Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘เสียงก้องในหู’ จากโซเชียล ดันคนไทยติดหนี้ง่ายกว่าที่คิด

'เสียงก้องในหู' จากโซเชียล ดันคนไทยติดหนี้ง่ายกว่าที่คิด

ถามคุณ ๆ หน่อย ช่วงนี้เป็นอาการอย่างผมไหม หลังจากเป็นคนติดตามข่าวสารความเห็นผ่านสื่อสังคมนาน ๆ จะเกิดอาการที่ผมเรียกว่าเป็น “เสียงก้องในหู”

เราจะเกิดความรู้สึกหรือเชื่อตามสิ่งที่เราได้ยินหรือได้เห็นซ้ำ ๆ

ในยุคอดีต เมื่อเราได้ยินหรือได้ดูหนังโฆษณาสินค้า ได้เห็นนางแบบนายแบบมาโฆษณาซ้ำ ๆ เราก็มักจะคล้อยตาม ซื้อสินค้านั้น ๆ หรือแม้แต่เราฟังใครที่ให้ความเห็นทางการเมืองแล้ว ชอบอกชอบใจ กลายเป็นผู้ติดตาม

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง ถึงจะซึมซับได้ลึกซึ้ง

แต่วันนี้..เสียงก้องในหูทำงานได้รวดเร็วมาก ชั่วเวลาเพียงแปรบเดียวก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Viral ได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น สามารถส่งข้อความไปได้ในวงกว้าง ข้อสำคัญสะท้อนความคิดเห็นได้อย่างทันทีทันใด จนอาจคิดไปว่า สมองหรือนิ้วอันไหนทำงานได้ไวกว่ากัน

ในวันนี้ เสียงก้องในหู ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตผู้คน อยู่ในทุกวงจรของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การเมืองสังคม หรือแม้แต่กีฬาบันเทิง แม้แต่ในเรื่องของ personal finance

สิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก คือเมื่อเวลาเห็นภาพหรือได้ยินความสำเร็จของผู้คน รู้สึกอย่างไร

และเมื่อเห็นหรือได้ยินซ้ำ ๆ กัน จะเกิดอย่างไร จะอาจจะรู้สึกหมั่นไส้ อิจฉา ชื่นชม ศรัทธา

พฤติกรรมที่น่ากังวลเวลานี้ ก็คือปรากฎการณ์ที่สร้างนิสัยเสียมาก ๆ คือ พฤติกรรม Buy now Pay later (BNPL) หรือที่เรียกว่าซื้อก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลัง

ซึ่งวันนี้ความน่ากังวลชวนสร้างนิสัยเสีย ได้เหมือนกับยาเสพติดที่ระบาดไปทั่วประเทศ ด้วยฝีมือของของการใช้ประโยชน์ของสื่อสังคม ที่ให้บริการสินเชื่อระยะสั้น ที่ซื้อสินค้ามาก่อนแล้วค่อยทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ โดยมักจะบอกว่าไม่มีดอกเบี้ยหากชำระครบตามกำหนด ด้วยวิธีการที่ง่ายโดยการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน ที่ง่ายและรวดเร็วกว่าใช้บัตรเครดิต

ความน่ากังวล คือการที่คนไทยมักจะเสพติดอะไรที่ง่ายและรวดเร็ว พฤติกรรม BNPL เป็นอะไรที่เสพติดได้ง่ายรวดเร็ว โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสมาร์ทโฟน เพราะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (แต่เปลี่ยนรุ่นเปลี่ยนแบบได้เร็ว) และบางทีก็ลามปามไปถึงขั้นกดเงินสด เพราะสะดวกรวดเร็ว

พฤติกรรมได้สร้างนิสัยเสียให้กับคนกลุ่มหนึ่งเป็นอย่างมาก เพราะไม่กี่คนหรอกที่ทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ (ที่อ้างว่าจะไม่มีดอกเบี้ย) แต่มักจะชำระได้ไม่ครบไม่เต็มจำนวน ทำให้ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ย เบาะ ๆ ก็ 25% หนี้สินและหนี้เสียก็ระเบิดเลยสิครับ โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาววัยทำงานไม่ว่าจะอยู่ในบริษัทหรือโรงงาน จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาควบคุมที่ตัวสินเชื่อ ไม่ให้ใช้แอปพลิเคชัน เพื่อไม่ให้ก่อหนี้เกินตัว โดยมาตรการสำคัญ ได้แก่การคุมเพดานอัตราพอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และอาจจะต้องตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อประเมินรายได้และความสามารถในการผ่อนชำระ เพราะสิ่งที่เป็นห่วงคือจะเกิดพฤติกรรมขายเอง ปล่อยกู้เอง เก็บหนี้เอง

จะว่าไปเรื่องของเงิน…เป็นเรื่องแปลก ที่คนเราสนใจเรื่องเงินของคนอื่นมากกว่าสนใจเงินในกระเป๋าของตนเอง โดยเฉพาะใครก็ตามที่มีจำนวนมากกว่าเรา

เหมือนกับเรื่องของคนอื่น เราจะสนใจมากกว่าเรื่องของตัวเอง

สนใจอยากรู้เรื่องเงินอยากรู้เรื่องการใช้เงิน เวลาเราเห็นความมั่งมีของคนในสังคมออนไลน์ (ซึ่งไม่รู้ว่าของจริงทั้งหมดหรือเปล่า) แต่การเห็นซ้ำ ๆ จนเป็นเสียงก้องในหู

เวลาจะใช้เงิน ลองใช้ทฤษฎี 72 ชั่วโมงดู ความจริงใช้กับอารมณ์ของเราก็ที่ใช้ระบายในเฟสบุ๊คบ้างก็ดีนะ

แม้แต่แคมเปญ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐออกเงินให้ 60 แล้วให้จ่ายเพียง 40 จากมูลค่า โดยรัฐใจป้ำให้มารวม 4,000 เป็นเวลา 4 เดือน โดยกำหนดการใช้จ่ายที่รัฐออกให้ไม่เกินวันละ 200 บาท ด้วยเจตนาที่รัฐต้องการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาสุดขีด

การที่อยู่ดี ๆ มีคนมาช่วยสตางค์ให้เรา หรืออีกนัยหนึ่งทำให้เราใช้จ่ายใช้จ่ายได้มากขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็สี่เดือนนี้แหละ แต่…หากคิดในอีกมุมหนึ่ง

เงินที่ได้เพิ่มขึ้นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเป็นโอกาสที่จะสร้างเงินออม

อีกมุมหนึ่ง คือการมีโอกาสที่คุณจะใช้เพลิน จนลืมหรือเปล่า

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

นม-เหล้า-น้ำ: แบบจำลองการเรียนรู้

เราจะ reset (เอง) หรือ รอถูก reset

ผมทำ ‘เป้าหมาย’ หาย!!

×

Share

ผู้เขียน

น้าแมวน้ำ Avatar