ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมากกว่า 11 ล้านคน และอีกประมาณ 150,000 คนกำลังรับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งสร้างภาระงบประมาณภาครัฐสูงถึง 15,000–20,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตหนึ่งราย จะมีค่ารักษาที่รัฐต้องแบกรับเฉลี่ยรายละกว่า 200,000 บาทต่อปี ยังไม่นับรวมภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา เมื่อรวมทั้งระบบแล้วกลายเป็นภาระงบประมาณภาครัฐสูงถึง 15,000-20,000 ล้านบาทต่อปี
จากตัวเลขดังกล่าว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงร่วมมือกับ บริษัท อรินแคร์ จำกัด ผู้พัฒนา Digital Pharmacy Platform ขยายผลเชิงพาณิชย์นำชุดตรวจคัดกรองโรคไตกระจายสู่ร้านยาชุมชน ตั้งเป้าครอบคลุม 3,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569
เปลี่ยนงานวิจัยในห้องแล็บ สู่ประโยชน์สังคม
ภญ.ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า นโยบายของนาโนเทคให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยเชื่อมโยงกับภาคเอกชน และผู้ประกอบการ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ จนถึงการทำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สังคม ความร่วมมือกับอรินแคร์ในครั้งนี้ จึงเป็นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการแล้ว เข้ากับช่องทางตลาดและเครือข่ายร้านยาที่มีอยู่จริง
“เป้าหมายของการวิจัยและพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีที่ดี แต่ต้องทำให้นวัตกรรมนั้นเดินทางไปถึงผู้ใช้และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง” ภญ.ดร.อุรชา
แต่ก่อนจะถึงวันที่นวัตกรรมเดินทางไปถึงมือประชาชน คำถามที่ต้องตอบก่อนคือ สิ่งที่ผู้ป่วยไตต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้หนักหนาแค่ไหน
อุปสรรคผู้ป่วยไตและการตรวจคัดกรองระยะแรก
โรคไตในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ประกอบกับข้อจำกัดในการเดินทางไปโรงพยาบาลที่มีระยะทางไกล รอคิวนาน และมีค่าใช้จ่ายแฝง ทำให้หลายคนเลี่ยงการตรวจสุขภาพจนอาการรุนแรง สิ่งสำคัญคือการตรวจพบความเสี่ยงให้เร็วที่สุดด้วยชุดตรวจเบื้องต้นที่เข้าถึงง่าย รู้ผลไว เพื่อให้ได้รับการรักษาและชละความเสื่อมของไตได้ทันท่วงที
ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดของผู้ป่วยโรคไตคือความเงียบของโรค ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ประกอบกับข้อจำกัดในการเดินทางไปโรงพยาบาลที่มีระยะทางไกล รอคิวนาน และมีค่าใช้จ่ายแฝง ทำให้หลายคนเลี่ยงการตรวจสุขภาพจนอาการรุนแรง
ธนพลธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ป่วยโรคไตต้องการมากที่สุด คือการตรวจพบความเสี่ยงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากมีชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่เข้าถึงง่ายและรู้ผลเร็ว ผู้ป่วยก็จะได้รับการวินิจฉัยและเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงทีขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการชะลอความเสื่อมของไตให้ยืดยาวออกไปได้อีกหลายปี แทนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไตเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
คำถามต่อมาคือ เครื่องมือที่ว่านี้พัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร
ต่อยอดงานวิจัยสู่ 3 แบรนด์สินค้า

เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโรคไตพัฒนาต่อยอดมาจากงานวิจัย “AL-Strip” ของ ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับตรวจหาโปรตีนไมโครอัลบูมินที่รั่วไหลมาในปัสสาวะ ใช้งานง่ายในรูปแบบตรวจด้วยตนเอง ทราบผลภายในเวลา 5-15 นาที และกำหนดค่า Cut-off ไว้ที่ 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง
จากงานวิจัยชิ้นนี้ สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไทยแล้ว 3 ราย และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ Kitnee, KidnyCheck และ RenAcc แต่สำหรับเดือนเพ็ญแล้ว การมีผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
“สำหรับชุดตรวจคัดกรองโรคไต ระยะต่อไปคือการสร้างช่องทางให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ไม่ใช่แค่วางจำหน่าย แต่ต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้เกิดการใช้งานจริงและการสั่งซื้อซ้ำในระยะยาว” เดือนเพ็ญ กล่าว
พลังเครือข่ายร้านยา 6,000 แห่ง และระบบดิจิทัลของอรินแคร์
ธีระ กนกกาญจนรัตน์ Co-Founder และ CEO บริษัท อรินแคร์ จำกัด อธิบายว่า อรินแคร์วางบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสุขภาพ เชื่อมโยงระบบจัดการร้านยา เภสัชกร คลังสินค้า และผู้ป่วยเข้าไว้ด้วยกัน ปัจจุบันมีเภสัชกรอยู่บนแพลตฟอร์มมากกว่า 12,000 ราย และร้านยาในเครือข่ายมากกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ
“ความร่วมมือกับนาโนเทคครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์หนึ่งเข้าสู่ร้านยา แต่คือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปเชื่อมต่อกับตลาดและผู้ใช้งานจริง” ธีระ กล่าว พร้อมระบุว่า อรินแคร์ตั้งเป้าขยายช่องทางจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโรคไตไปยังร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือให้เภสัชกรใช้สื่อสารและให้คำแนะนำแก่ประชาชน โดยมีระบบ MedEx ทำหน้าที่รองรับการกระจายสินค้าและการสั่งซื้อจากร้านยา
ด้าน ชายพงษ์ นิยมกิจ Co-Founder และ CFO อรินแคร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า อรินแคร์นำระบบจัดการร้านยา หรือ ERP/POS ผนวกกับระบบสั่งซื้อสินค้าสุขภาพออนไลน์ MedX ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เข้ามาสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ กระบวนการทำงานเริ่มต้นจากการนำชุดตรวจไปวางจำหน่ายในร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ ก่อนเชื่อมระบบสั่งซื้อเติมสินค้าผ่าน MedX เพื่อให้เกิดการค้าที่ต่อเนื่อง ควบคู่กับการจัดอบรมให้ความรู้แก่เภสัชกรผ่านแพลตฟอร์ม
การรวบรวมข้อมูลป้อนกลับจากเภสัชกรส่งต่อไปยัง สวทช. และผู้ผลิต เพื่อนำไปใช้พัฒนานวัตกรรมและวางนโยบายต่อไป
ชายพงษ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของการคัดกรองครั้งนี้ คือผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะไตวายมากที่สุด
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของห่วงโซ่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวสินค้าบนชั้นวาง หากเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ร้านยาในทุกเช้าวัน
เภสัชกรด่านหน้า ช่วยคัดกรองและส่งต่อ
เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) กล่าวว่า สมาคมมีสมาชิกเภสัชกรประมาณ 9,000 ราย ในจำนวนนี้ทำงานในร้านยาเต็มเวลากว่า 5,000 ราย ทำให้ร้านยาชุมชนกลายเป็นจุดบริการสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงง่ายและไว้วางใจมากที่สุดจุดหนึ่ง ทว่า ประชาชนที่เข้ามาซื้อยาส่วนใหญ่กลับไม่รู้ตัวว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อโรคไต ไม่ว่าจะจากการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่อง ยาชุด สมุนไพร หรือพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมานานโดยไม่รู้ตัว
เพ็ญทิพา อธิบายว่า ชุดตรวจแบบ Strip test เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เภสัชกรสังเกตความผิดปกติและทักท้วงผู้ป่วยได้ทันทีตรงหน้า ทั้งการให้คำแนะนำปรับพฤติกรรมการใช้ยา และหากพบความเสี่ยง เภสัชกรก็มีกระบวนการทำใบส่งต่อไปยังศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลเพื่อตรวจยืนยันผลต่อไป กลายเป็นจุดเชื่อมต่อแรกที่อาจเปลี่ยนเส้นทางสุขภาพของใครสักคนได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
จากพื้นที่นำร่อง สู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ก่อนหน้านี้ สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยและ สวทช. ได้นำชุดตรวจไปทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ชัยภูมิ และจันทบุรี โดยนายธนพลธ์เสนอว่า ควรมีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อวางระบบส่งต่อระหว่างร้านยา รพ.สต. และโรงพยาบาลให้ชัดเจน พร้อมดันชุดตรวจคัดกรองโรคไตเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของรัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังโดย นาโนเทค สวทช. เป็นฐานการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี, ผู้ประกอบการไทย 3 รายเป็นผู้ผลิต และอรินแคร์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและเครือข่ายร้านยาขยายการเข้าถึง เพื่อพิสูจน์การเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในวงกว้างต่อไป
สำหรับผู้ป่วยไตวายอีกนับแสนคนที่กำลังรับการบำบัดทดแทนไตอยู่ในปัจจุบัน และอีกหลายล้านคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เส้นทางจากห้องแล็บสู่ร้านยาใกล้บ้านอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่จะพิสูจน์ต่อไปว่าจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของคนไทยได้จริงหรือไม่
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ
จาก ‘หิ้ง’ สู่ Scale โจทย์ใหญ่ นวัตกรรมไทยต้องใช้ได้จริง



