วันนี้สังคมเราอยู่กับระบบเงินผ่อนกันมานานมาก อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีมาร่วม 40-50 ปีทีเดียว
เมื่อตอนเป็นเด็ก จะเห็นคนขายสินค้าประเภทมุ้ง เร่ขายในตลาด โดยเป็นระบบเงินผ่อน วันละสิบกว่าบาท พวกพ่อค้า (ซึ่งมักจะเป็นชาวอินเดีย) เดินขายสินค้าไปก็เก็บเงินค่ามุ้งกันไป เสียงด่าทอเวลาเงินไม่พอ ทำให้ต้องผัดผ่อนออกไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวตลาดที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก
โตขึ้นมาอีกหน่อย ก็เจอพวกขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชื่อ “ซิงเกอร์” ที่มีสินค้าให้ครบในระบบเงินผ่อน พฤติกรรมที่เคยชินที่อยู่คู่กับคนไทย มาสู่ “เพลงราชาเงินผ่อน” ของวงคาราบาว เมื่อปี 2527 ที่ทำให้รู้ว่า ความจนไม่ได้ทำให้เกิด (เงินผ่อน) แต่ความอยากก็สร้างให้เกิด (เหมือนกัน)
“เจียมเพราะจนเป็นคนอย่างข้า เกิดเป็นราชาเงินผ่อนเมืองไทย ทํางานทําเงินทําเกินเงินเดือน เศรษฐกิจคลาดเคลื่อนเงินเดือนไม่พอใช้”
เนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงความจำเป็น เพราะหาเงินได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ระบบการผ่อนจึงเข้ามาแก้ขัดในวันที่หาได้ไม่พอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสบายเพิ่มเข้ามาในชีวิต ความจนจึงไม่ใช่ข้อแก้ตัวอีกต่อไป
“ก็อยากจะใช้แต่สิ่งของจําเป็น ทีวีตู้เย็นจําเป็นต้องใช้
ความสุขเล็กน้อยนี่ว่าจะถอยวีดีโอ มาฉายดูหนังโป๊ที่กลาดเกลื่อนเมืองไทย
ให้ลืมทุกข์โศกลืมโลกวกวน ลืมหน้าคนบางคนที่ชอบเอาเปรียบอยู่รํ่าไป”
จึงเป็นเรื่องสิครับ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังเตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับ Buy Now Pay Later หรือ BNPL ว่าการออกหลักเกณฑ์ที่ว่า เป็นการคุม “สินเชื่อ” หรือคุม “พฤติกรรม” (ดังเพจวรภัค ธันยาวงษ์ ได้เขียนไว้เมื่อ 6 กันยายน 2569)
เพราะวรภัคมองว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจ BNPL เติบโตอย่างรวดเร็วคือ Technology + Data + E-commerce ทำให้การก่อหนี้ง่ายและเร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สอดรับกับจากฐานข้อมูลของ NCB (บริษัทข้อมูลแห่งชาติ จำกัด) สิ้นไตรมาส 1/2569 หนี้ครัวเรือนในระบบอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท กระจายอยู่ใน 98.7 ล้านบัญชี คิดหยาบ ๆ จากจำนวนคนที่อยู่ในระบบ เท่ากับว่าคน 1 คนมีหนี้ราว 4 บัญชี
เราไม่ได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ ประเภทรถหรือบ้าน แต่เราเป็นหนี้ก้อนเล็ก ๆ อย่างเช่น หนี้ที่เกี่ยวกับการกินการบริโภคหรือของใช้ไม้สอยที่มีมูลค่าเป็นพันเป็นหมื่น ไม่ได้เป็นแสนเป็นล้าน
เมื่อมาดูข้อมูลจากหอการค้าไทย ที่สำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนปี 2569 พบ 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ เฉลี่ย 794,945 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 7.3% และสูงสุดในรอบ 17 ปี คาดปลายปีหนี้ครัวเรือนทั้งระบบอาจพุ่งแตะ 16.5-16.6 ล้านล้าน
โดยประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปีนี้ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later หรือ BNPL อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน
ข้อมูลข้างต้นคงไม่ได้บอกแต่เพียงจำนวน แต่กำลังบ่งบอกถึงคุณภาพ เพราะการเป็นหนี้ที่ง่ายและรวดเร็ว มันขัดกับสิ่งที่ถูกสอนกันมานักต่อนักว่า หนี้คือภัยที่อันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ แต่พฤติกรรมในการใช้ชีวิตของคนไทยวันนี้สุ่มเสี่ยงหรือเกินที่จะสร้างหนี้
Technology + Data + E-commerce ทำให้คนไทยเป็นหนี้กันได้ง่ายและรวดเร็ว สมาร์ทโฟนเครื่องเดียว ก็สามารถก่อหนี้ได้รวดเร็วเสียเหลือเกิน
เหรียญมี 2 ด้าน เลือกหัว ก็จะไม่ได้ก้อย เลือกก้อยก็ต้องคว่ำหัว
ทางออกคือต้องมีทั้งการควบคุมสินเชื่อและต้องควบคุมพฤติกรรมไปพร้อม ๆ กัน เหรียญ 2 ด้านที่ไม่ใช่หัวหรือก้อย แต่ต้องสมดุลคือออกกลางครับ
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
หนี้เด็ก…กับดักของเด็กสร้างตัว



