จากสิ่งเล็กที่สะดวกสบาย อาจกลายเป็นหนี้ก้อนโต จนผู้ใหญ่ต้องสงสัญญาณเตือน มีเงินไว้แก้ปัญหาดีกว่าให้เงินสร้างปัญหา
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประสบการณ์ในอดีตไม่แน่ว่าจะกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง อย่างเรื่องกินเรื่องเที่ยวไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ยังเป็นรายจ่ายที่หมดเปลืองได้ง่ายสามารถตัดสินใจได้เร็ว อาจจะเป็นเพราะจำนวนเงินไม่มากนัก เราจึงมีรายจ่ายในหมวดนี้ได้เร็ว บวกกับอารมณ์ของเด็กรุ่นใหม่ที่คิดเร็วทำเร็ว เมื่อมีของใหม่ ๆ มากระตุ้น การตัดสินใจในการใช้เงินจึงทำได้ง่าย เราจึงได้เห็นข่าว ของกินเล่นอย่างไอศครีมเจลาโต้ มีราคาตั้งแต่ถ้วยละ 159 บาท ไปจนถึง 559 บาท ขณะที่อีกเสียงหนึ่งบอกว่าราคาไอศครีมไผ่ทองถ้วยละ 15-20 บาทเท่านั้น แน่นอน หากเราเป็นวัยรุ่น ไผ่เขียวก็คงไม่น่าสนใจเท่าไร แต่หากเป็นวัยรุ่นเจลาโต้ที่บริโภคของกินเล่นสักเกือบ 600 บาทนี่เท่ห์ไม่หยอก
ของกินเล่นวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสุขทางปากเท่านั้น แต่เป็นความสุขที่ได้สัมผัสความรัก ความอิจฉา การยอมรับ ที่มาจากการสัมผัสทั้ง 5 ที่ทางภาษาพุทธเราเรียกว่าอายตนะ นำไปสู่ความสุขทางใจ ซึ่งไม่ได้อิ่มกายเท่านั้น แต่กลายเป็นสุขใจที่ได้เสพ ซึ่งความสุขแบบนี้ลำพังแค่ไอศครีมถ้วยละ15-20 บาท ได้ไม่ครบ ต้องเป็นวัยรุ่นเจลาโต้ถ้วยละหลายร้อยที่ให้ครบ
และนี่แหละที่ทำให้คนรุ่นใหม่ หมดเรื่องกินเรื่องเที่ยวมากกว่าเรื่องอื่น ๆ เมื่อมาพบกับผลิตภัณฑ์การเงินสมัยใหม่ ทำให้โอกาสใช้จ่ายได้มากกว่าแบบเดิม โดยเฉพาะกับสิ่งที่เรียกว่า บริการ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” หรือที่เรียกว่า BUY NOW PAY LATER (BNPL) เพราะเป็นสินเชื่อที่ขอใช้ง่ายกว่าบัตรเครดิต ถูกจริตกับคนรุ่นใหม่ ที่เติบโตมากับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เรียนรู้ได้เร็ว ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ง่าย แต่มีโอกาสเป็นหนี้ได้รวดเร็วและรุนแรง
BNPL เป็นบริการทางการเงินที่สามารถผ่อนชำระได้ เติบโตอย่างรวดเร็วและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 17-20 ปี ประเด็นนี้เป็นสัญญาณที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ให้ความสำคัญ เพราะการก่อหนี้ตั้งแต่อายุน้อยอาจทำให้คนรุ่นใหม่เข้าวงจรหนี้เร็วขึ้น ทั้งที่อยู่ช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน และยังไม่มีรายได้มั่นคงเพียงพอสำหรับรองรับภาระการเงินระยะยาว
รวมทั้งหากก่อหนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วัยเรียนหรือวัยเริ่มทำงานอาจทำให้มีภาระหนี้ติดตัวตั้งแต่อายุน้อย และส่งผลต่อความสามารถบริหารจัดการ การเงินในอนาคต
ดังนั้น มุมมอง ธปท.ต่อ BNPL ไม่เป็นเพียงการควบคุมผลิตภัณฑ์การเงินประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการป้องกันหนี้ครัวเรือนตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจรหนี้เร็วเกินไป
ความหนักใจของธปท.ต่อธุรกิจนี้ อยู่ที่การออกกฎควบคุมดูแล เนื่องจากมีความซับซ้อนมากกว่าการกำกับสินเชื่อทั่วไป เพราะเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจดิจิทัล ซึ่งหลายรายเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ และมีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ ผู้ให้บริการสินเชื่อไม่อยู่ในรูปแบบธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ ธปท.กำกับได้โดยตรงทั้งหมด
แนวทางที่กำลังพิจารณาจึงเป็นการใช้กลไกผ่าน “บริษัทลูก” ที่ตั้ง และจดทะเบียนในไทย ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการสินเชื่อหรือสนับสนุนบริการ การเงินแก่แพลตฟอร์ม
โดยจะเปิดช่องให้ ธปท.กำหนดเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ให้บริการสินเชื่อได้มากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญให้ผู้ให้บริการ BNPL ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบมาตรฐานเหมาะสม และไม่สร้างภาระการเงินที่เกินความสามารถผู้บริโภค
นอกจากนี้ประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย และการให้บริการเบิกเงินสด ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ธปท.ต้องการเข้ามากำหนดดูแล แม้สินเชื่อดิจิทัลมีกรอบอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 25% แต่รูปแบบการคิดต้นทุน BNPL อาจมีรายละเอียดต่างออกไป และอาจมีค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์รูปแบบอื่นที่ทำให้ต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องแบกรับสูงขึ้น
“ยกตัวอย่างสินค้าที่ราคาปกติ 110 บาท หากเลือกผ่อนชำระ 3 เดือน อาจต้องจ่ายเดือนละ 40 บาท รวมเป็น 120 บาท เท่ากับผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 10 บาทจากราคาสินค้าเดิม”
ดังนั้น หากเป็นเงินส่วนที่คิดเพิ่มเติมที่มีลักษณะเป็นต้นทุนการเงินหรือไม่ และหากเป็นต้นทุนทางการเงินควรอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์กำกับดูแลที่เหมาะสมหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่อง “ดอกเบี้ยแฝง” หรือการออกแบบโครงสร้างค่าธรรมเนียม และราคาสินค้าให้ทำให้ต้นทุนจริงของผู้บริโภคสูงกว่าที่เห็น
ซึ่งแนวทางควบคุมนอกจากจำกัดอายุคนใช้บริการแล้ว การห้ามถอนเงินสดจากวงเงินก็เป็นเรื่องที่ธปท.เล็งออกมากำกับดูแล ซึ่งกระทำผ่านบริษัทลูกที่ประกอบกิจการในประเทศ
การออกมา “กระตุก” ส่งสัญญาณเตือนจากแบงก์ชาติจึงเป็นเรื่องน่าสนใจและติดตามอยู่ไม่น้อย
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘เสียงก้องในหู’ จากโซเชียล ดันคนไทยติดหนี้ง่ายกว่าที่คิด
นม-เหล้า-น้ำ: แบบจำลองการเรียนรู้



