Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Modern Wellness Crisis: เมื่อข้อมูลสุขภาพยิ่งมาก เรายิ่งต้องฟังร่างกายตัวเอง

Modern Wellness Crisis: เมื่อข้อมูลสุขภาพยิ่งมาก เรายิ่งต้องฟังร่างกายตัวเอง

ทุกวันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองมากกว่าที่เคย Wearable Device สามารถบอกได้ตั้งแต่ Resting Heart Rate, HRV, Sleep Score ไปจนถึง Stress Score แต่การมีข้อมูลมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นเสมอไป เพราะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือการมีข้อมูลจำนวนมากโดยไม่รู้ว่าจะตีความและนำไปใช้อย่างไร

นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน Executive Director, EO LifeMED กล่าวในหัวข้อ The Modern Wellness Crisis: How to be Kinder to Yourself ในงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow ว่า เดิมการดูแลสุขภาพเริ่มจากการไปพบแพทย์ ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพ หรือตรวจเลือด เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนดูแลตัวเอง แต่ปัจจุบันเราสามารถเก็บข้อมูลจากร่างกายได้ตลอดเวลา ปัญหาจึงเปลี่ยนจากการไม่มีข้อมูล มาเป็นการมีข้อมูลจำนวนมากแต่ไม่สามารถตีความได้อย่างเหมาะสม จนข้อมูลที่ควรใช้เพื่อดูแลสุขภาพ กลับถูกนำมาใช้จับผิดและตัดสินตัวเอง

ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ง่ายจากเรื่องการนอน บางวันเราตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น แต่ Sleep Score กลับอยู่ที่ 80–90% ขณะที่บางวันตื่นมารู้สึกสดชื่นดี แต่เครื่องกลับบอกว่านอนไม่ดี นอนน้อย หรือตื่นกลางคืนบ่อย จนบางคนอยากกลับไปนอนต่อเพื่อเพิ่มคะแนน ทั้งที่ค่าจากอุปกรณ์ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แต่กลับเปลี่ยนวิธีที่เราอธิบายความรู้สึกของร่างกายตัวเอง

เมื่อการตรวจสุขภาพกลายเป็นการจับผิดตัวเอง

ปัญหาเริ่มชัดขึ้นเมื่อข้อมูลไม่ได้ถูกใช้เพื่อตรวจสอบร่างกาย แต่กลายเป็นการจับผิดร่างกาย วันที่ค่าการนอนไม่ดี เดินไม่ถึง 10,000 ก้าว หรือออกกำลังกายไม่ได้ตามเป้าหมาย เราอาจไม่ได้มองว่านี่เป็นข้อมูลของวันหนึ่ง แต่กลับใช้ตัวเลขเหล่านั้นมาตัดสินว่าตัวเองจัดการชีวิตได้ไม่ดีพอ

นายแพทย์ธนีย์ เปรียบเทียบว่า ในองค์กรเรามี KPI ใช้วัดผลการทำงาน บนโซเชียลมีเดียมี Engagement เป็นตัววัด และเมื่อมาถึงเรื่องสุขภาพ เราก็มีคะแนนจากอุปกรณ์เข้ามาประเมินชีวิตเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ระยะทางวิ่ง Pace, HRV ไปจนถึงข้อมูลการนอน ผลคือมนุษย์กำลังอยู่กับการประเมินตัวเองแทบตลอดเวลา และเมื่อพยายามทำให้ทุกตัวเลขสมบูรณ์แบบ ความเครียดก็สามารถเกิดขึ้นจากเครื่องมือที่เดิมถูกสร้างมาเพื่อช่วยดูแลสุขภาพ

“ข้อมูลมีไว้ช่วยเราในการวางแผนว่าจะต้องแก้ตรงไหนบ้าง เราไม่ต้องแก้ทุกอย่างพร้อมกัน”

การใจดีกับตัวเองจึงไม่ได้หมายถึงการหยุดพัฒนาตัวเอง เห็นค่านอนไม่ดีแล้วปล่อยให้นอนน้อย หรือเหนื่อยแล้วหยุดออกกำลังกายทั้งหมด เรายังต้องมีวินัยและปรับพฤติกรรม แต่ต้องทำควบคู่กับการฟังร่างกาย ไม่ใช่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเลขจากอุปกรณ์ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขครั้งเดียว ไม่ใช่ภาพทั้งหมดของสุขภาพ

ค่าการนอนที่แย่ HRV ที่ลดลง Resting Heart Rate ที่สูงขึ้น หรือ Stress Score ที่ผิดปกติในบางวัน ไม่ควรถูกนำมาตีความว่าสุขภาพกำลังแย่ลงทั้งหมด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง และบางครั้งอาจเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่

นายแพทย์ธนีย์ =ยกตัวอย่างว่า หากปกติ Heart Rate อยู่ที่ 70 แต่วันหนึ่งเพิ่มเป็น 80 หลังจากเพิ่งไปแข่งขันไตรกีฬา ร่างกายอาจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว การที่หัวใจเต้นเร็วขึ้นจึงต้องพิจารณาร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่เห็นตัวเลขผิดไปจากเดิมแล้วสรุปทันทีว่าร่างกายกำลังมีปัญหา

หลักสำคัญสำหรับข้อมูลส่วนใหญ่จาก Wearable Device คือ ดูแนวโน้มและเทียบกับตัวเอง ไม่ใช่ดูค่าจากวันใดวันหนึ่ง และไม่ควรนำข้อมูลไปเทียบกับเพื่อน รวมถึงไม่ควรเปรียบเทียบข้อมูลข้ามอุปกรณ์ต่างยี่ห้อ เพราะอุปกรณ์แต่ละชนิดอาจอ่านค่าไม่เหมือนกัน หากใช้อุปกรณ์ยี่ห้อใด ก็ควรติดตามแนวโน้มจากอุปกรณ์นั้นอย่างต่อเนื่อง

บางข้อมูลต้องฟังเครื่อง และไปพบแพทย์

แม้จะไม่ควรปล่อยให้ตัวเลขทุกค่ากลายเป็นสิ่งที่สร้างความกังวล แต่นายแพทย์ธนีย์แยกข้อมูลบางประเภทที่ควรให้ความสำคัญ โดยยกตัวอย่างการแจ้งเตือนการเต้นผิดปกติของหัวใจ Atrial Fibrillation ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ ทำให้บางครั้งเมื่อไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่โรงพยาบาลอาจไม่พบความผิดปกติ ขณะที่อุปกรณ์ซึ่งสวมอยู่ตลอดเวลาสามารถบันทึกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเพื่อนำข้อมูลไปให้แพทย์ประเมินได้

ข้อมูลที่คุณหมอยกขึ้นมาอีกประเภทคือค่าออกซิเจนในร่างกาย โดยระบุว่า หากอุปกรณ์แจ้งเตือนค่าที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรพยายามตีความหรือหาเหตุผลด้วยตัวเอง

ส่วนข้อมูลอย่าง HRV, Resting Heart Rate, Stress Score หรือระยะเวลาของ Deep Sleep ไม่ควรดูเพียงจุดเดียวแล้วตัดสินสุขภาพ แต่ต้องกลับมาดูแนวโน้ม ถามว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร และพิจารณาว่ามีเหตุผลอะไรทำให้ข้อมูลเปลี่ยนไป

เป้าหมายคือแก้พฤติกรรม ไม่ใช่แก้ตัวเลข

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ว่า เรากำลังพยายามทำให้ตัวเลขดีขึ้น หรือกำลังทำให้สุขภาพดีขึ้น เพราะการตอบสนองต่อตัวเลขทันทีอาจช่วยให้ค่าบางอย่างเปลี่ยนในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมหรือสุขภาพในระยะยาวจะดีขึ้น

หาก Sleep Score ไม่ดี การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงบอกตัวเองว่าคืนนี้ต้องนอนเร็วขึ้น แต่ต้องกลับมาดูพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนนอน การใช้โซเชียลมีเดียในช่วงก่อนนอน ไปจนถึงการกินอาหารหนักในช่วงสามชั่วโมงก่อนนอน แล้วค่อยปรับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องการแก้ไขสุขภาพ ต้องการแก้ไขเรื่องของพฤติกรรมของเรา เราไม่ต้องการแก้ตัวเลข”

การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน นายแพทย์ธนีย์ เชื่อมโยงกับประสบการณ์การทำงานด้าน Critical Care ใน ICU ว่า คนไข้หนึ่งคนอาจมีปัญหา 20–40 อย่าง และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ตัวเลขทุกตัวดีขึ้นภายในวันเดียว สิ่งที่ต้องทำคือจัดลำดับความสำคัญ เช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพของตัวเอง เมื่อเห็นข้อมูลจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องพยายามแก้ทุกค่า แต่ควรเลือกว่าสิ่งใดสำคัญ หาเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้น แล้ววางแผนปรับพฤติกรรมเพื่อให้แนวโน้มดีขึ้น

บางคนอาจเลือกปรับสามพฤติกรรม ขณะที่บางคนเริ่มจากเพียงเรื่องเดียว เช่น ต้องการนอนเร็วขึ้น ก็ต้องมองกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะหากเวลารับประทานอาหาร อาบน้ำ และกิจกรรมก่อนนอนยังเหมือนเดิม การเปลี่ยนเฉพาะเวลาที่ต้องการเข้านอนอาจไม่เพียงพอ

ก่อนเปิดดูข้อมูล ลองถามตัวเองก่อน

ร่างกายเก็บและตอบสนองต่อข้อมูลของตัวเองมาตลอดก่อนที่จะมี Wearable Device สิ่งที่มนุษย์ต้องกลับมาเรียนรู้จึงเป็นการรับรู้ว่าร่างกายกำลังบอกอะไร ไม่ใช่รอให้เครื่องมือเป็นผู้บอกทุกอย่าง

นายแพทย์ธนีย์ เสนอวิธีง่าย ๆ ว่า เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อย่าเพิ่งเปิดดู Sleep Score หรือข้อมูลสุขภาพ แต่ลองถามตัวเองก่อนว่ารู้สึกอย่างไร สดชื่น ง่วง หนักหัว หิว หรือมีความรู้สึกอะไรอยู่ จากนั้นจึงค่อยเปิดดูข้อมูลจากอุปกรณ์ และพิจารณาว่าสิ่งที่เครื่องบอกตรงกับความรู้สึกของตัวเองหรือไม่ หากไม่ตรงกันจึงค่อยหาว่ามีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง

แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรใช้ Wearable Device เพราะการมีข้อมูลเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ข้อมูลต้องกลับมาอยู่ในบทบาทของเครื่องมือสำหรับวางแผนดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับตัดสินคุณค่าของตัวเอง และเมื่อข้อมูลจากอุปกรณ์ไม่ตรงกับผลการตรวจหรือคำอธิบายของแพทย์ ก็ควรสอบถามแพทย์ให้ชัดเจน เพราะเครื่องมือทางการแพทย์มีความแม่นยำกว่า Wearable Device ที่ใช้ทั่วไป

Future Wellness Crisis เมื่อเราเชื่อเครื่องมากกว่าตัวเอง

สิ่งที่นายแพทย์ธนีย์ กังวลต่อจาก Modern Wellness Crisis คือ Future Wellness Crisis หากวันนี้ปัญหาคือเรามีข้อมูลมากแต่ตีความไม่เป็น อนาคตปัญหาอาจขยับไปถึงการเชื่อทุกอย่างที่อุปกรณ์บอก จนเสียงจากเครื่องมือดังยิ่งกว่าความรู้สึกของร่างกายตัวเอง

หากวันหนึ่งอุปกรณ์บอกว่าเราหิว ทั้งที่ตัวเองไม่รู้สึกหิว เราอาจเลือกกินเพราะเชื่อเครื่อง หรือหากเครื่องบอกว่าเรากำลังมีความสุข ทั้งที่ภายในรู้สึกเศร้าหรือกังวล เราอาจเริ่มยอมรับคำตอบจากเทคโนโลยีแทนความรู้สึกของตัวเอง

ข้อจำกัดสำคัญคือเครื่องมือไม่สามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดที่ร่างกายรับรู้อยู่ได้ มันไม่รู้ว่าวันนี้เรากำลังมีปัญหาในชีวิต เครียดเรื่องสอบ หรือกำลังเผชิญเรื่องที่สร้างความกังวล ทั้งที่ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายและข้อมูลที่วัดออกมา

“ฟังเสียงตัวเองบ้าง ร่างกายของเรามันบอกอะไรเราอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราแค่ต้องฟังมัน”

Modern Wellness Crisis จึงไม่ใช่ปัญหาของการมีเทคโนโลยีมากเกินไป แต่เป็นปัญหาของการใช้ข้อมูลโดยไม่เข้าใจความหมาย ข้อมูลสุขภาพมีประโยชน์เมื่อช่วยให้เราเห็นแนวโน้ม จัดลำดับสิ่งที่ต้องดูแล และปรับพฤติกรรมในระยะยาว แต่ไม่ควรถูกใช้เพื่อตัดสินตัวเองจากตัวเลขในแต่ละวัน

เพราะสุดท้าย เป้าหมายของการดูแลสุขภาพไม่ใช่การทำให้ทุกคะแนนสมบูรณ์แบบ แต่คือการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลตัวเอง พร้อมกับยังรู้ว่าร่างกายกำลังบอกอะไรเราอยู่

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

HMA 2026 ครบรอบ 25 ปี ชู AI ยกระดับสาธารณสุข แต่หัวใจยังอยู่ที่ ‘คน’

อว. ผนึก สธ. ใช้ HPC–AI ดัน Medical AI สู่ระบบสุขภาพไทย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar