Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เบื้องหลัง EV จีนส้มหล่น

เบื้องหลัง EV จีนส้มหล่น

ในห้วงเวลานี้แวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์บ้านเรามีประเด็นร้อน ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่อินโดนีเซียเปิดเกมรุกท้าชนไทยยื่นข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ทุกรูปแบบเพื่อดึงดูดให้ Toyota ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย

ต่อมาผู้บริหารของ Toyota และ Honda ได้ออกมารวมพลังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อความเป็นธรรม โดยระบุว่า มาตรการสนับสนุนและเอื้อประโยชน์ให้แก่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำเข้าในปัจจุบัน

ล่าสุด มีประเด็นร้อน ๆ เบื้องหลังรถไฟฟ้า EV จีนที่ทะลักเข้าไทยด้วยภาษี 0% เพราะเมื่อ 20 ปีที่แล้วทีมเจรจา FTA ของไทย เข้าใจผิดคิดว่า รถ EV น่าจะคล้ายกับรถกอล์ฟ ซึ่งตลาดตอนนั้นยังไม่โต

ประเด็นนี้สื่อหลายฉบับนำเสนอข่าว โดยอ้างว่าเป็นการเปิดเผยของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ให้สัมภาษณ์เชิงถอดบทเรียนเกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในอดีต ระบุว่า “สาเหตุหนึ่งที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทยในอัตราภาษีนำเข้า 0% เป็นเพราะคณะผู้เจรจาในอดีตเข้าใจผิดว่ารถไฟฟ้าคือรถกอล์ฟ”

กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของไทย แต่ถ้าจะให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ถูก ต้องแยกแยะก่อนว่าอัตราภาษีของรถ EV มี 2 ประเภทคือ อัตราภาษีศุลกากร 0% กับภาษีสรรพสามิต 2% ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน สำหรับประเด็นภาษี 0% มีรากมาจากรอบความตกลงการค้าอาเซียน-จีน หรือ ACFTA  หรือเรียกว่า FTA- ไทยจีน ขณะที่ภาษีสรรสามิต 2% เป็นภาษีของกรมสรรพสามิตรกำหนดให้เป็นสิทธิพิเศษมอบให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้าเกณฑ์มาตรการส่งเสริม เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้มากขึ้น

สิ่งที่ ดร.ศุภวุฒิ พูดถึงนั้นน่าสนใจกว่าตัวเลขอัตราภาษี เพราะกำลังชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในการมองอนาคตของการเจรจา FTA ในอดีต โดยมีการอธิบายในลักษณะทำให้เข้าใจว่า ผู้เจรจามองรถไฟฟ้าในเวลานั้นคล้ายรถกอล์ฟ จึงไม่ได้คาดว่าจะกลายเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่เหมือนวันนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคณะผู้เจรจาในอดีตประเมินเทคโนโลยีต่ำกว่าความเป็นจริง ในช่วงที่มีการเจรจาและในขณะที่ทำข้อตกลง FTA ไทย-จีนตอนนั้น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าแบบในปัจจุบัน ตลาดยังไม่กว้าง คณะผู้เจรจาไม่คิดว่าจะมีการนำมาใช้วิ่งบนท้องถนนในชีวิตประจำวัน

ประกอบกับ ตอนนั้นจีนยังไม่ได้กลายเป็นมหาอำนาจรถยนต์ไฟฟ้าของโลก ไม่มีใครรู้ว่าจีนทุ่มเงินมหาศาลกับ EV จนกลายเป็นผู้นำโลก ไม่มีใครรู้ว่าต้นทุนแบตเตอรี่จะลดลงเร็วแค่ไหน และไม่มีใครรู้ว่า EV จะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมได้เร็วขนาดนี้ จึงจัดหมวดหมู่และตีความภาษีรถยนต์ไฟฟ้าไว้ต่ำเทียบเท่ากับรถกอล์ฟ ทำให้มีการลดหย่อนภาษีศุลกากรนำเข้าจนเหลือ 0% ในเวลาต่อมานี่คือ หัวใจของเรื่อง

เราไม่ได้ผิดเพราะเปิดตลาด แต่ผิดเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเปิดตลาดในอนาคตจะใหญ่แค่ไหน วันนี้ภาพจึงกลับด้านอย่างน่าตกใจ  รถEV จีนสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางภาษีภายใต้ FTAมิหนำซ้ำรัฐบาลไทยก็ใช้นโยบายลดภาษีสรรพสามิตรเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ส่งผลให้รถจีนมีแรงจูงใจเข้าสู่ตลาดไทยมากอย่างคาดไม่ถึง รถไฟฟ้าจีนรับสองเด้งไปเต็มๆ

ปล่อยให้รถยนต์ญี่ปุ่นซึ่งสร้างฐานการผลิตในไทยมานานมีโรงงาน มีผู้ผลิตชิ้นส่วน มีแรงงานและสร้างระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมขึ้นมาทั้งประเทศ โดยลงทุนสร้างฐานการผลิตและซัพพลายเชนในประเทศไทยมากว่า 30 ปี เผชิญการแข่งขันกับรถEV ที่มีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกันอย่างมาก ความผิดพลาดในอดีตกลายเป็นช่องโหว่และแต้มต่อสำคัญ ทำให้รถ EV นำเข้าจากจีนได้รับสิทธิ์ภาษีนำเข้า 0% และเสียภาษีสรรพสามิตเพียง 2% แต่ค่ายรถจากญี่ปุ่นกลับต้องแบกรับภาระภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่ามาก ประมาณ 13% – 50%

แน่นอนผู้บริโภคได้ประโยชน์ ราคารถถูกลง แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่เคยผลิตชิ้นส่วนป้อนรถสันดาปของญี่ปุ่นกำลังจะหายไป คนงานลดลง และบริษัทแม่เริ่มหาแหล่งผลิตใหม่ คนไทยอาจได้ประโยชน์จากการซื้อรถราคาถูกวันนี้ แต่ประเทศไทยอาจจะเสียฐานอุตสาหกรรมที่สร้างมาหลาย 10 ปีในวันข้างหน้า นี่จึงไม่ใช่เรื่องว่า “รถจีนราคาถูก คนไทยได้ซื้อรถราคาถูก” อย่างเดียว ตรงกันข้าม กลับส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบันมหาศาล

คำเตือนของ ดร.ศุภวุฒิ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงและน่ากังวลที่สุด เพราะอาจทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียกำลังเดินเกมรุก ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและค่ายรถยนต์รายใหญ่ให้ย้ายฐานผลิตไปแทน เป็นจังหวะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนจากความไม่เท่าเทียมด้านภาษี และตลาดในประเทศที่อินโดนีเซียใหญ่กว่าเรามาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาลุกลามมาจนถึงวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความล้าสมัยของข้อกฎหมายที่ไม่ยืดหยุ่นพอจะวิ่งตามเทคโนโลยีได้ทัน ที่ผ่านมารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ขาดการประเมินผลกระทบ หรือมีกลไกทบทวนข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ปล่อยให้ทุกอย่างบานปลายจนยากที่จะแก้ไข จนถึงวันนี้กลายเป็นลิงแก้แหไปแล้ว

สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ไม่ใช่การแก้ไขอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จะต้องใช้ “มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี” (Non-Tariff Barriers: NTB) เช่น การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง หรือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ภายในประเทศไทย

ความผิดพลาดจากกรณีรถไฟฟ้าคือ รถกอล์ฟเป็นบทเรียนสำคัญว่า ประเทศที่มองอนาคตผิด อาจจะต้องจ่ายค่าเรียนด้วยอุตสาหกรรมทั้งประเทศ

ดังนั้น เราต้องไม่ทำผิดแบบเดิมอีกต้องเก็บกรณีนี้ไว้เป็นบทเรียนเวลาที่รัฐบาลเจรจา FTA หรือออกนโยบายอุตสาหกรรมมูลค่าหลายแสนล้านบาทในวันหน้าและนี่ไม่ใช่บทเรียนเฉพาะ EV วันนี้เรากำลังเจอ AI Data Center Battery Solar Carbon Credit และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกมากมายที่จ่อเข้ามาลงทุนในไทย ถ้าเรามองมันด้วยสายตาของวันนี้ เราอาจจะเห็นแค่ธุรกิจเล็ก ๆ แต่ถ้าเรามองด้วยสายตาของอีก 20 ปีข้างหน้า เราอาจกำลังเห็น อุตสาหกรรมที่จะกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนของโลก

ทีมเจรจาต้องรอบรู้ มีข้อมูล และมีวิสัยทัศน์ ในการมองอนาคตข้างหน้ามิเช่นนั้น ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยและต้องเดิมพันอุตสาหกรรมของประเทศ เหมือนกับกรณีภาษีรถEV ที่ถูกตีความว่าเป็นรถกอล์ฟเป็นที่ฮือฮาในขณะนี้

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

รถ EV จีน VS สันดาปญี่ปุ่น… เกมที่ไทยต้องเล่น

ดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน… คนไทยได้อะไร

จุดเสี่ยงที่ซ่อนในงบประมาณปี 70

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar