สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเป็นผลจากเมื่อวาน หากไม่แก้ไขในวันนี้ จะส่งผลที่คิดไม่ถึงในวันพรุ่งนี้
ผมกำลังพูดถึงปัญหาหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บุคคลที่เรียกว่าหนี้ครัวเรือน หรือหนี้รัฐบาลที่เรียกว่าหนี้สาธารณะ ซึ่งประสบปัญหาเดียวกัน คือเป็นหนี้ที่ไม่รู้ว่าจะปลดเปลื้องกันเมื่อไร
ในความเป็นหนี้สาธารณะแม้จะมีข้ออ้างจากปัญหาพลังงาน ซึ่งลามไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีรายจ่ายที่มากกว่ารายได้ ภาษาที่เรามักจะได้ยินบ่อย ๆ คือ เรามีความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง จึงทำให้เรามีสินค้า/บริการที่ไปขายคนอื่นประเทศอื่นได้น้อยลง พูดง่าย ๆก็คือเรามีเสน่ห์น้อยลง สินค้าที่เรามีคนอื่นมีเหมือนกัน ถูกกว่าเราเสียด้วย ยังดีหน่อยที่เงินสำรองยังอยู่ในระดับที่สูง ความน่าเชื่อถือในตัวค่าเงินรวมถึงฐานะประเทศของเราก็ยังดูดี
แต่เมื่อหันมามองหนี้ครัวเรือนเรา กลับดูแย่กว่า เรามีหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนว่าความสามารถในการชำระหนี้ เราดูแย่ลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ความสามารถในการหารายได้ก็ดูลดลงเรื่อย ๆ จากปัญหาที่เรามีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ไม่ต้องพูดเงินออม เพราะหากหนี้สินสูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ จะไม่มีความสามารถในการออมได้เลย ซึ่งหากเราไม่มีเงินออม ก็ไม่ต้องพูดถึงเงินสำรองยามฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่งการสร้างเงินลงทุน เพื่อสร้าง Passive Income ที่จะทำให้เรามีอิสระภาพทางการเงิน
จากฐานข้อมูลของ NCB (บริษัทข้อมูลแห่งชาติ จำกัด)สิ้นไตรมาส 1/2569 หนี้ครัวเรือนในระบบอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท กระจายอยู่ใน 98.7 ล้านบัญชี คิดหยาบ ๆ จากจำนวนคนที่อยู่ในระบบ เท่ากับว่าคน 1 คนมีหนี้ราว 4 บัญชี
จุดที่น่าสนใจคือ จำนวนบัญชีพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากในไตรมาสของปี 1/2568 อยู่ที่ 85.88 ล้าน ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า การพุ่งขึ้นต่อเนื่องมาจากการเข้ามาของสมาชิกรายสำคัญคือ Shopee ที่เริ่มนำส่งข้อมูลเข้าระบบตั้งแต่ราวไตรมาส 2 ปีก่อน
ที่น่าสนใจคือแม้จำนวนบัญชีจะพุ่ง แต่มูลค่าหนี้กลับทรงตัวมาราว 2 ปี และไตรมาส 1 ปีนี้ยังหักหัวลงเล็กน้อยด้วยซ้ำ สะท้อนว่าหนี้ที่ก่อในระยะหลังเป็นหนี้ก้อนเล็กลง มูลค่าต่อบัญชีไม่ได้สูง
แสดงว่าการก่อหนี้ของคนไทยวันนี้เร็วขึ้นอาจเนื่องจากมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลากหลายขึ้น และที่น่าเป็นห่วงคือการเติบโตของหนี้ส่วนบุคคล ซึ่งตามข้อมูลบอกว่าโตแซงหน้าหนี้รถยนต์ไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่า หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุนหรือสะสมทรัพย์สินแต่อย่างใด เป็นหนี้ที่เกิดจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเภทที่ไม่มีขีดจำกัด
ความสะดวกสบาย การให้บริการที่รวดเร็ว เงื่อนไขในการสมัครไม่มาก ทำให้การเติบโตของสินเชื่อบุคคลประเภทที่เรียกว่า “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ( BNPL: Buy Now, Pay Later) เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคสามารถซื้อของได้ทันที แถมมีเวลาเพิ่มขึ้นในการชำระเงิน เมื่อดูจุดเด่นของ BNPL กลับพบว่ามีจุดเด่นที่เหนือกว่าบัตรเครดิตแบบเก่า ที่ไม่มีการเก็บดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมรายปี แถมค่าปรับก็ต่ำกว่าการใช้บัตรเครดิต การขออนุมัติใช้บริการ มีความสะดวก รวดเร็วกว่าการขออนุมัติเปิดบัตรเครดิต แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน ตั้งแต่การไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการชำระเงินหรือยกเลิกคำสั่งซื้อได้ ข้อสำคัญคือการชำระเงินล่าช้าไม่ตรงเวลา ประวัติการชำระเงินตะถูกรายงานไปยังเครดิตบูโร ซึ่งแน่นอนจะส่งผลเสียต่อประวัติเครดิตในอนาคต
จำได้ว่าครั้งหนึ่งท่านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย คนปัจจุบัน คือ วิทัย รัตนากรเคยพูดถึงการเสพติดของผู้คนสมัยนี้ว่า แม้แต่ข้าวมันไก่ หรือชามุกไข่มุก ก็ใช้บริการที่ว่านี้ ทั้งที่ค่าอาหารกับเครื่องดื่ม รวมกันแค่หลักร้อยต้น ๆ ก็เคยชินที่ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง จนทางการร่ำ ๆ ว่าจะมีกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมการเติบโตของสินเชื่อประพเภทนี้ที่สนับสนุนให้คนใช้จ่ายกันมากเกินไป
ก็นิสัยเสียกันแบบนี้จะมีเก็บมีเหลือกันได้สักเท่าไรกันเชียว เอวังสวัสดี
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
‘เสียงก้องในหู’ จากโซเชียล ดันคนไทยติดหนี้ง่ายกว่าที่คิด
นม-เหล้า-น้ำ: แบบจำลองการเรียนรู้
เราจะ reset (เอง) หรือ รอถูก reset



