เศรษฐกิจอาจสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หากการเติบโตนั้นไม่ได้สร้างงานและเพิ่มความสามารถของคนไปพร้อมกัน ก็อาจมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของผู้คนในอนาคต ปิยะชาติ อิศรภักดี ผู้ก่อตั้งสถาบัน BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวบนเวที Future Ready Economy 2026 ว่า โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ทิศทางการไหลของเงินทุนและการจัดสรรทุน ว่าจะช่วยพัฒนาความสามารถที่จำเป็นต่อการเติบโตครั้งต่อไปได้อย่างไร เพราะการมีเงินทุนเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะมีความสามารถในการเติบโตเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเสมอ
ปิยะชาติ กล่าวว่า การพร้อมรับอนาคตไม่ได้หมายถึงการรู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น แต่คือการสร้างความสามารถให้อยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตหลากหลายรูปแบบ แนวทางที่เคยสร้างความสำเร็จในอดีต จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวันข้างหน้า การหารือครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงตั้งคำถามถึงการเติบโตควบคู่กับเสถียรภาพ โดยมีทิศทางเงินทุนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
ทุนเพิ่มไม่ได้หมายถึงความสามารถในการเติบโตที่เพิ่มขึ้น
ปิยะชาติ กล่าวว่า เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนแปลงในยุคปัญญาประดิษฐ์ กระทบโดยตรงต่อความสามารถในการคิดของมนุษย์ เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำงานบางส่วนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ก็อาจช่วยลดต้นทุนในภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เงินทุนที่มุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยี ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศที่มีความสามารถด้านนี้ อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า การเติบโตดังกล่าว อาจเกิดขึ้นพร้อมกับสัดส่วนการมีส่วนร่วมของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจ ที่ลดลงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งส่งผลต่อทั้งบทบาทของคนและการกระจายความมั่งคั่ง
เพื่อให้เห็นปัญหาชัดขึ้น เขามองว่า ต้องพิจารณาการเติบโต 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ การเติบโตที่เกิดขึ้นจริง การเติบโตที่จำเป็นต่อการรองรับความต้องการของประชากร และศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แม้ด้านแรกจะได้รับแรงสนับสนุนจากเทคโนโลยี แต่ยังต้องพิจารณาว่าเศรษฐกิจสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชากรที่เพิ่มขึ้นได้เพียงใด ทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ และการศึกษา เพราะความต้องการเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเป็นกำลังซื้อโดยอัตโนมัติ การสร้างงานจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้คนมีรายได้และสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นในชีวิต
รูปแบบการจัดสรรทุนในปัจจุบัน ยังส่งเงินเข้าสู่ภาคการเงินและเทคโนโลยี มากกว่าการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงอย่างเพียงพอ บางส่วนอาจทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจขยายตัว หรือเกิดฟองสบู่ ขณะที่ประโยชน์จากเทคโนโลยี เปลี่ยนชีวิตคนเพียงบางกลุ่ม และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ยังตามไม่ทัน อีกความเสี่ยงคือ ผู้คนอาจลดความพยายามในการเรียนรู้ เมื่อเทคโนโลยีทำงานแทนได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงอาจไม่ได้ทำให้ความสามารถของคนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากขาดการพัฒนาคนควบคู่กัน
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการเติบโตด้านที่ 3 ซึ่งปิยะชาติให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นั่นคือ ศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างและรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เขากล่าวว่า ที่ผ่านมา เศรษฐกิจมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดและทำให้เงินทุนเพิ่มพูนขึ้นได้ แต่ยังไม่สามารถฟื้นฟูและพัฒนาความสามารถที่จำเป็นต่อการเติบโตครั้งต่อไปได้เพียงพอ จึงเกิดความเสี่ยงที่ทุนจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ความสามารถในการนำทุนนั้นไปสร้างการเติบโตกลับลดลง หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป เศรษฐกิจก็อาจมีศักยภาพไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คน แม้จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
สถานการณ์ดังกล่าว เป็นภาพคาดการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่และเป็นสิ่งที่หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น แต่สะท้อนปัญหาที่ต้องพิจารณา ทั้งต้นทุนการสร้างการเติบโตที่สูงขึ้น ความพยายามที่มากขึ้นแต่ได้ผลลัพธ์เท่าเดิมหรือน้อยลง และความเหลื่อมล้ำที่อาจรุนแรงขึ้น ขณะที่การเติบโตบางส่วนอาจมาจากฟองสบู่ซึ่งหายไปเมื่อฟองสบู่แตก การขาดศักยภาพรองรับยังทำให้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้เกิดผลได้ยาก แม้จะมีแผนที่ดีก็ตาม การดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องช่วยเสริมสร้างความสามารถของมนุษย์ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเงินทุนเป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นจริงได้
จัดสรรทุนให้สร้างงานพัฒนาคนและรองรับความเปลี่ยนแปลง
เขามองว่า การทบทวนทิศทางทุนควรเริ่มจากความมั่นคง โดยพิจารณาควบคู่กับประสิทธิภาพของตลาดว่า อะไรคือสิ่งที่ควรมีอยู่ในมือของตนเอง เพราะการพึ่งพามากเกินไปอาจสร้างต้นทุนในอนาคต จากนั้นคือการให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างงานที่ช่วยกระจายความมั่งคั่ง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความสามารถและเปิดโอกาสให้ผู้คนมีส่วนร่วม หากไม่สามารถพัฒนาศักยภาพมนุษย์ได้ ผู้คนก็อาจเหลือบทบาทเป็นเพียงผู้บริโภคและขาดบทบาทในการผลิต ซึ่งจะสร้างปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป
การประเมินผลจึงต้องพิจารณาด้วยว่า การเติบโตที่เกิดขึ้นมีคุณภาพอย่างไร ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพียังคงมีความจำเป็น แต่ต้องตรวจสอบคุณภาพที่อยู่เบื้องหลัง เพราะสะท้อนพื้นฐานของเศรษฐกิจก่อนก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง พร้อมกันนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจต้องมีความสามารถในการปรับตัวอยู่ในกระบวนการเสมอ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านเป็นการเดินทางที่ดำเนินต่อเนื่องและต้องรับมือกับความผันผวนตลอดทาง ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว รวมถึงการเปิดกว้าง จึงเป็นองค์ประกอบที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน
เหตุการณ์กระทบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสามารถในการแข่งขันจึงอยู่ที่การรับมือ ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบาก และกลับมาแข็งแกร่งขึ้น ข้อเสนอเรื่องการจัดสรรทุนจึงครอบคลุมทั้งการสร้างการเติบโตในปัจจุบันและการพัฒนาความสามารถที่จะรองรับอนาคต โดยมีการสร้างงาน การพัฒนาคน และความสามารถในการปรับตัวเป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจมีศักยภาพตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
BOTNOI แปลภาษาเรียลไทม์ให้นายกฯเปิดงาน CNN ขยายบริการสู่ต่างประเทศ
ธนาคารโลกดัน Small AI สร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา รับแรงงานใหม่ 1.2 พันล้านคน



