สัตว์เลี้ยงกลุ่มสูงวัยในปัจจุบัน มีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนถึง 4 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า กลุ่มโรคความเสื่อมพบมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งโรคไต มะเร็ง หัวใจ ข้อเสื่อม ต้อกระจก และเบาหวาน คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่การทำให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนขึ้น แต่คือการทำให้อายุที่ยืนขึ้นนั้นมาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย
ประเด็นนี้เป็นแกนหลักของงานเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 27 หัวข้อ “Pet Longevity: สัตว์เลี้ยงก็มีหัวใจ เมื่อการดูแลสุขภาพก้าวจากการรักษาเมื่อป่วย สู่การดูแลที่ออกแบบเพื่อสัตว์แต่ละตัว” ซึ่งมีวิทยากรร่วมพูดคุย 4 ท่าน จากฝั่งงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ สัตวแพทย์ และเจ้าของสัตว์เลี้ยง ร่วมกันฉายภาพทิศทางการดูแลสัตว์เลี้ยงยุคใหม่
สัตว์เลี้ยงซ่อนอาการเก่ง จุดเริ่มต้นของการตรวจก่อนป่วย
สพ.ญ.นวพร ชวนปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เปิดประเด็นด้วยข้อสังเกตที่สัตวแพทย์เจอบ่อยในห้องตรวจ นั่นคือ สัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมซ่อนอาการป่วยได้ดี หากรอให้แสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเจน มักหมายความว่าโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงไปแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองและผ่อนหนักให้เป็นเบา
ในแง่ความถี่ของการตรวจ สพ.ญ.นวพรอธิบายว่า สุนัขในขวบปีแรกมีอายุเทียบเท่ามนุษย์ประมาณ 15 ปี และหลังจากนั้นแต่ละปีจะเทียบเท่าประมาณ 7 ปีมนุษย์ สุนัขทั่วไปในช่วงอายุ 0-5 ปี ควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนสุนัขสูงวัยตั้งแต่ 6-7 ปีขึ้นไป หรือมีโรคประจำตัว ควรตรวจทุก 3-6 เดือน
นอกจากอายุแล้ว สายพันธุ์ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา ยกตัวอย่างสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนมักพบปัญหาสะบ้าหัวเข่าหลุด โรคเหงือก ภาวะผิวหนังดำ และโรคหัวใจ ขณะที่สุนัขพันธุ์ชิบะมักพบโรคลมชัก รวมถึงปัญหากระดูกและข้อ
“Personalized Care คือการนำข้อมูลเฉพาะตัว ทั้งอายุ สายพันธุ์ ดีเอ็นเอและยีน ค่าเลือด โภชนาการ และประวัติสุขภาพ มาออกแบบแผนการดูแลให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว โดย Pet Longevity วัดผลได้จากคุณภาพชีวิตที่สัตว์เลี้ยงยังกินได้ เดินได้ และมีความสุข” สพ.ญ.นวพรกล่าว
จากการดูแลแบบเดียวกันทุกตัว สู่การออกแบบเฉพาะราย
หลักการดูแลเฉพาะตัวที่สพ.ญ.นวพรพูดถึงนี้ ตรงกับสิ่งที่ รศ.ดร.ปริญญา น้อยสา อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และผู้ร่วมก่อตั้งเพ็ทจีนเอ็กซ์ อธิบายในเชิงวิชาการว่า เป็นแนวคิด Personalized Veterinary Medicine
รศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า หัวใจของการดูแลสัตว์เลี้ยงให้อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ คือการวางแผนตามสุขภาพและความเสี่ยงเฉพาะตัว โดยเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน การตรวจติดตาม ไปจนถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม ในกรอบแนวคิดดังกล่าว สเต็มเซลล์ถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือของเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น การดูแลสุนัขที่มีภาวะข้อเสื่อม ช่วยเรื่องการเคลื่อนไหว ซ่อมแซมเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบเรื้อรัง รวมถึงใช้ในโรคไตเรื้อรังในแมวและโรคระบบประสาทหรือไขสันหลัง
รศ.ดร.ปริญญาอธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้สเต็มเซลล์แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ Autologous ซึ่งเป็นการเก็บเซลล์ของสัตว์เลี้ยงเองไว้ใช้รักษาตัวเอง และ Allogeneic ซึ่งเป็นการใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่เป็นสปีชีส์เดียวกัน สำหรับกรณีฉุกเฉินฉับพลันที่ไม่สามารถเพาะเลี้ยงเซลล์ของตัวเองได้ทัน เนื่องจากขั้นตอนเพาะเลี้ยงตามปกติใช้เวลาประมาณ 30 วัน นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการยังคัดแยกสเต็มเซลล์จากเลือดกระต่ายและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่นได้ด้วย ซึ่งเปิดทางให้แนวทางนี้ขยายไปสู่สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นนอกเหนือจากสุนัขและแมวในอนาคต
เก็บก่อนป่วย ต่างจากรักษาเมื่อป่วยอย่างไร
เมื่อพูดถึงการนำสเต็มเซลล์มาใช้จริง ดร.พงศกร กันหอม นักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และผู้ร่วมก่อตั้งเพ็ทจีนเอ็กซ์ แยกความแตกต่างระหว่างการเก็บและการรักษาไว้อย่างชัดเจน Stem Cell Banking คือการเก็บทรัพยากรทางชีวภาพไว้ตั้งแต่วันที่สัตว์เลี้ยงยังแข็งแรง เพื่อเตรียมเป็นทางเลือกในอนาคต เนื่องจากคุณภาพและจำนวนเซลล์มีแนวโน้มลดลงตามอายุ ส่วน Stem Cell Therapy คือขั้นตอนการนำเซลล์ไปใช้ในการรักษาจริง ทั้งนี้ การเก็บเลือดเพียงครั้งเดียวในปริมาณประมาณ 2-5 มิลลิลิตร สามารถนำไปเพาะเลี้ยงใช้รักษาได้มากกว่า 10 ครั้ง หรือเกือบตลอดช่วงชีวิตของสัตว์เลี้ยง
ดร.พงศกรกล่าวว่า การทำให้สัตว์เลี้ยงอยู่ได้นานไม่ได้หมายถึงเพียงมีชีวิตอยู่นาน แต่ต้องมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขควบคู่กันไป
อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกพูดถึงคู่ขนานกับสเต็มเซลล์ คือ เอ็กโซโซม ซึ่งดร.พงศกรอธิบายว่า เป็นสารสื่อสารระหว่างเซลล์ที่ช่วยลดการอักเสบ สมานแผล และฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ปัจจุบันมีการนำมาใช้รักษาแผลที่กระจกตาในแมว และโรคเหงือกอักเสบในแมวโดยไม่ต้องถอนฟัน จุดต่างสำคัญระหว่างเอ็กโซโซมกับสเต็มเซลล์อยู่ที่ระยะเวลาการออกฤทธิ์ เอ็กโซโซมออกฤทธิ์ได้รวดเร็วแต่มีค่าครึ่งชีวิตสั้นเพียงประมาณ 6-12 ชั่วโมง
ขณะที่สเต็มเซลล์จะคงอยู่ในร่างกาย และออกฤทธิ์ฟื้นฟูได้ยาวนานกว่าประมาณ 3-6 เดือน รศ.ดร.ปริญญาเสริมมุมมองด้านเอ็กโซโซมว่า เป็นทางเลือกที่ออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว เพราะเป็นโปรตีนที่พร้อมทำงานทันที เหมาะกับเคสเร่งด่วนหรือสัตว์เลี้ยงที่เจาะเลือดยาก ด้านดร.พงศกรระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาฐานข้อมูลสเต็มเซลล์จากสายสะดือ เพื่อใช้เป็นแหล่งบริจาคในระบบ Allogeneic ต่อไป
จากมุมมองนักวิจัย สู่การตัดสินใจของเจ้าของสัตว์เลี้ยง

จากมุมมองด้านวิชาการและการแพทย์ เมื่อย้อนกลับมาที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงจริง พิมพ์ประไพ น้อยรอด เจ้าของเพจ Tama.theshiba เล่าถึงจุดเปลี่ยนในการตัดสินใจฝากเก็บสเต็มเซลล์ว่า เริ่มขึ้นเมื่อน้องทามะเข้าสู่วัยกลางคนที่อายุ 6 ขวบ ทำให้เกิดความกังวลถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน เมื่อศึกษาข้อมูลจึงพบว่า ขั้นตอนการฝากเก็บทำได้ไม่ยุ่งยาก เพียงเจาะเลือดโดยที่สัตว์เลี้ยงไม่เจ็บ จึงตัดสินใจฝากเก็บให้สุนัขทั้ง 3 ตัวที่บ้าน เพื่อเตรียมเป็นทางเลือกเสริมไว้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้ป่วยก่อน ในชีวิตประจำวัน พิมพ์ประไพให้ความสำคัญกับอาหารคุณภาพดี การป้องกันเห็บหมัด การตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีน และการพาสัตว์เลี้ยงออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็น
“อย่ารอให้สัตว์เลี้ยงป่วยแล้วค่อยคิดเรื่องสุขภาพ เพราะวันที่เขายังแข็งแรงคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มวางแผน” พิมพ์ประไพกล่าว
พิมพ์ประไพกล่าวว่า Pet Longevity ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขอายุเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่สัตว์เลี้ยงยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ยังมีกิจกรรม เดิน เล่น และใช้ชีวิตได้ตามวัยของตัวเอง เมื่อเทคโนโลยีอย่างสเต็มเซลล์และเอ็กโซโซมเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแล คำถามที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงแต่ละคนอาจต้องกลับไปทบทวน คือวันนี้ได้เริ่มวางแผนสุขภาพให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองแล้วหรือยัง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
รพ.วิมุต ชี้โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ จับ 5 สัญญาณเสี่ยงก่อนมีอาการ
สุวิตา Tellscore ชี้ AI เปลี่ยน Creator Economy จาก Followers สู่ Trust–Data Signals
TICTA 2026 เปิดผล 395 ผลงาน ชู AI ต่อยอดเทคโนโลยีไทยสู่เวที APICTA



