Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

GCNT ชู 3 Shift เปลี่ยนความยั่งยืนจากคำมั่นสู่ผลลัพธ์

GCNT ชู 3 Shift เปลี่ยนความยั่งยืนจากคำมั่นสู่ผลลัพธ์

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก่อนถึงปี พ.ศ. 2573 เส้นตายของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่โลกกลับไม่ได้ขยับเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลถึงราคาพลังงานและค่าครองชีพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นภัยแล้งที่กระทบรายได้เกษตรกรและน้ำป่าที่ทำลายชุมชน อาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์สร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คน ส่วน AI แม้สร้างโอกาสใหม่ ก็อาจขยายช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นกับคนที่ใช้ไม่เป็น

กฎกติกาด้านความยั่งยืนใหม่ ๆ อาจช่วยยกระดับมาตรฐานโลก แต่ก็อาจผลัก SME และผู้ค้ารายเล็กออกจากตลาดหากแข่งขันไม่ไหว เศรษฐกิจสีเขียวสามารถสร้างงานและอุตสาหกรรมใหม่ แต่แรงงานจากอุตสาหกรรมเดิมก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างศักยภาพ ความมั่นคง และโอกาสให้คนสามารถเติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมา

ท่ามกลางแรงกระแทกที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 160 องค์กร จัดงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Thailand Sustainable Transitions in Fractured World” เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ GCNT Expo 2026 ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม 2026 IMF World Bank Group Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม ตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนกับระบบการเงินและการค้าระหว่างประเทศ

อีกแกนที่ GCNT และ IMF World Bank ให้ความสำคัญร่วมกันคือ “คน” ในฐานะหัวใจของการพัฒนา คนทุกเพศทุกวัยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างการพัฒนาและการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติไปสู่ความยั่งยืนด้วย

จาก Action สู่ Impact เลิกทำงานแบบ Solo Silo

ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)
ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)

“ธุรกิจนี้ไม่มีใครสามารถทำได้แต่เพียงผู้เดียว” ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนว่า ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา โดยมีคนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน และสร้างเสถียรภาพให้ครอบครัว การบรรลุ SDGs จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ประเทศไทยต้องการ และไม่สามารถเกิดขึ้นจากการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง

รายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง GCNT จัดทำร่วมกับ UNGC และภาคี พบว่า องค์กรที่สำรวจกว่า 100 แห่งนำ SDGs ไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจแล้ว โดยเฉพาะ SDG 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งปรากฏอยู่ในการดำเนินงานของทุกองค์กรที่สำรวจ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดการปฏิบัติมากขึ้น

เมื่อภาคธุรกิจเริ่มขยับจากนโยบายมาสู่การปฏิบัติ วิธีทำงานก็ต้องเปลี่ยนตาม คุณศุภชัยกล่าวถึงการออกจากการทำงานแบบ “Solo Silo” ไปสู่การบูรณาการทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพราะ SDGs แต่ละด้านมีความสำคัญและต้องนำไปปฏิบัติ เพื่อขยับจาก Action ไปสู่ Impact หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง

การพัฒนาคนเป็นอีกด้านที่ GCNT เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรการจัดการความยั่งยืนที่ร่วมจัดตั้งกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการเรียนการสอนรุ่นแรกในปีนี้ ตั้งเป้ารับนักศึกษา 70 คน แต่มีผู้สมัครกว่า 1,200 คน องค์กรสมาชิกยังร่วมกันจัดตั้ง Learning Center เกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ เชื่อมโยงกับ SDGs ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเครือข่าย SDGs Young Creators มีเยาวชนเข้าร่วมตลอดสามรุ่นกว่า 1,000 คน เพื่อขับเคลื่อนและสื่อสารเรื่องความยั่งยืนในแบบของตัวเอง

งานของ GCNT ยังครอบคลุมการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ทั้งแผนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ จากนี้ คุณศุภชัยกล่าวว่ายังต้องขยายการเรียนรู้จากการลงมือทำ หรือ Action Based Learning พัฒนากลไกตลาดให้ SME เกษตรกร ผู้ค้า และชุมชนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมอย่างมีจริยธรรม

3 Shift จากความตั้งใจสู่การเปลี่ยนผ่านที่วัดผลได้

มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย
มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย

“Shock doesn’t automatically produce change.” มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ใช้ประโยคนี้อธิบายสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางการค้าที่ถูกรบกวน ต้นทุนที่สูงขึ้น ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ล้วนเป็นแรงกระแทกที่สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาส แต่แรงกระแทกไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นเมื่อความเป็นผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือเดินไปในทิศทางเดียวกัน

Shift แรกคือ จาก Ambition สู่ Accountability ประเทศไทยมีคำมั่นด้านความยั่งยืนอยู่แล้ว สมาชิก GCNT มีทั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การปกป้องพื้นที่บกและทะเลของไทยร้อยละ 30 และการลงทุนด้านทุนมนุษย์สำหรับคน 1 ล้านคน แต่เมื่อประกาศเป้าหมายแล้ว ต้องตอบให้ได้ว่าเงินทุนถูกนำไปใช้มากเพียงใดและเกิดผลลัพธ์อะไร การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงหรือไม่ ความยั่งยืนในห่วงโซ่คุณค่าแข็งแรงขึ้นอย่างไร และแผนการเปลี่ยนผ่านถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจลงทุนแล้วหรือยัง

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อลดทอนสิ่งที่ทำมาแล้ว แต่เพื่อทำให้ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นแข็งแรงขึ้น และทำให้ทุกฝ่ายรับผิดชอบร่วมกันต่อเป้าหมายที่ประกาศไว้ นี่คือการขยับจากความตั้งใจไปสู่ผลลัพธ์ที่สามารถติดตามและตรวจสอบได้

Shift ที่ 2 คือ จาก Committed Capital สู่ Capital at Work เพราะโลกยังมีช่องว่างทางการเงินเพื่อบรรลุ SDGs ราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ ภาคเอกชนจึงมีบทบาทโดยตรงต่อการเร่งการเปลี่ยนผ่าน

คุณมิเกลล่า กล่าวว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนจะมีพลังมากที่สุดเมื่อเข้าไปมีอิทธิพลต่อการจัดสรรเงินทุนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่จำกัดอยู่กับโครงการสีเขียวหรือการลงทุนสีเขียวเพียงโครงการเดียว การปล่อยสินเชื่อและการตัดสินใจลงทุนของธนาคาร บริษัทประกันภัย และผู้จัดการสินทรัพย์ มีส่วนกำหนดความเร็วของการเปลี่ยนผ่าน เครื่องมืออย่าง blended finance สามารถช่วยระดมเงินลงทุนภาคเอกชนและเพิ่มเงินทุนสำหรับการปรับตัวและธรรมชาติได้

เงินทุนยังต้องมีสิ่งที่สามารถนำไปลงทุนได้รองรับ ซึ่งต้องอาศัยงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรที่มีทักษะ คุณมิเกลล่าจึงเชื่อมเรื่องการเงินกลับมาที่การพัฒนาคน โดยกล่าวถึงการทำงานของ GCNT ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถาบันฝึกอบรมต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเดินหน้าการลงทุนด้านคนในประเทศ

Shift ที่ 3 คือ จาก Leading Companies สู่ Leading Ecosystems ซึ่ง คุณมิเกลล่ากล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยจะแข็งแรงที่สุดเมื่อความก้าวหน้าของบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้แรงงาน ธุรกิจ และชุมชนรอบตัว เพราะ SME เป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของไทยและอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หลายรายต้องการปรับตัวสู่ความยั่งยืน แต่ยังขาดเงินทุนที่เข้าถึงได้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ

องค์กรที่มีความรู้และศักยภาพจึงสามารถเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับผู้ที่ต้องการองค์ความรู้และทรัพยากรเหล่านั้น โดย Global Compact สามารถเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเดินหน้าร่วมกัน คุณมิเกลล่า สรุป 3 การเปลี่ยนผ่านไว้ว่า จาก Promise to Proof จาก Committed Capital สู่ Capital at Work และจาก Leading Companies สู่ Leading Inclusive Ecosystems

From Shock to Shift เริ่มจากการลงมือทำ

หลังจากพูดถึงความเสี่ยงระดับโลก ช่องว่างของ SDGs เงินทุน การพัฒนาคน และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากความพร้อมที่จะเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และค้นหาคำตอบร่วมกัน เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนแรงกระแทกจากโลกที่ปั่นป่วนให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปสู่ความเข้มแข็ง ความเท่าเทียม และความยั่งยืน

“หนึ่งเรื่องที่จะเริ่มทำ หนึ่งความร่วมมือที่จะเริ่มสร้าง หนึ่งผลลัพธ์ที่จะเริ่มวัด และหนึ่งประสบการณ์ที่จะเริ่มแลกเปลี่ยนกันในปีหน้า” คุณศุภชัย กล่าว

From Shock to Shift จึงไม่ได้จบอยู่บนเวที GCNT Expo 2026 แต่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่แต่ละคนนำกลับไปลงมือทำ — เริ่มทำหนึ่งเรื่อง สร้างหนึ่งความร่วมมือ วัดหนึ่งผลลัพธ์ และนำประสบการณ์กลับมาแลกเปลี่ยนกัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Nature Positive ทางรอดไทย ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจและปากท้อง

Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน

GCNT Expo 2026 เปิดโจทย์ประเทศไทย จากวิกฤติโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ต้องเร่งมือ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar