กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจส่งผลกระทบต่องานประมาณ 40% ทั่วโลก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเปลี่ยนแปลงทักษะที่จำเป็น และการทดแทนแรงงานบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งอาจเผชิญความยากลำบากในการหางานระดับเริ่มต้น ขณะที่ AI กำลังสร้างโอกาสเพิ่มผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ IMF จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับระบบการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเตรียมทบทวนระบบภาษีเพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่อาจพึ่งพาแรงงานลดลงและใช้เงินทุนมากขึ้น
คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ Small AI, Bigger and Better Jobs ว่า AI เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกแล้ว ทั้งด้านการลงทุนและความต้องการสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการลงทุนพัฒนาโมเดล AI ซึ่งช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ยังเป็นเพียงระยะแรกของการเปลี่ยนแปลง เพราะการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จะตามมาด้วยการนำเทคโนโลยีไปใช้ในธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตภาพ รูปแบบการทำงาน และความต้องการแรงงานในระยะต่อไป
AI อาจหนุนเศรษฐกิจเอเชียโตเพิ่มสูงสุด 1 จุดเปอร์เซ็นต์
คริสตาลินา กล่าวว่า การลงทุนด้าน AI กำลังช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ขณะที่ประเทศในเอเชียจำนวนมากมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงประเทศไทย
แม้การลงทุนด้าน AI จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีข้อจำกัดจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเร็วในการขยายตัวของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะเกิดจากการนำ AI ไปใช้เพิ่มผลิตภาพในภาคธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาสามารถมีส่วนร่วมได้หากมีความพร้อมเพียงพอ
IMF ประเมินว่า การนำ AI มาใช้อาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียประมาณ 0.5–1 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับประโยชน์ประมาณ 0.2–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการเพิ่มขึ้นของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการใช้ AI ไม่ใช่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริง
คริสตาลินามองว่า การเพิ่มผลิตภาพจาก AI มีความสำคัญต่อประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย เพราะหาก AI ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก็อาจเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในบางประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ทั้งการเข้าถึงไฟฟ้า ระบบดิจิทัล และการพัฒนาทักษะประชาชน รวมถึงการสร้างความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถนำ AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง
IMF ประเมิน AI กระทบงาน 40% ทั่วโลก
แม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ IMF เตือนว่าตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คริสตาลินาเปรียบเทียบผลกระทบของ AI กับสึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทันที แต่จะค่อย ๆ ส่งผลต่อรูปแบบการทำงานและความต้องการแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรม
IMF ประเมินว่า งานประมาณ 40% ทั่วโลกอาจได้รับผลกระทบจาก AI โดยผลกระทบมีหลายรูปแบบ ทั้งงานที่สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ งานที่อาจถูกลดระดับ และงานบางประเภทที่อาจถูกทดแทนจนหายไปจากตลาดแรงงาน ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่างาน 40% ทั่วโลกจะถูก AI ทดแทนทั้งหมด แต่สะท้อนสัดส่วนของงานที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี
ระดับผลกระทบยังแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอาจมีงานได้รับผลกระทบสูงถึงประมาณ 60% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ประมาณ 23% เนื่องจากลักษณะงานและระดับการนำ AI มาใช้แตกต่างกัน
คริสตาลินา กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำคือการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจว่า AI กำลังเปลี่ยนความต้องการแรงงานอย่างไร เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่ได้หมายความว่าความต้องการแรงงานจะลดลงทั้งหมด แต่จะทำให้งานบางประเภทลดลง ขณะที่งานบางประเภทมีความต้องการเพิ่มขึ้น
งานเริ่มต้นลดลงคนรุ่นใหม่เสี่ยงเสียโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐอเมริกาพบว่า งานประมาณ 10% ต้องการทักษะด้าน AI โดยเฉพาะทักษะขั้นสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่งานที่มีลักษณะทำซ้ำกำลังลดลง ส่วนงานค่าจ้างต่ำบางประเภทกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทั้งในภาคก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลและภาคบริการ
คริสตาลินา ระบุว่า แม้ผลกระทบสุทธิด้านการจ้างงานที่พบในระยะแรกยังเป็นบวก แต่การเพิ่มขึ้นของงานส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจาก AI จะส่งผลดีต่อคุณภาพการจ้างงานโดยรวม
กลุ่มที่ IMF มีความกังวลเป็นพิเศษคือคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากเป็นงานที่มีขั้นตอนซ้ำ ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้จบใหม่ได้เรียนรู้ สะสมประสบการณ์ และพัฒนาทักษะก่อนเติบโตไปสู่งานที่มีความรับผิดชอบและรายได้สูงขึ้น
หาก AI เข้ามาทำงานเหล่านี้แทนแรงงาน คนรุ่นใหม่อาจมีโอกาสเริ่มต้นอาชีพลดลง และต้องหางานประเภทอื่นที่อาจไม่ตรงกับความรู้หรือความต้องการของตนเอง ปัญหาดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนตำแหน่งงานที่หายไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพของแรงงานในระยะยาว
เธอมองว่า การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจาก AI จำเป็นต้องพิจารณาทั้งจำนวนงาน คุณภาพงาน และระดับค่าจ้าง เพราะแม้เทคโนโลยีจะสร้างความต้องการแรงงานใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่างานที่เกิดขึ้นจะมีรายได้หรือโอกาสเติบโตในอาชีพเทียบเท่ากับงานที่ลดลง
IMF แนะปรับการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานยุค AI
คริสตาลินา กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพราะแนวคิดที่ว่า คนสามารถเรียนรู้ทักษะชุดเดียว และใช้ประกอบอาชีพได้ตลอดชีวิต ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจาก AI
การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ทั้งการพัฒนาทักษะใหม่และการปรับทักษะเดิม เพื่อให้แรงงานสามารถทำงานร่วมกับ AI หรือเปลี่ยนไปประกอบอาชีพประเภทอื่นได้เมื่อความต้องการของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลง
IMF เห็นว่า รัฐบาลต้องทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ก่อนกำหนดแนวทางปรับระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะ เพราะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน ว่างานประเภทใดจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากเพียงใดในอนาคต
เธอย้ำว่า การเตรียมแรงงานให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุค AI จึงไม่ใช่การฝึกให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แรงงานสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอาชีพและรูปแบบการทำงานได้
IMF เตือน AI เปลี่ยนโครงสร้างแรงงานกระทบรายได้ภาษีรัฐ
นอกเหนือจากผลกระทบต่อตลาดแรงงาน IMF ยังให้ความสำคัญกับความท้าทายด้านการคลัง เพราะการนำ AI มาใช้ในระบบเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนสัดส่วนการใช้แรงงานและเงินทุน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างรายได้ภาษีของรัฐบาล
คริสตาลินาตั้งคำถามว่า หากเศรษฐกิจในอนาคตมีการใช้แรงงานลดลง แต่มีการใช้เงินทุนมากขึ้น รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีอย่างไรเพื่อรักษารายได้สำหรับดำเนินนโยบายสาธารณะและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องมีงบประมาณสำหรับสนับสนุนการพัฒนาทักษะ การปรับตัวของแรงงาน และการดูแลประชาชน หากโครงสร้างรายได้ภาษีเปลี่ยนไป รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาว่าระบบการคลังที่ใช้อยู่จะสามารถรองรับความต้องการเหล่านี้ได้เพียงใด
IMF จึงมองว่า การเตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจยุค AI ต้องครอบคลุมทั้งการศึกษา ตลาดแรงงาน และการคลัง โดยรัฐบาลต้องติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ใช่อาศัยการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
คริสตาลินา กล่าวว่า ยังไม่มีใครสามารถระบุได้อย่างแน่นอน ว่าโลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีลักษณะอย่างไร แต่รัฐบาลสามารถเตรียมความพร้อมได้ด้วยการติดตามข้อมูล ประเมินผลกระทบ และเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ในการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมกับรักษาโอกาสในการทำงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ธนาคารโลกดัน Small AI สร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา รับแรงงานใหม่ 1.2 พันล้านคน
กสิกรไทย-Techsauce เปิดเวทีคู่ขนาน IMF-World Bank ฟังรัฐ-ทุน-เทคโนโลยี ชี้ทางการค้าไทย



