การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย กำลังเผชิญโจทย์สำคัญ ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ต้องทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาด ในต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและรองรับความต้องการใช้พลังงานในอนาคต ทิศทางการขับเคลื่อนจึงขยายจากการแก้ปัญหาภายในประเทศ ไปสู่ความร่วมมือระดับอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาดที่มีอยู่ในภูมิภาค
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า การจัดงาน ESG Symposium 2026 มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญจากช่วง 13 ปีที่ผ่านมา โดยขยายขอบเขตการหารือจากประเทศไทยไปสู่ระดับอาเซียน เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคเผชิญความท้าทายด้านความยั่งยืนคล้ายคลึงกัน การร่วมมือในระดับภูมิภาคจึงมีโอกาสสร้างผลกระทบได้มากกว่าการดำเนินงานเฉพาะภายในประเทศ
การหารือภายใต้แนวคิด “ASEAN in Action: Powering Inclusive Green Transition” ยังคงมุ่งขับเคลื่อน 3 วาระสำคัญ ได้แก่ Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน Just Transition หรือการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม และ Climate Adaptation หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำความคืบหน้าจากข้อเสนอในปีที่ผ่านมา มาพัฒนาต่อยอดเป็นแนวทางดำเนินงานที่สามารถขยายผลได้
การขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานของ SCG เพียงองค์กรเดียว แต่เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยในการหารือเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้บริหารระดับสูงกว่า 400 คนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมติดตามผลการดำเนินงานจาก ESG Symposium 2025 เพื่อให้ข้อเสนอที่เคยหารือกันสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ปลดล็อกพลังงานสะอาด ต้องพัฒนาระบบสายส่งควบคู่กัน
ความคืบหน้าด้าน Energy Transition ของประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา เริ่มจากการผลักดันให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น ผ่านแนวทาง Third Party Access (TPA) และ Direct PPA รวมถึงการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกในการใช้พลังงานสะอาด
ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ ที่สามารถนำมาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อีกมาก การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งมีความสำคัญทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน และการลดต้นทุน ถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นความคืบหน้าที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน แต่การขยายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า เนื่องจากการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ โดยไม่มีโครงข่ายรองรับอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้
การพัฒนาระบบสายส่งจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย หรือ Grid Modernization การเพิ่มขีดความสามารถของระบบสายส่ง หรือ Grid Capacity Expansion และการนำเทคโนโลยี Grid-forming มาใช้เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
สำหรับการหารือในปี 2569 มีการขยายประเด็นไปสู่การยกระดับความพร้อมของระบบพลังงาน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถและความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้พลังงานในอนาคต เพื่อให้การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดสามารถดำเนินไปพร้อมกับการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
เชื่อม ASEAN Power Grid เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
ทิศทาง Energy Transition ในปีนี้ให้ความสำคัญกับการขยายการใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electrification ควบคู่กับ Digitalization เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้พลังงานสะอาด และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่แข่งขันได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
แนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศผ่าน ASEAN Power Grid เพื่อให้ประเทศหรือพื้นที่ที่มีพลังงานสะอาดเหลือสามารถส่งต่อไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาดที่มีอยู่ในภูมิภาค และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน
การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาค จึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะแต่ละประเทศมีศักยภาพในการผลิตพลังงาน และความต้องการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกัน หากสามารถเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าด้วยกันได้ ก็จะช่วยให้ภูมิภาคใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกเหนือจากการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ยังมีการหารือถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ โดยเฉพาะ Small Modular Reactors (SMR) หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนเริ่มให้ความสนใจและผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว
ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรเริ่มหารือและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ SMR ตั้งแต่ปัจจุบัน เนื่องจากหากมีการตัดสินใจนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริง อาจต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมประมาณ 10 ปี การเริ่มต้นพูดคุยจึงมีความสำคัญ แม้ SMR จะไม่ใช่คำตอบสำหรับปัญหาพลังงานทั้งหมด แต่เป็นทางเลือกที่อาจตอบโจทย์ความต้องการพลังงานบางส่วนที่มีความสำคัญได้
การพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ยังต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาพลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะ Bioenergy และ Biofuels ซึ่งยังมีบทบาทในแนวทางด้านพลังงานของภูมิภาคอาเซียน
หนุน SME เข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ
การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง หากมีเพียงองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถลงทุนและปรับตัว ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยี
ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อน Just Transition ในช่วงปีที่ผ่านมา มีความคืบหน้าจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุน SME ผ่านโครงการ Go Together ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาเรียนรู้แนวทางแก้ปัญหาและการปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจจากองค์กรขนาดใหญ่
โครงการ Net Zero Acceleration Program (NZAP) เป็นกลไกสนับสนุนด้านความรู้และการฝึกอบรม เพื่อช่วยให้ SME เข้าใจแนวทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero รวมถึงประเมินได้ว่ามาตรการใดสามารถช่วยลดต้นทุนหรือสร้างผลตอบแทน และมาตรการใดจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน
การสนับสนุนผู้ประกอบการในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการประเมินความพร้อม และความต้องการที่แตกต่างกันของ SME แต่ละกลุ่ม ผ่านแนวทาง SME Health Check ควบคู่กับ Funding Connect และ SME Green Transition Plus สำหรับ SME ภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
SME มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากกว่าองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งด้านโอกาสในการได้รับเงินทุนและต้นทุนทางการเงิน การสนับสนุนจึงต้องช่วยให้ผู้ประกอบการรู้ว่า ควรลงทุนปรับปรุงธุรกิจในเรื่องใด เพื่อให้สามารถลดต้นทุนและเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องกลับมารื้อระบบหรือปรับปรุงใหม่ในภายหลัง
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยระดับ Micro SME และ Nano SME ความต้องการสำคัญแตกต่างจาก SME ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงตลาดและผู้บริโภค จึงมีการผลักดันโครงการและแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด เช่น SME อวดดี และ SME ปันกันได้คืน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
ใช้ AI Simulation Platform รับมือความเสี่ยงน้ำท่วม
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นวาระที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และไม่สามารถรับมือได้ด้วยมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว
การหารือใน ESG Symposium 2025 ได้ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมในอนาคต โดยมีการเตือนถึงความเป็นไปได้ ที่บางพื้นที่อาจเผชิญน้ำท่วมรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นปัญหาถาวรภายในปี 2593 หากไม่มีการดำเนินมาตรการรับมืออย่างเหมาะสม
หลังจากการหารือดังกล่าว ได้เกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการศึกษา และพัฒนาแนวทางรับมือปัญหาน้ำท่วม รวมถึงการพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจ
สำหรับปี 2569 มีความคืบหน้าในการพัฒนา AI Simulation Platform เพื่อประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมและความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแผนเปิดให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูล และพิจารณาต่อยอดการประเมินความเสี่ยงและการจำลองสถานการณ์ไปสู่ระดับอาเซียน เพื่อสนับสนุนการเตรียมรับมือภัยพิบัติในอนาคต
การรับมือปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งจำเป็นต้องมีแผนแม่บทระยะยาว เนื่องจากการแก้ปัญหาด้านภูมิอากาศต้องใช้เวลาต่อเนื่องหลายปี หากการดำเนินงานขาดความต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแนวทางอยู่เสมอ ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางสำคัญ คือการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลน้ำ และระบบคาดการณ์ล่วงหน้า ผ่าน One Water Data Center เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนและการวางแผนรับมือความเสี่ยง ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ
การบริหารจัดการน้ำยังต้องมองไปถึง Water Economy เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเกี่ยวข้องทั้งกับการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ การรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ขยายโมเดล 4P จากสระบุรี สู่พื้นที่อื่น
ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อน Energy Transition, Just Transition และ Climate Adaptation จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ผ่านแนวทาง Public–Private–People Partnership (4P) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานในระดับพื้นที่และระดับอุตสาหกรรม
บทเรียนจากจังหวัดสระบุรีิ แสดงให้เห็นถึงรูปแบบความร่วมมือ ที่ภาครัฐมีบทบาทในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดำเนินงาน ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีและเงินลงทุนเข้ามาร่วมทดลอง ขณะที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดปัญหาและความต้องการของพื้นที่
โจทย์สำคัญในระยะต่อไป คือการนำรูปแบบความร่วมมือดังกล่าวไปขยายผลยังจังหวัด และภาคอุตสาหกรรมอื่น โดยเริ่มจากการศึกษาความต้องการและปัญหาของแต่ละพื้นที่ ก่อนหาพันธมิตรที่เหมาะสมเข้ามาร่วมดำเนินงาน เพื่อให้แนวทางการเปลี่ยนผ่าน สามารถตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันได้
ผลจากการหารือ ESG Symposium 2026 จะถูกนำไปจัดทำ White Paper เพื่อเสนอต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับใช้ประกอบการพิจารณานโยบาย และพัฒนากลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างทั่วถึง รวมถึงผลักดันข้อเสนอไปสู่การทดลองดำเนินงานในพื้นที่
การขยายความร่วมมือระดับอาเซียน จึงมีเป้าหมายเชื่อมโยงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจและประชาชนเติบโตไปพร้อมกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กรุงไทยชี้ Green Transition หนุนลงทุน 7 ล้านล้านบาท เพิ่มศักยภาพแข่งขันของไทย
ESG Symposium 2026 เร่งขับเคลื่อน 3 วาระเศรษฐกิจสีเขียว



