Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ฝ่าปี ‘หนัก’ ด้วย ‘สติ’ และ 5 กฎเหล็กหนี้

2569 ปีที่ 'หนัก !'

ในช่วงอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี มีความรู้สึกว่า “ปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่หนักที่สุดอีกปีหนึ่ง” เมื่อมาเรียงลำดับดู เราผจญกับสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติกันมากมาย คงไม่ต้องมาบอกว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้าง บอกได้อย่างว่าอะไรที่ไม่เคยพบก็ได้พบ อะไรที่ไม่เคยสัมผัส ก็ได้ลองได้สัมผัส ไม่ว่าปรากฎการณ์ภัยทางธรรมชาติ ที่มากันครบทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานและล่าสุดก็ภาคใต้ นอกจากความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ในส่วนของภาครัฐก็ต้องจ่ายเงินชดเชย เงินบำรุงขวัญ หรือแม้แต่ล่าสุดที่เรามีปัญหาชายแดน ซึ่งวันนี้ดูเหมือนจะยังไม่จบ ไม่นับสถานการณ์โลก ที่ขัดแย้งเดิมก็ยังไม่จบ แถมผุดที่ใหม่ ๆ เพิ่มเติม

การตั้งรับและเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอน จึงเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่ควรศึกษาถึงเทรนด์ใหม่ ๆที่นำมาปรับใช้ให้ มีงานน่าสนใจของศูนย์รวมข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภคไทย (The 1 Insight) ที่ขออนุญาตนำมาเผยแพร่กับเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า Mindful Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ดังนี้

 The 1 Insight เผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย ในกลุ่มคนทุกช่วงวัย ให้ความสำคัญในเริ่อง พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคการบริโภคอย่างมีสติ หรือ  Mindful Consumption อย่างจริงจัง โดยไม่ให้ความสำคัญกับราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) และเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness–Driven Choices)

 “ความคุ้มค่า” เป็นนิยามใหม่ จากเดิมที่มองราคาหรือส่วนลด เป็นการมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตในตอนนี้ (โดยไม่ได้มองแค่ราคา) แต่มักจะตั้งคำถามว่า “สินค้า/บริการนี้ให้อะไรกับชีวิตฉัน ซี่งจากแนวคิดนี้จะมองนิยามของแต่ละช่วงวัยมีคุณค่าที่แตกต่างกัน อย่างเช่น

กลุ่ม Gen Y และ Z ให้ความสำคัญกับการค้นพบแบรนด์ใหม่ แบรนด์เฉพาะกลุ่ม และสินค้าที่สะท้อนตัวตน ซึ่งสะท้อนจากการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นของไทยและเกาหลีรุ่นใหม่

กลุ่มครอบครัวที่มีลูก มีรายจ่ายจากการเติบโตในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อการเรียนเสริมทักษะ และของเล่นเพื่อการเรียนรู้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงคือการลงทุนให้ลูก พร้อมถึงมองหา Family Solution คือการรวมหลากหลายหมวดสินค้าสำหรับทั้งพ่อ แม่ ลูก ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา แฟชั่น บิวตี้ ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกาย

กลุ่ม Gen X และ Baby Boomers ที่เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อนำไปสู่การมีอายุยืนยาว (Longevity) หมวดยอดนิยมที่มีการเติบโต ได้แก่ สปาเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส และวิตามินและอาหารเสริม

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคุณค่าที่ได้รับคือ สิ่งที่ได้เพิ่มจากการซื้อ” ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสะสม บริการพิเศษ หรือประสบการณ์เหนือระดับ โดยในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะคิดอย่างละเอียดและมีสติ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดอย่างแท้จริง โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชี้ชัดถึงความสำคัญของปัจจัยนี้ เช่น การสะสมคะแนนบัตรเครดิตเพื่อแลกใช้เป็นส่วนลดในการช้อปหรือไมล์สายการบิน การเลือกซื้อเครื่องดื่มที่ร้านประจำ เนื่องจากสามารถสะสมคะแนนและนำมาแลกเป็นสิทธิประโยชน์ได้ภายหลัง หรือการเป็นสมาชิกของ Loyalty Program ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่เหนือกว่าในทุกการซื้อ ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่าความคุ้มค่าแบบใหม่คือ ความคุ้มค่าจากประสบการณ์และสิทธิประโยชน์ด้วย ไม่ใช่แค่จากราคาเท่านั้น

ส่วนในมุมของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี Health & Wellness–Driven Choices ซึ่งพบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้กลายเป็นเหตุผลหลักอีกด้านของการใช้จ่ายยุค Mindful Consumption ผู้บริโภคทุกวัยกำลังให้น้ำหนักกับ “สุขภาพดี” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อใด ๆ เห็นได้จากยอดซื้อสินค้า healthy food & beverages ที่เติบโต 2 เท่า, หมวดวิตามินและอาหารเสริมมีการเติบโตสูงกว่า 5 เท่า ส่วนหมวด activewear และสินค้าเพื่อการออกกำลังกาย สินค้าขายดีโดดเด่น 3 อันดับ ได้แก่ รองเท้าวิ่ง ชุดออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ส่วนหมวดความงามและะสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 อันดับยอดนิยม ได้แก่ Skincare, Beauty Spa และ Fitness  นอกจากนี้ การซื้อประกันสุขภาพยังเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าอีกด้วย

เมื่อพิจารณาทั้งสองแรงขับร่วมกันจะพบว่า Mindful Consumption ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สั้น ๆ แต่เป็น การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง แนวโน้มต่อจากนี้ คนไทยเลือกใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ให้ “คุณค่าที่แท้จริงต่อชีวิต” ซึ่งต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม พร้อมเพิ่มความสำคัญให้ “สุขภาพและสวัสดิภาพของตนเองและคนที่รัก” มากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และกำลังจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนด loyalty และแรงขับของการใช้จ่ายในยุคถัดไป

เรื่องของคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าความหรูหราหรือราคาของสินค้า/บริการ มีอีกแนวคิดที่เน้นคุณค่าแต่ไปเน้นเรื่องการใช้จ่าย ซึ่งเราเคยพูดถึงแนวคิดนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราเคยนำกระแส NO BUY 2025 มาพูดถึง เมื่อถูกท้าทายว่าในเวลา 1 เดือน จะไม่ซื้อ/ไม่สะสม ในสิ่งที่เรียกว่าไม่จำเป็นหรือไม่สำคัญต่อการใช้ชีวิต ซึ่งกระแส NO BUY 2025  มาจากแนวคิดเรื่อง LAGOM ที่มาจากสวีเดนที่บอกว่า                                                                                                                                                 

“ไม่ต้องมาก ไม่ต้องน้อย แค่พอดีก็พอ”

ในโลกที่เราถูกเร่งเร้าให้ต้อง “มากกว่านี้” ตลอดเวลา — มีมากขึ้น ทำมากขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น — หลายคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า หลงทาง และไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว “พอดี” ของชีวิตมันอยู่ตรงไหน

แต่ที่สวีเดนมีคำหนึ่งที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน คำที่อาจฟังดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก

Lagom แปลตรง ๆ ได้ว่า “ไม่มากไป ไม่น้อยไป” หรือ “พอดีๆ” ไม่สุดโต่ง ไม่ละเลย — แค่พอดีสำหรับความสุขและความพอใจในชีวิต

การเตรียมความพร้อมสำหรับปีม้า ไม่ว่าจะเป็นม้าทองหริอม้าไฟ การจัดการเรื่องหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ”ก่อหนี้” มีหลักคิดเรื่องนี้ไว้อย่างไร เพื่อนผม Mr.Banker ได้สรุปให้ฟังดังนี้

  1. อย่าก่อหนี้ทุกประเภทที่บอกว่า..กู้เพื่อเอนกประสงค์ เพราะนี่คือกับดักที่คนก่อหนี้เอาหนี้ไปใช้ได้ทุกอย่าง..ตามอำเภอใจ และส่วนใหญ่ใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างรายได้ผลตอบแทนมาพอผ่อนค่างวดใช้หนี้คืนได้ ดอกเบี้ยแพงสุด ๆ ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด จำนำทะเบียนรถ หนี้ตระกูลนี้..กู้ง่ายได้ไว แต่ใช้คืนยาก ทวงหนัก ฟ้องเร็ว บังคับคดีสุดซอย ห่างได้ห่าง เว้นได้เว้น
  2. อย่าก่อหนี้เพื่อนำเงินมาปิดหนี้ค่าไฟแนนซ์รถที่เหลือ แล้วเอาเล่มทะเบียนรถมากู้..สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพราะมันคือก่อหนี้ 2 เด้ง หนี้ไฟแนนซ์ก็เสียดอกเบี้ย และ VAT ไปแล้ว ดันมาเจอดอกเบี้ยหนี้ใหม่อีกร้อยละ 24 อีก หนี้..รถแลกเงิน กู้ง่าย จ่ายยาก ฟาดดอกหนัก ส่วนใหญ่เสียทั้งรถและเสียทั้งหนี้
  3. อย่ากู้..ขายฝาก เอาทรัพย์สินส่วนตัวไปขายฝาก จะติดกับดักหนี้ที่ใช้คืนในระยะเวลาแค่ 1 ปีไม่ทัน แม้ดอกเบี้ยตามกฎหมายไม่เกิน 15% แต่เมื่อถูกกดราคาทรัพย์สินทำให้กู้ได้น้อย ก็ต้องมีการกู้นอกระบบเพิ่มอีกส่วน เจอดอกเบี้ยโหด กดดันให้จ่ายของแพงก่อน สุดท้ายก็จ่ายหนี้ขายฝากไม่ทัน โอกาสเสียทรัพย์สินที่หวงแหนค่อนข้างสูง
  4. อย่าเอาที่ดินชื่อพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ไปจำนองค้ำประกันหนี้ส่วนตัวหรือหนี้ธุรกิจอย่างเด็ดขาด ถ้าจะกู้ ต้องใช้ศักยภาพตัวเอง กู้ได้เท่าไรก็เท่านั้น กู้ไม่ได้เพราะเครดิตไม่ถึงจนต้องนำทรัพย์ของบุรพารีมาจำนอง ถึงเวลาเป็นหนี้เสีย หมายศาล หมายบังคับคดีไปแขวนหน้าบ้าน วันนั้นคือวันที่บุพการีช็อก!!
  5. อย่าแก้หนี้ด้วยการก่อหนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เดิม ก่อหนี้สั้นมาจ่ายหนี้ยาว ก่อหนี้ดอกเบี้ยแพงไปจ่ายหนี้ดอกเบี้ยถูก การแก้หนี้ที่ถูกทางต้องใช้รายได้มาชำระหนี้ เพราะตอนที่เราก่อหนี้คือตอนที่เรามีรายได้เพียงพอจ่ายหนี้ เจ้าหนี้จึงปล่อยกู้ให้ ไม่มีเจ้าหนี้ที่ไหนปล่อยกู้โดยดูว่ามีหนี้เยอะ ๆ จริงมั้ย วางแผนแก้หนี้คือวางแผนหารายได้ ส่วนปรับโครงสร้างหนี้คือการประคับประคองเลือดไหลออกให้น้อยลง ช้าลง เพื่อแลกกับเวลา+โอกาสในการหารายได้มาจ่ายหนี้ให้กลับไปเหมือนภาวะปกติ

ต้องไม่ลืมว่า

อะไรที่มาจากการถูกบังคับ มักจะทำไม่ได้ต่อเนื่องหรอก แต่ต้องมาจาก”ความเชื่อ” และ “ความศรัทธา” ในสิ่งที่ทำจนเกิดความมั่นใจ สิ่งที่จะทำนั้นเป็นผลดีกับตัวเอง จึงจะสามารถให้สิ่งที่จะทำนั้นบรรลุเป้าหมาย

และในปีใหม่ เดือนใหม่นี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ท่านได้ขอให้คนไทย มีกำลังทั้งสาม ประกอบด้วย กำลังกาย กำลังใจ และกำลังปัญญา

หวังว่าแนวคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในปีที่บางคนกล่าวว่า ปีที่ผ่านมา “หนัก” ปีใหม่นี้จะหนักกว่าเดิม

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

บทเรียนจากวิกฤติ: ‘Job Security’ ภัยคุกคามที่ไม่เคยเปลี่ยน

ความจริงของ Passive Income: ทำไมถึงเป็นเรื่องยากในยุคหนี้ครัวเรือนท่วม

เงินออม (ของเรา) หายไปไหน?

×

Share

ผู้เขียน

น้าแมวน้ำ Avatar