Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ตลาดคาร์บอนไทยพลิกเกม เมื่อผู้ซื้อเลิกต่อรอง ‘ราคา’ แต่ถามหา ‘ความน่าเชื่อถือ’

ตลาดคาร์บอนไทยพลิกเกม เมื่อผู้ซื้อเลิกต่อรอง 'ราคา' แต่ถามหา 'ความน่าเชื่อถือ'

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เปิดผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 หรือ The 2026 Thailand’s Voluntary Carbon Market Outlook ตัวเลขที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้บอกเล่าเรื่องราวเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ ตลาดที่เคยแข่งขันกันด้วยราคาถูกและปริมาณมาก กำลังเปลี่ยนกติกาไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิตแทน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดขึ้นในจังหวะที่ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยกำลังเดินเข้าใกล้เส้นชัย และมาตรฐาน Premium T-VER ของไทยเริ่มได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ สองปัจจัยนี้กำลังกลายเป็นตัวกำหนดว่าใครจะอยู่รอดและใครจะได้ประโยชน์ในตลาดคาร์บอนไทยระยะต่อไป

นับถอยหลังสู่กฎหมายบังคับ เมื่อ “ตัวเลือก” กำลังจะกลายเป็น “ข้อบังคับ”

จนถึงวันนี้ การซื้อขายคาร์บอนเครดิตของไทยยังเป็นเรื่องของความสมัครใจ องค์กรจะเข้าตลาดหรือไม่ก็ได้ แต่สถานการณ์นี้กำลังจะเปลี่ยนไป ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า มาตรการระหว่างประเทศและมาตรการข้ามพรมแดนต่าง ๆ เริ่มมีผลบังคับใช้ชัดเจนขึ้นทุกขณะ ขณะเดียวกัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยก็เดินหน้าไปมาก โดยขณะนี้การพิจารณาเข้าถึงมาตรา 8 ในส่วนของระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ETS แล้ว และมีความเป็นไปได้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเริ่มบังคับใช้ในปีถัดไป

“ผลสำรวจปีนี้สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงราคาหรือปริมาณคาร์บอนเครดิตอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของเครดิต” คุณณกรณ์ กล่าว

เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง ตลาดภาคบังคับจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับตลาดภาคสมัครใจที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน และนี่คือเหตุผลที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องเริ่มขยับตัวไปพร้อมกัน สุรพล บุพโกสุม จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมมือกับ อบก. เตรียมพัฒนาระบบกระดานซื้อขายเพื่อรองรับตลาดภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะอนุญาตให้นำคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจไปชดเชยในตลาดภาคบังคับได้ในสัดส่วนร้อยละ 10

กระนั้น การมาถึงของตลาดภาคบังคับไม่ได้แปลว่าตลาดภาคสมัครใจจะหมดความสำคัญลง เพราะตลาดภาคสมัครใจยังคงเป็นกลไกพื้นฐานในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพียงแต่รูปแบบและบทบาทจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อราคาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป

ตัวเลขจากผลสำรวจสะท้อนทัศนคติของภาคธุรกิจไทยไว้ชัดเจน โดยส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 77 มองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ แม้ในเวลาเดียวกันจะยังมีความกังวลแฝงอยู่ โดยร้อยละ 69 กังวลต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน และร้อยละ 59 กังวลต่อความเสี่ยงทางกายภาพจากภูมิอากาศที่แปรปรวน

ในทางปฏิบัติ องค์กรไทยเริ่มขยับตัวแล้วจริง ๆ ปัจจุบันมีองค์กรราวร้อยละ 56 ที่เริ่มประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และร้อยละ 51 มีแผนลดการปล่อยก๊าซชัดเจน แต่ก็ยังมีองค์กรอีกกว่าร้อยละ 40 ที่ยังไม่เคยประเมินแม้แต่ครั้งเดียว ช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตในตลาดยังไม่ขยายตัวเท่าที่ควรจะเป็น

ทว่าเมื่อถามถึงบทบาทของคาร์บอนเครดิตในการบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก คำตอบกลับชัดเจนมาก ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 93 มองว่าคาร์บอนเครดิตมีบทบาทสำคัญ และร้อยละ 23 ยอมรับว่าจำเป็นต้องใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยมากกว่าร้อยละ 50 ของเป้าหมายทั้งหมด คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้

กลอยตา ณ ถลาง จากบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านประสบการณ์ตรงว่า ในอดีตการซื้อคาร์บอนเครดิตมักทำเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ซื้อ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ ต้องการเครดิตที่มีคุณภาพสูงและได้รับการยอมรับในระดับสากลเท่านั้น ปัจจัยที่ผู้ซื้อใช้พิจารณาจึงเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ใช่แค่ตัวเลขปริมาณตันคาร์บอน แต่รวมถึงความเป็นส่วนเพิ่มของโครงการ ความเข้มงวดของระบบตรวจวัดและรายงานผล และความถาวรของการกักเก็บคาร์บอน

ควบคู่กันไป ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ร่วม โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแนวโน้มการขยายระยะเวลารับรองความคงอยู่ของโครงการภาคป่าไม้ให้ยาวนานถึง 100 ปี สอดคล้องกับความสนใจของผู้ซื้อที่ให้น้ำหนักกับโครงการป่าไม้และเกษตรกรรมสูงสุดถึงร้อยละ 33 ตามมาด้วยโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ร้อยละ 24

รอยร้าวที่ยังปิดไม่สนิท ราคาไม่ตรงกัน ผู้เล่นยังน้อยเกินไป

แต่ภายใต้ทิศทางที่ดูสดใสนี้ ก็มีปัญหาที่ยังฉุดตลาดไว้ไม่ให้เติบโตเต็มศักยภาพ ปัญหาแรกคือช่องว่างด้านราคาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่ยังห่างกันมาก ผู้ขายส่วนใหญ่ต้องการขายในราคา 50-200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ผู้ซื้อกว่าหนึ่งในสามต้องการซื้อในราคาต่ำกว่า 50 บาทเท่านั้น ผลก็คือทั้งสองฝ่ายเจรจากันไม่ลงตัว และอัตราการจับคู่ซื้อขายในตลาดยังอยู่ในระดับต่ำ

ปัญหาที่สองคือจำนวนผู้เล่นในตลาดที่ยังน้อยเกินไป ตลาดคาร์บอนของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นอย่างแท้จริง มีผู้เล่นจริงในตลาดเพียงร้อยละ 18 ขณะที่อีกร้อยละ 79 ยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลหรือเตรียมตัวเข้าสู่ตลาด เมื่อถามถึงเหตุผล ผู้เล่นส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่ายังขาดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาและขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต ขาดงบประมาณที่เพียงพอ และขาดกฎหมายหรือมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจนจากภาครัฐ

เพื่อแก้โจทย์นี้ อบก. ได้พัฒนาระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต หรือ Thailand Carbon Credit Register ที่มีความปลอดภัยสูง และเตรียมเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มกลางของโลกอย่าง Climate Action Data Trust เพื่อยกระดับความโปร่งใส ป้องกันการนับซ้ำ และทำให้ทุกฝ่ายตรวจสอบสถานะของคาร์บอนเครดิตได้ตลอดเวลา

ด้านคุณกลอยตา เสนอทางออกที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้เล่นรายเล็ก โดยชี้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในโครงการฐานชีวภาพและภาคเกษตรกรรม แต่อุปสรรคสำคัญคือค่าใช้จ่ายในการทวนสอบโครงการที่ยังสูงเกินเอื้อม จึงเสนอให้มีโมเดล “พี่ช่วยน้อง” หรือให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพื่อเปิดทางให้รายเล็กและชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนได้จริง

Premium T-VER บัตรผ่านเข้าสู่ตลาดสากล

ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ อบก. วางให้ Premium T-VER เป็นกลไกหลักในการเตรียมความพร้อมให้ตลาดคาร์บอนไทยเชื่อมโยงกับตลาดสากล ดร.ปวีณา พาณิชยพิเชฐ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก อธิบายว่า แม้ Premium T-VER จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับ Standard T-VER แต่มีกติกาที่เข้มข้นกว่ามากเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์ความเป็นส่วนเพิ่มที่ต้องต่ำกว่าเกณฑ์การดำเนินธุรกิจตามปกติ การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้มข้นขึ้น การป้องกันผลกระทบด้านลบตามหลักเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการรับประกันความถาวรของการกักเก็บคาร์บอนสำหรับภาคป่าไม้

ความพยายามนี้เริ่มออกดอกผล ปัจจุบัน Premium T-VER ได้รับการรับรองในเฟสที่ 1 ของมาตรการ CORSIA สำหรับภาคการบิน ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2024 ถึง 2026 เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการยื่นประเมินและสัมภาษณ์สำหรับเฟสที่ 2

“การใช้มาตรฐานต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงการอาจต้องจ่ายค่าประกันภัยสูงถึงร้อยละ 7-10 ของมูลค่าโครงการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีรัฐบาลไม่ปรับบัญชีก๊าซเรือนกระจกให้ แต่เนื่องจาก Premium T-VER เป็นมาตรฐานภายในประเทศที่ทำงานร่วมกับภาครัฐโดยตรง ผู้พัฒนาโครงการจึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้” ดร.ปวีณา กล่าว

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะทุกวันนี้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังแบกภาระที่มองไม่เห็นเอาไว้บนบ่า นั่นคือพันธะที่ต้องชดเชยคาร์บอนตามกติกา CORSIA ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล จากบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS กล่าวว่า ความต้องการคาร์บอนเครดิตในตลาด CORSIA สูงมาก ขณะที่ปัจจุบันมีซัพพลายเพียง 36.6 ล้านหน่วย เทียบกับความต้องการกว่า 200 ล้านหน่วยในเฟสแรก และการใช้มาตรฐานต่างประเทศยังมีความซับซ้อนและล่าช้าในการประสานงาน ทั้งความล่าช้าในการออกหนังสือรับรอง หรือ Letter of Authorization และภาระค่าประกันภัยที่ต้องแบกรับ ขณะที่หากใช้ Premium T-VER กระบวนการทั้งหมดและผู้ทวนสอบจะอยู่ในประเทศไทย ช่วยลดความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนลงได้มาก

ด้านผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศอย่างสายการบินแห่งชาติ วุฒิอร พจน์อารีสกุล จากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันขนาดของความต้องการนี้ว่า อุตสาหกรรมการบินมีภาระต้องชดเชยคาร์บอนภายใต้ CORSIA จำนวนมาก โดยในช่วงปี 2024 ถึง 2026 มีความต้องการสูงถึง 170-238 ล้านตัน แต่ซัพพลายทั่วโลกในปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 17 ของความต้องการทั้งหมด ส่วนเกณฑ์การเลือกซื้อของการบินไทยนั้น ราคากลับไม่ใช่ปัจจัยแรก

“การบินไทยให้ความสำคัญกับเครดิตที่มาจากโครงการในประเทศไทย เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ ต้องได้รับการอนุมัติจาก CORSIA มีหนังสือรับรองที่ชัดเจนจากรัฐบาล และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนเรื่องราคาเป็นปัจจัยพิจารณาในลำดับสุดท้าย” วุฒิอร กล่าว

เกมชิงตำแหน่งศูนย์กลางอาเซียน

คำถามสุดท้ายที่ทุกฝ่ายในตลาดคาร์บอนไทยกำลังมองไปด้วยกันคือ ไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนในสนามระดับภูมิภาค ผลสำรวจให้คำตอบที่พอมองเห็นความหวังได้ โดยร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อมั่นว่าไทยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้ และร้อยละ 43 เห็นศักยภาพที่ไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของภูมิภาค แรงหนุนสำคัญมาจากการที่ไทยออกแนวปฏิบัติระดับชาติเพื่อรองรับการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ รวมถึงการบูรณาการเข้ากับกลไก JCM ของญี่ปุ่นภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส

ฉัตรเทพ จันทร์แย้ม จาก Global Green Growth Institute หรือ GGGI ประจำประเทศไทย ให้มุมมองจากมุมของผู้ประเมินภาพรวมทั้งภูมิภาคว่า จากการสำรวจ 11 ประเทศในอาเซียน ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุด มีแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC ที่ชัดเจน และ Premium T-VER ยังเป็นมาตรฐานเดียวในอาเซียนที่ได้รับการยอมรับภายใต้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศสำหรับมาตรการ CORSIA

แต่ไทยไม่ได้อยู่ในสนามแข่งขันคนเดียว ฉัตรเทพ เปรียบเทียบให้เห็นภาพคู่แข่งในภูมิภาคว่า สิงคโปร์วางตัวเป็นศูนย์กลางฝั่งผู้ซื้อและลงนามบันทึกข้อตกลงกับหลายประเทศ แต่ไม่มีซัพพลายคาร์บอนเครดิตในประเทศของตัวเอง ขณะที่อินโดนีเซียมีซัพพลายจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากภาคป่าไม้ในราคาที่ต่ำกว่า แต่ยังมีคำถามค้างคาเรื่องความโปร่งใสและมาตรฐาน จุดที่จะชี้ขาดว่าใครจะได้เปรียบในสนามนี้จึงไม่ใช่ใครมีซัพพลายมากกว่า แต่เป็นใครแก้โจทย์เรื่องความน่าเชื่อถือได้ก่อน

“อุปสรรคสำคัญที่ไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคต้องเร่งดำเนินการ คือเรื่องนโยบายการออกหนังสือรับรอง เพื่ออนุญาตให้เกิดการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม” คุณฉัตรเทพ กล่าว

คุณกลอยตา เสริมภาพนี้ด้วยมุมมองของภาคเอกชนว่า บางจากผ่านเครือข่าย Carbon Market Club กำลังผลักดันให้ Premium T-VER กลายเป็นมาตรฐานที่ยอมรับร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยมีความได้เปรียบเพราะเริ่มพัฒนาระบบมาแล้วกว่า 12-14 ปี ซึ่งเป็นต้นทุนสะสมที่ประเทศอื่นในภูมิภาคยังตามไม่ทัน

การเตรียมความพร้อมของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องมาตรฐานและกฎหมาย ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับ อบก. เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action Academy ซึ่งมีภารกิจหลักในการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการเข้าสู่ระบบนิเวศตลาดคาร์บอน เพราะต่อให้มีกฎหมายและมาตรฐานพร้อมเพียงใด สุดท้ายแล้วคนที่จะขับเคลื่อนตลาดนี้ไปข้างหน้าได้จริง ก็คือบุคลากรที่เข้าใจกลไกทั้งหมดอย่างถ่องแท้

ผลสำรวจฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงรายงานตัวเลขประจำปี แต่เป็นภาพสะท้อนของประเทศที่กำลังยืนอยู่บนทางแยก ระหว่างการรักษาความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ กับความเร่งด่วนที่ต้องปิดช่องว่างเรื่องราคาและจำนวนผู้เล่นในตลาดให้ได้ทันเวลา ก่อนที่โอกาสในการเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของภูมิภาคจะเปลี่ยนมือไปอยู่กับประเทศอื่น

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 ฉบับเต็ม และรับชมการแถลงข่าวย้อนหลังได้ที่ Facebook TGO และเว็บไซต์ TGO

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘กุ๊ก’ กางสูตร SX = PX + CX + DX ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero

เปิดตัว ‘Blu Green Token’ กรีนโทเคนแรกของไทย ระดมทุน 480 ล้านบาท ฟื้นฟูป่าชายเลน 1.7 หมื่นไร่

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar