OpenAI และ Fellow Intelligence บริษัทในกลุ่ม ติ๊งกิ๊ง แมชชีนส์ ดาต้า ไซน์ ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจทั่วประเทศไทยในการประยุกต์และปรับใช้เทคโนโลยี AI ในระดับองค์กร
ความร่วมมือนี้ประกาศเกิดในงาน Techsauce Global Summit 2026 โดยเป็นการประสานศักยภาพ AI ระดับแถวหน้า (Frontier AI) ของ OpenAI เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจในไทยของ Fellow Intelligence เพื่อสนับสนุนให้องค์กรไทยก้าวจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การนำมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานหลักอย่างเป็นรูปธรรม
Fellow Intelligence วางตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทาง (Boutique Consulting Partner) รายแรกของ OpenAI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยให้บริการสัญญาอนุญาตสิทธิ์ (Licensing) ChatGPT Enterprise และ Education ควบคู่กับการประเมินศักยภาพองค์กร เวิร์กช็อป การแข่งขันแฮกกาธอน และโปรแกรมบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ร่วมกับบริษัทแม่คือ Thinking Machines Data Science
ทั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทเผยว่าได้ยกระดับทักษะบุคลากรไปแล้วกว่า 10,000 คน และร่วมพัฒนาระบบผู้ช่วย AI อัจฉริยะ (Custom AI Assistants) กว่า 3,450 ตัว ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ อาทิ CPF, CPN, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), King Power, Sansiri และ UNDP
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การใช้งาน AI ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซิด ชาร์มา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ประจำภูมิภาคอาเซียน จาก OpenAI เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยติดอันดับ Top 20 ของโลกที่มีการใช้งาน ChatGPT และ Codex ต่อสัปดาห์สูงที่สุด โดยการใช้งาน Codex ในไทยพุ่งสูงขึ้น 350 เท่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประมาณ 30% ของข้อความที่ผู้ใช้ชาวไทยส่งหา ChatGPT เป็นข้อความที่เกี่ยวกับการทำงาน
“ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาด AI ที่มีความแอคทีฟที่สุดในภูมิภาค และภาคธุรกิจกำลังก้าวข้ามจากการทดลอง ไปสู่การนำ AI มาใช้งานจริงให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ซิด ชาร์มา กล่าว “Fellow Intelligence มีความเชี่ยวชาญในท้องถิ่นและมีประสบการณ์ในการนำพาองค์กรผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน ความร่วมมือนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงศักยภาพ AI ระดับแถวหน้าได้ง่ายขึ้น และเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้”
ข้อมูลจากรายงานล่าสุดของ OpenAI ระบุว่า “องค์กรผู้นำเทคโนโลยี” (Frontier Firms) สามารถสร้างผลผลิต (Output) ได้มากกว่าองค์กรที่ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ถึง 8 เท่า และช่องว่างด้านประสิทธิภาพนี้ขยายกว้างขึ้นเกือบ 3 เท่าในระยะเวลา 5 เดือน โดย Sharma เน้นย้ำว่า ตัววัดมูลค่าที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่การเลือกโมเดลหรือต้นทุนค่า Token แต่คือ “สติปัญญาที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงต่อต้นทุนที่จ่ายไป” (Useful Intelligence per Dollar) ซึ่งหมายถึงความถูกต้องในการทำงานให้สำเร็จและการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สะสมต่อเนื่องในระยะยาว
ด้าน คามิน ภัคดุรงค์ ซีอีโอ จาก Fellow Intelligence กล่าวว่า “สถิติที่ระบุว่าองค์กรผู้นำเทคโนโลยีสร้าง Output ได้สูงกว่าองค์กรทั่วไป 8 เท่า อาจดูเหมือนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะไล่ตามทัน แต่จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทในไทยพบว่า คนไทยมีความพร้อมและเข้าใจการทำงานร่วมกับ ChatGPT ในระดับพื้นฐานอยู่แล้ว สะท้อนจากตัวชี้วัดที่พบว่า 30% ของการใช้งานเป็นเรื่องงาน และพนักงานหลายบริษัทจ่ายค่าบริการ ChatGPT ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่องว่างสำคัญจึงเป็นการเปลี่ยนจากการใช้งานระดับบุคคล ให้กลายเป็น AI Workflow ในระดับแผนกและองค์กร ซึ่ง ChatGPT Enterprise ร่วมกับการอบรมที่ตรงจุด จะเป็นจุดเริ่มต้นให้บริษัทเติบโตสู่การเป็น Frontier Firm ซึ่งเป็นพันธกิจของ Fellow Intelligence ในการร่วมมือกับ OpenAI เพื่อผลักดันจำนวน Frontier Firm ในไทยให้เติบโตขึ้น”
ความร่วมมือนี้ช่วยให้องค์กรในไทยเริ่มต้นใช้งานได้ราบรื่นขึ้น ผ่านการออกใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินบาท การสนับสนุนการติดตั้งใช้งานในประเทศจากทีมงานเฉพาะทาง รวมถึงการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น ขณะเดียวกัน OpenAI วางแนวทางความเคลื่อนไหวนี้เป็นการสร้างความมุ่งมั่นระยะยาวต่อตลาดไทย โดย Sharma กล่าวเสริมว่า OpenAI ต้องการสร้างสรรค์เทคโนโลยีร่วมกับประเทศไทย ภายในประเทศไทย และร่วมกับนักพัฒนาตลอดจนระบบนิเวศเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Salesforce จับมือ NVIDIA เปิดตัว Koa โมเดล AI ให้เหตุผล CRM รุ่นแรก
ทรู ผนึก มศว เปิดตัวแพลตฟอร์ม EdTech ติวฟรีหลักสูตรสาธิต มศว เสริมแกร่ง AI ครูทั่วประเทศ



