

ความยั่งยืนจากทางเลือกสู่เงื่อนไขการแข่งขัน

ดร.ธันยพร มองว่า ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า สภาพภูมิอากาศ พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงโครงสร้างตลาดแรงงาน

ความยั่งยืนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุน การผลิต พลังงาน การพัฒนาคน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะเลือกเปลี่ยนตรงไหนก่อน และจะทำอย่างไรให้รัฐบาล บริษัทขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน SME และแรงงานสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้

GCNT Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 จึงเป็นพื้นที่นำโจทย์เหล่านี้มาหารือร่วมกัน เพื่อค้นหาว่า ท่ามกลางโลกที่ไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะเลือกเส้นทางการเปลี่ยนผ่านอย่างไร

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย ผนึกกำลังดันทุนธรรมชาติสู่สินทรัพย์เศรษฐกิจ

ตลาดคาร์บอนไทยพลิกเกม เมื่อผู้ซื้อเลิกต่อรอง ‘ราคา’ แต่ถามหา ‘ความน่าเชื่อถือ’

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar