การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจกำลังทำให้แนวคิดเรื่อง “ไม่เลือกข้าง” ที่อาเซียนคุ้นเคยต้องเผชิญกับข้อจำกัดใหม่ เพราะในโลกเทคโนโลยี การไม่เลือกอาจเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น องค์กรและประเทศต้องเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ เลือกผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เลือกโมเดล AI ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ สถาปัตยกรรมข้อมูล ไปจนถึงมาตรฐานเทคโนโลยีที่นำมาใช้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอาเซียนจะเลือกหรือไม่ แต่คือจะเลือกอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง และไม่สร้างการพึ่งพิงที่ผูกอนาคตไว้กับเทคโนโลยีจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการ ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอแนวคิดบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ว่า อาเซียนควรเปลี่ยนจากกรอบความเป็นกลางแบบเดิมมาสู่ “Strategic Diversification” หรือการกระจายตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ โดยเลือกเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาเมื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศ เลือกเทคโนโลยีจากจีนเมื่อมีความเหมาะสมทั้งด้านความสามารถ ต้นทุน และการเข้าถึง หรือเลือกจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป และแหล่งอื่นเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่า ขณะเดียวกันต้องสร้างขีดความสามารถของไทยและอาเซียนในเรื่องที่สามารถทำได้เอง เพื่อไม่ให้การเลือกใช้เทคโนโลยีจากภายนอกนำไปสู่การพึ่งพาในระยะยาวเพียงอย่างเดียว
ใช้ AI มากไม่ได้แปลว่าสร้างมูลค่าได้มาก
ความท้าทายที่สำคัญกว่าการเลือกเทคโนโลยี คือการแยกให้ออกระหว่าง “การนำ AI มาใช้” กับ “การสร้างมูลค่าจาก AI” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ประเทศหนึ่งอาจกลายเป็นตลาดที่มีผู้ใช้ AI จำนวนมากและมีธุรกิจนำ AI ไปใช้อย่างกว้างขวาง แต่กลับเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไว้ภายในประเทศได้น้อย หากเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สินทางปัญญา และธุรกิจสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง AI ยังคงเป็นของต่างประเทศ
บทเรียนลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมาร์ตโฟน ผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกกลายเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ผู้ที่ได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในบริษัทและประเทศจำนวนไม่มากที่ควบคุมระบบปฏิบัติการ เซมิคอนดักเตอร์ แพลตฟอร์ม ทรัพย์สินทางปัญญา โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และระบบนิเวศดิจิทัล หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินตามเส้นทางเดียวกันในยุค AI ภูมิภาคอาจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและใช้เทคโนโลยีได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรักษามูลค่าที่เกิดขึ้นไว้ในระบบเศรษฐกิจของตัวเองได้
การวัดความสำเร็จด้าน AI จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่จำนวนบริษัทหรือจำนวนคนที่ใช้ AI แต่ต้องมองให้ลึกลงไปว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นไหลไปอยู่ที่ใคร ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน ใครพัฒนาแอปพลิเคชัน ใครถือครองทรัพย์สินทางปัญญา และใครสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมารอบเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ ที่สำคัญคือ เมื่อ AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพให้ระบบเศรษฐกิจแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ภายในประเทศมากน้อยเพียงใด คำถามเหล่านี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่าไทยและอาเซียนกำลังเป็นเพียงตลาดของ AI หรือกำลังสร้างมูลค่าจาก AI ได้จริง
ใช้ AI ขยายจุดแข็งไม่ต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์
อีกโจทย์สำคัญคือประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสร้าง AI เพียงเพื่อให้มี AI และไม่จำเป็นต้องเดินตามรูปแบบของ Silicon Valley หรือจีนทั้งหมด จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมกว่าคือการกลับมามองว่าประเทศไทยมีความสามารถอะไรอยู่แล้ว และ AI สามารถเข้าไปเพิ่มศักยภาพของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้เปลี่ยนจุดตั้งต้นของยุทธศาสตร์จากการไล่ตามเทคโนโลยี ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมความได้เปรียบที่ประเทศมีอยู่เดิม
ประเทศไทยมีฐานความสามารถสำคัญอยู่หลายด้าน ทั้งเกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวและบริการ โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการถามว่าจะพัฒนา AI อะไรขึ้นมา แต่ต้องถามว่า AI จะช่วยยกระดับเกษตรและอาหารที่ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้วได้อย่างไร จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของภาคการแพทย์ได้อย่างไร และจะทำให้ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว การให้บริการเฉพาะบุคคล ผลิตภาพ และคุณภาพบริการดีขึ้นได้อย่างไร
ยุทธศาสตร์จึงไม่ควรเป็น “AI First” ที่เริ่มต้นจากเทคโนโลยีแล้วค่อยหาว่าจะนำไปใช้กับอะไร แต่ควรเริ่มจาก “Thailand’s Competitive Advantages First” นำจุดแข็งของประเทศขึ้นมาก่อน แล้วใช้ AI เป็นตัวทวีคูณความสามารถดังกล่าว แนวทางนี้ยังเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากผู้บริโภคเทคโนโลยีไปสู่การร่วมสร้าง เพราะเมื่อเทคโนโลยีถูกเชื่อมเข้ากับความรู้ ความสามารถ ธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในประเทศ โอกาสในการสร้างมูลค่าและพัฒนาความสามารถของตัวเองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อาเซียนจะเป็นผู้ใช้สนามแข่งขันหรือผู้ร่วมสร้าง
ทิศทางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุค AI สามารถเดินไปได้หลายทาง เส้นทางแรกคือการเป็นผู้บริโภค ภูมิภาคนำเข้าชิป เช่าคลาวด์ ใช้โมเดลจากต่างประเทศ ซื้อหุ่นยนต์ และใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แม้ธุรกิจจะทำงานได้ดีขึ้น แต่หากเทคโนโลยีและโครงสร้างสร้างมูลค่าส่วนใหญ่อยู่ภายนอกประเทศ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนสำคัญก็จะไหลออกไปตามเทคโนโลยีที่นำเข้ามา
อีกเส้นทางหนึ่งคือการกลายเป็นพื้นที่แข่งขันของมหาอำนาจ หากการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนรุนแรงขึ้นจนระบบเทคโนโลยีของสองฝ่ายทำงานร่วมกันได้ยาก ประเทศในภูมิภาคจะถูกกดดันให้เลือกมากขึ้น ตัวเลือกที่เคยมีก็จะลดลง ขณะที่การพึ่งพิงกลับลึกขึ้น เมื่อประเทศผูกตัวเองเข้ากับระบบนิเวศเทคโนโลยีใดมากเกินไป พื้นที่สำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเองก็จะลดลงตามไปด้วย
ทางเลือกที่ ผศ.ดร.อาร์ม มองว่าควรมุ่งไปคือการเป็น “ผู้ร่วมสร้าง” หรือ Co-creator ซึ่งไม่ใช่ทั้งการปิดประเทศเพื่อสร้างเทคโนโลยีทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่ใช่การเปิดรับทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นการใช้การแข่งขันของมหาอำนาจให้เกิดประโยชน์กับภูมิภาค ดึงเทคโนโลยี เงินทุน บุคลากร ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานเข้ามา พร้อมกับเลือกใช้เทคโนโลยีตามผลประโยชน์ของตัวเองและกระจายการพึ่งพา เพื่อไม่ให้ประเทศ บริษัท หรือระบบนิเวศเทคโนโลยีใดกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
หัวใจของแนวทางนี้อยู่ที่การสร้างความสามารถในประเทศควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพราะการใช้ AI ในวันนี้ควรทำให้ประเทศมีความสามารถทางเทคโนโลยีมากขึ้นในวันข้างหน้า ไม่ใช่ยิ่งใช้มากก็ยิ่งต้องพึ่งพาเจ้าของเทคโนโลยีจากภายนอกมากขึ้น การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน ธุรกิจ ความรู้ และความสามารถในการสร้างมูลค่าภายในประเทศไปพร้อมกัน
สร้างขีดความสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยี
ประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากยุค AI อาจไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ประดิษฐ์เทคโนโลยีทุกอย่างขึ้นเอง แต่เป็นประเทศที่รู้ว่าจะนำเทคโนโลยีระดับโลกมาเชื่อมกับความสามารถในประเทศอย่างไร แล้วเปลี่ยนการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของตัวเอง
สำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมายจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หรือการพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นเองตั้งแต่ต้น หากเป็นการรักษาทางเลือก กระจายการพึ่งพา และสร้างความสามารถของตัวเองไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีจากทั่วโลก เมื่อทำได้ การนำ AI มาใช้จะไม่จบเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ แต่จะสามารถสร้างบริษัท ทรัพย์สินทางปัญญา ความรู้ และมูลค่าที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคได้มากขึ้น
ปลายทางที่สำคัญที่สุดจึงเป็นการเปลี่ยนจาก “การพึ่งพาทางเทคโนโลยี” ไปสู่ “อำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี” หรือ Technological Leverage ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประเทศมีทางเลือก มีความสามารถของตัวเอง และสามารถนำเทคโนโลยีจากภายนอกมาสร้างประโยชน์ภายในได้ การเป็นผู้ร่วมสร้างในยุค AI จึงไม่ได้หมายถึงการแข่งกับมหาอำนาจด้วยเทคโนโลยีทุกด้าน แต่หมายถึงการรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไร ควรเลือกเทคโนโลยีจากใคร และจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีที่นำเข้ามาในวันนี้เพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในวันข้างหน้า
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทรู ผนึก YouTube เปิดตัว ‘ทรู ดู MARATHON’ คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ 21 ชม. จาก 5 ครีเอเตอร์
ซินเน็ค จับมือ AWS เปิด ‘AI Hub’ ดันธุรกิจไทยเปลี่ยน AI เป็นผลลัพธ์จริง
OpenAI จับมือ อว. เปิด AI Accelerator ดันสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก



