Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI เพิ่มผลิตภาพ แต่การจ้างงานอาจไม่โตตาม

ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI เพิ่มผลิตภาพ แต่การจ้างงานอาจไม่โตตาม

เศรษฐกิจเติบโตไม่ได้หมายความว่าจะมีงานเพิ่มขึ้นเสมอไป และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มผลิตภาพ ก็อาจทำให้ช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างงานกว้างขึ้น หากรัฐบาลและภาคธุรกิจไม่มีแนวทางรับมือที่เหมาะสม ธาร์มาน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของแรงงานและสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องรองรับคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน พร้อมเตือนว่าความต้องการจ้างงานระดับเริ่มต้นกำลังลดลง ซึ่งอาจทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาสูญเสียโอกาสเรียนรู้และเติบโตในอาชีพ

ธาร์มาน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กล่าวในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ​ ภายใต้หัวข้อ Small AI, Bigger and Better Jobs ว่า การนำ AI มาใช้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่หลายประเทศเริ่มเผชิญความท้าทายจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถสร้างงานได้มากเพียงพอ โดยยกตัวอย่างจีน อินเดีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเศรษฐกิจยังขยายตัว แต่การสร้างงานกลับไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร

เขามองว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือช่วยให้การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างงานดำเนินไปด้วยกันได้ หากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมกันกำหนดแนวทางใช้เทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับการสร้างงานที่มีคุณภาพ และการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตที่ไม่สามารถสร้างโอกาสในการทำงาน อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานกลุ่มต่าง ๆ ขยายตัว

เศรษฐกิจโต แต่งานไม่เพิ่ม เสี่ยงขยายความเหลื่อมล้ำ

ธาร์มาน กล่าวว่า ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับการสร้างงาน เป็นความท้าทายที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่หากไม่มีการสร้างโอกาสให้แรงงานได้รับประโยชน์ควบคู่กัน การเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

เขาเตือนถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจแบบ K-shaped ซึ่งเป็นภาวะที่ประชาชนบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเติบโต ขณะที่แรงงานบางกลุ่มกลับเผชิญความเสี่ยงในการสูญเสียงานและรายได้ โดยเฉพาะแรงงานทักษะระดับกลางที่อาจหลุดออกจากระบบการจ้างงาน รวมถึงแรงงานในภาคการผลิตที่อาจต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอิสระหรือทำงานในระบบ Gig Economy

ธาร์มาน มองว่า ประเทศต่าง ๆ จึงต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อให้การนำ AI มาใช้ช่วยเพิ่มผลิตภาพ โดยไม่ทำให้โอกาสการจ้างงานลดลง พร้อมสร้างเส้นทางให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะและเติบโตในอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายของการใช้เทคโนโลยี ควรเป็นการเพิ่มความสามารถของมนุษย์และสร้างงานที่มีคุณภาพ

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นนี้เป็นคำถามเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาเช่นกันว่า การส่งเสริมการใช้ AI ในภาคธุรกิจ จะช่วยเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการสร้างโอกาสในการทำงานได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อการเติบโตของกิจการหรือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่ได้หมายความว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป

AI กระทบงานแรกคนรุ่นใหม่เสี่ยงเสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ

ปัญหาที่ธาร์มานเห็นว่าต้องเร่งรับมือ คือความต้องการจ้างงานระดับเริ่มต้นที่กำลังลดลง โดยเฉพาะตำแหน่งงานสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ซึ่งมีผลการศึกษาสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวแล้ว และภาคเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนที่สุด แม้การเปลี่ยนแปลงจาก AI จะค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนรุ่นใหม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรรอให้ปัญหาขยายตัวก่อนจึงเริ่มดำเนินมาตรการแก้ไข

เขามองว่า งานแรกมีความสำคัญต่อการพัฒนากำลังคน เพราะเป็นโอกาสให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง สะสมประสบการณ์ และพัฒนาทักษะเพื่อเติบโตในสายอาชีพ หากคนรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตามเวลาที่ควร แม้จะล่าช้าเพียงหนึ่งปี ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้และความเชื่อมั่นต่ออนาคต โดยเฉพาะเมื่อพลาดรอบการจ้างงานหลังสำเร็จการศึกษาและต้องรอโอกาสในรอบถัดไป

ธาร์มานจึงเสนอให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทั้งประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ร่วมมือกับภาคเอกชน สร้างแรงจูงใจให้บริษัทจ้างผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ เพื่อรักษาโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและการพัฒนาทักษะจากการทำงานจริง โดยเห็นว่าการรับมือกับปัญหานี้ต้องอาศัยนโยบายเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือการว่างงาน

ข้อเสนอนี้มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนากำลังคนของไทย เพราะการเตรียมแรงงานให้มีทักษะ AI อาจไม่เพียงพอ หากภาคธุรกิจลดการเปิดรับพนักงานระดับเริ่มต้น จนผู้สำเร็จการศึกษาไม่มีโอกาสนำความรู้ไปใช้จริง การพัฒนาทักษะจึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างโอกาสในการทำงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพัฒนาความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตร เชื่อมการเรียนกับงานจริง

ธาร์มาน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์
ธาร์มาน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์

ธาร์มาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ต้องเชื่อมโยงกับการปรับระบบการศึกษา โดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัย ที่จำเป็นต้องทบทวนว่าหลักสูตรที่เปิดสอน สอดคล้องกับทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการมากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันเริ่มเห็นช่องว่างระหว่างวุฒิการศึกษา กับโอกาสในการประกอบอาชีพ รวมถึงผลตอบแทนจากการศึกษา ที่อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ระบบอุดมศึกษาในหลายประเทศ อาจให้ความสำคัญกับความรู้ทางวิชาการมากเกินไป ขณะที่ความต้องการของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาบางส่วน มีทักษะไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ การปรับระบบการศึกษาจึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า ภาคธุรกิจต้องการแรงงานที่มีความสามารถด้านใด และมหาวิทยาลัยกำลังเตรียมผู้เรียนให้พร้อมกับความต้องการเหล่านั้นเพียงใด

ธาร์มานเสนอให้สถาบันการศึกษา เชื่อมโยงการเรียนกับการทำงานจริงมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงาน เรียนรู้จากสถานประกอบการ และมีประสบการณ์ก่อนสำเร็จการศึกษา ผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเร่งเพิ่มโอกาสการจ้างงานให้กับคนรุ่นใหม่

เขายังเห็นว่า ระบบการศึกษาต้องพร้อมปรับเปลี่ยนหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดแรงงานจะต้องการทักษะประเภทใด การยึดติดกับรูปแบบการศึกษาเดิม จึงอาจทำให้แรงงานปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมหาวิทยาลัยควรพัฒนาทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานหลากหลายประเภท เพื่อให้แรงงานสามารถเปลี่ยนอาชีพหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ได้เมื่อจำเป็น

Small AI เปิดโอกาสสร้างงานและธุรกิจขนาดเล็ก

แม้ AI จะสร้างความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน แต่ธาร์มานมองว่า ประเทศกำลังพัฒนายังมีโอกาสสร้างงานในภาคเศรษฐกิจหลายประเภท โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ยังมีศักยภาพในการขยายตัว พร้อมยกตัวอย่างอินเดียและเวียดนาม ซึ่งยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรม ขณะที่การขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI ก็สามารถสร้างงานได้ โดยเขาระบุว่าพลังงานหมุนเวียนสร้างงานได้มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 3 เท่า

ภาคบริการสุขภาพเป็นพื้นที่ที่ยังมีความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีจำนวนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว การนำ AI มาสนับสนุนการทำงานของบุคลากรเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและขยายการเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยยังต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลประชาชน

ธาร์มานยังมองว่า AI สามารถเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้แรงงานจำนวนน้อย โดยยกตัวอย่างธุรกิจในมณฑลเจ้อเจียงของจีน ซึ่งมีพนักงานเพียง 1–4 คน แต่สามารถนำโมเดล AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สะท้อนว่า เทคโนโลยีอาจช่วยให้ประชาชนสามารถเริ่มต้น และดำเนินธุรกิจด้วยทรัพยากรที่จำกัดกว่าในอดีต ขณะที่ Small AI ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าโมเดลขนาดใหญ่ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้สะดวกขึ้น

สำหรับเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า ธาร์มานต้องการเห็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ AI ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสามารถของประชาชนให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยให้การพัฒนาทักษะและการสร้างงานที่มีคุณภาพ ดำเนินไปควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ธนาคารโลกดัน Small AI สร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา รับแรงงานใหม่ 1.2 พันล้านคน

IMF เตือน AI กระทบงาน 40% ทั่วโลก ห่วงคนรุ่นใหม่สูญเสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar