ชีวิตดี ๆ ไม่มีอะไรง่าย ชีวิตง่าย ๆ ไม่มีอะไรดี (จากเพจ ไอแฮฟซีพียู)
วันนี้เรากำลังเผชิญกับปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Energy Lockdown ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงและยาวนานกว่า Covid Lockdown
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกและรมว.คลัง พูดว่าวิกฤติครั้งนี้หนักกว่าเหตุการณ์วิกฤติที่เคยเกิดขึ้น และหนักกว่าโควิด โดยมีสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่
- เป็นวิกฤติพลังงานที่เป็นวิกฤติระดับโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งได้ทำลายโครงสร้างพลังงานทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นการผผลิตหรือการขนส่ง
- การทำลายโครงสร้างพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือแก๊ส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้วิกฤตินี้ซ้ำเติมวิกฤติของแต่ละประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน
- ราคาพลังงานไม่ว่าจะเป็นแก๊สหรือน้ำมันจะไม่มีวันกลับไปที่ราคาเดิมอีกแล้ว ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงต้องใช้ไอเดียใหม่ วิธีใหม่
ซึ่งรมว.คลังได้มองว่าจะใช้ 4P อันได้แก่
- People เติมชีวิตให้กับคนตัวเล็ก ด้วยนโยบายพลัส ที่มองว่าจะใช้เงินกว่าแสนล้าน
- Production ส่งเสริมเอสเอ็มอีผ่านการเติมทุน ค้ำประกันสินเชื่อและผลิตของที่ตอบโจทย์ได้
- Portfolio เน้นการลงทุนที่มีรัฐร่วม ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว
- Partner & Platforms ใช้ AIเข้ากับคนและธุรกิจ
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้สำเร็จได้ภายในปีเดียว และไม่ได้หมายความว่าเมื่อครบอายุรัฐบาล 4 ปี จะสามารถทำได้ครบ สิ่งที่ต้องคิดอย่างมาก ๆ คือการวางแผนเพื่อให้ตัวเองและคนรอบตัว “อยู่รอด”
นั่นหมายความว่า การปรับตัวเพื่อการอยู่รอด จะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ แล้วเราพร้อมหรือยังที่จะ reset ตัวเองเพื่อความอยู่รอด
ในช่วงต้นปี มีงานเขียนหลายชิ้นที่บอกว่าเราควรจะทำตัวอย่างไร ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงสุดขั้วแบบนี้ งานเขียนหลายชิ้นบอกเราว่า หนึ่งต้องยึดงานเดิมที่มีอยู่ หรือหารายได้เพิ่มเป็น สองทางสามทางจากงานที่มีอยู่ เลี่ยงการเป็นการหนี้ พัฒนาทักษะ ต้องสร้างเงินสำรอง (ให้ได้) และสุดท้ายลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งหมดนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องไม่ก่อหนี้ให้บานปลายไปอีก ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการเรื่องหนี้ที่มีอยู่ให้มีการทยอยไม่ปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมู เพราะวันนี้ไม่ต้องพิสูจน์แล้วว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้วิ่งเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ หากถูกทิ้งไว้สถานการณ์จะทำให้คุณจนตรอกจนต้องอยู่ในสภาพหมดสิ้นหนทาง!!
แล้ววันนี้ มีใครเริ่มทำได้บ้าง หรือลอยละล่องไปกับการดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์โควิด ต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เรียกว่า Lockdown ทำให้โลกชะงักงัน
จากการประเมินสถานการณ์ทั้งหมด จะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรานั้น สาเหตุหลักเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ การตั้งรับจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องวางแผน (ซึ่งหลายคนยอกว่าตั้งรับวันนี้”ช้า”เกินไป) การเตรียมตัว วางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกปัจจัยภายนอกบังคับให้เราเปลี่ยน ซึ่งมักจะจบลงด้วยความโหดร้ายเสมอ
อันที่จริง..เราผ่านสุขทุกข์มาหลายครั้งหลายหน เราถูกทดสอบว่า “พร้อม” ได้แค่ไหน นับแต่เหตุการณ์โควิด หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ที่ยังไม่สิ้นสุด) หรือหากย้อนขึ้นไปอีก ก็มีทั้งซัพไพร์ม/ต้มยำกุ้ง จนมาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตะวันออกกลาง ไม่ใช่การสอบซ้อมแล้ว แต่เป็นการสอบไล่ที่ชี้ชะตาว่าเราจะผ่านหรือไม่ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็น Energy Lockdown ที่ว่ากันว่ารุนแรงและยาวนาน
จากผลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่น่ากลัวกว่าคำว่าเงินฝืด(deflation) หรือเงินเฟ้อ(inflation) เพราะเป็นภาวะที่ทับซ้อนของสองปัจจัย เป็นภาวะที่เรามีเงินเฟ้อสูงขึ้นมากในวันที่เศรษฐกิจตกต่ำ ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นในวันที่เราไม่มีปัญญาจะหาซื้อมาได้
แต่..อย่าตื่น(กลัว)จนไม่ทำอะไรเลย จนเป็นการนั่งรอความตาย เราเคยผ่านเหตุการณ์(เลวร้าย)มาหลายครั้ง เราผ่านการสอบซ่อมมาหลายหน แล้วเราก็จะผ่านไป
โลกอยู่ได้เพราะเราปรับตัวมากกว่าทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เตรียมตัวกับการเก็บคองอเข่ารับแรงกระแทกที่ว่ากันว่าหนักสุดในชีวิต
การตั้งสติในภาวะแบบนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ เริ่มด้วยการทำรายรับรายจ่าย(อย่างละเอียด) โดยแยกเป็นรายจ่ายจำเป็นกับรายจ่ายผันแปร ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นว่าในรายจ่ายจำเป็นที่ต้องจ่ายประจำแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นจำนวนเท่าไร ในระยะเวลาอย่างไร กับรายจ่ายผันแปร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่ายที่เราสามารถปรับลดได้
การกู้เพื่อดำรงชีวิต ขอให้เป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดจำ แม้ว่าวันนี้ จะมีสินเชื่อหลายรูปแบบเพื่อกู้ง่ายดอกต่ำ แต่หากเป็นการกู้เพื่อดำรงชีวิต ขอให้เป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดหากยังไม่ได้ลงมือควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะการบริโภคเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์นอกจากระงับความหิวโหย (เป็นความหิวโหยของกายหรือจิตกันแน่!!)
สำหรับคนที่พอจะมีเงินสำรองอยู่แล้ว (อย่างน้อยเท่ากับรายจ่ายของเรา 5-8 เดือน) ถือเป็นข่าวดี เก็บเงินไว้เถอะ อย่าคิดเรื่องการลงทุนอะไรที่ไม่รู้จริง
เงินในกระเป๋าเราอยู่กับเรา ดีกว่าไปอยู่ในกระเป๋าคนอื่นเพราะการรู้ไม่ทันของเรา
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
ฝ่าปี ‘หนัก’ ด้วย ‘สติ’ และ 5 กฎเหล็กหนี้



