เมืองต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันดึงดูดและรักษาคนที่มีความสามารถ ขณะที่สิ่งที่ผู้คนมองหามีทั้งโอกาสด้านงาน ความปลอดภัย การศึกษา และคุณภาพชีวิต การสนทนาช่วง Cities That Win the Future หยิบยกประสบการณ์จากฮ่องกง กรุงเทพฯ และโคเปนเฮเกนมาอธิบายบทบาทของศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาโครงการร่วมกับชุมชน และพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ตั้งแต่การเดินทางไปทำงานและโรงเรียน ไปจนถึงการเดิน ปั่นจักรยาน และพักผ่อนในเมือง
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นภายในงาน CNN Global Perspectives: In Bangkok โดยมีผู้ร่วมสนทนา คือ The Honourable Bernard Chan ประธานกรรมการ Asia Financial Holdings ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ Helle Søholt ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ Gehl ดำเนินรายการโดย Will Ripley จาก CNN ผู้ร่วมเวทีถ่ายทอดมุมมองผ่านการลงทุนในย่านศิลปวัฒนธรรมของฮ่องกง การพัฒนาไอคอนสยาม และการปรับพื้นที่สาธารณะในโคเปนเฮเกน
Bernard Chan มองความสำเร็จของเมืองมากกว่า GDP
Bernard Chan กล่าวว่า ที่ผ่านมามักใช้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP เป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จของเมือง แต่ตัวเลขนี้วัดได้เพียงความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้คนกำลังมองไปถึงจิตวิญญาณของเมือง ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้อยากเรียกเมืองนั้นว่าบ้าน เขามองว่าทุกเมืองกำลังแข่งขันกันดึงดูดและรักษาคนที่มีความสามารถ โดยงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่คนเหล่านี้พิจารณา แต่หลังโควิด ผู้คนสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ และหากมีครอบครัว สิ่งที่มองหายังรวมถึงความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และการศึกษา
Chan กล่าวถึงการพัฒนาย่านศิลปวัฒนธรรมในฮ่องกง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน และระบุว่าใช้เงินลงทุนแล้ว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขากล่าวว่ามักถูกถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ และอธิบายว่าไม่ได้สร้างพื้นที่นี้ขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ที่ชอบศิลปะ วัฒนธรรม และดนตรี เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่สมเหตุสมผล แต่ต้องเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน เขาเห็นว่าการลงทุนดังกล่าวช่วยให้ฮ่องกงแข่งขันกับเมืองอย่างนิวยอร์ก ลอนดอน และกรุงเทพฯ ได้ พร้อมกล่าวถึงความคึกคักด้านศิลปวัฒนธรรมในกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม Chan กล่าวว่า เงินลงทุนที่กล่าวถึงเป็นส่วนของอาคารและสิ่งก่อสร้าง ซึ่งสามารถสร้างได้เมื่อมีเงิน แต่ยังต้องมีเนื้อหาที่ดีและความคิดสร้างสรรค์ด้วย เขาระบุว่าเมืองอย่างกรุงเทพฯ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ต่างพยายามดึงดูดคนที่มีความสามารถมาสร้างสรรค์เนื้อหาเหล่านี้ พร้อมกล่าวว่าผู้คนกำลังมองไปไกลกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณของเมืองและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองด้วย
ในประเด็นบริการสุขภาพ Chan กล่าวถึงชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นในอาเซียนและจีน ซึ่งต้องการบริการสุขภาพที่ดีขึ้นและเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เขามองว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาบริการด้านนี้ และมีผู้ให้บริการสุขภาพที่ดีอยู่รวมกันจำนวนมาก ขณะที่ประเทศอื่นกำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ชนชั้นกลางในภูมิภาคเข้าถึงบริการสุขภาพในราคาที่จ่ายไหว
ชฎาทิพ จูตระกูล พัฒนาไอคอนสยามร่วมกับชุมชน
ชฎาทิพ กล่าวว่า ภารกิจของสยามพิวรรธน์ คือการสร้างจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยต้องนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยและความเป็นไทย ไม่ว่าจะพัฒนาโครงการที่ใด ทุกโครงการต้องสะท้อนสิ่งเหล่านี้ เมื่อมีโอกาสข้ามแม่น้ำไปพัฒนาโครงการฝั่งธนบุรี เธอมองเห็นโอกาสจากแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทย และเห็นว่าการสร้างสถานที่สำคัญระดับโลกในพื้นที่ดังกล่าวต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาฝั่งธนบุรีควบคู่กันด้วย
การพัฒนาโครงการเช่นนี้ ไม่สามารถทำเพียงลำพัง สยามพิวรรธน์จึงเริ่มจากการทำงานร่วมกับ 13 ชุมชนในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร รวมถึงผู้ใช้เรือ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อถามว่าต้องการเห็นอะไรเกิดขึ้นในโครงการ จากนั้นจึงนำความต้องการเหล่านี้มาพิจารณารายละเอียด ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิต การเชื่อมต่อระบบราง ถนน และแม่น้ำ ตลอดจนการส่งเสริมธุรกิจโดยรอบควบคู่กับธุรกิจของบริษัท
เธอระบุว่า ได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกล่าวถึงท่าเรือ 4 แห่งกับท่าเรือสำหรับผู้พิการหนึ่งแห่ง รวมถึงการสนับสนุนรถไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าหลัก ชฎาทิพ กล่าวว่าไอคอนสยามจึงเป็นความร่วมมือที่ครอบคลุมมากกว่างานออกแบบสถาปัตยกรรม โดยต้องการยกระดับฝั่งธนบุรีและทำให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจด้วย โครงการใช้เวลาประมาณ 7 ปีในการวางแผนและก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ชฎาทิพกล่าวว่า การสร้างโครงการให้เสร็จยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะโครงการต้องเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้คนจากทั่วประเทศไทยเข้ามามีส่วนร่วม และใช้พื้นที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของตน ไอคอนสยามจึงรวมทั้งศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น และงานฝีมือ โดยนำสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยมารวมกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก เธอระบุว่าได้เปิดโอกาสให้คนจากทั้ง 77 จังหวัดนำอาหาร งานหัตถกรรม และผลงานมานำเสนอ พร้อมจัดเทศกาล บอกเล่าเรื่องราว และส่งเสริมงานฝีมือให้ผู้คนเข้ามาสัมผัส
เมื่อถูกถามว่า อะไรทำให้โครงการดึงดูดผู้คน ชฎาทิพ กล่าวว่า เห็นด้วยกับ Bernard Chan ว่าโครงการที่เป็นสัญลักษณ์ต้องมีหัวใจและจิตวิญญาณ เธอกล่าวถึงกรุงเทพฯ และประเทศไทยว่าได้รับเลือกเป็นจุดหมายที่ผู้คนทั่วโลกอยากมาเยือน พร้อมอธิบายว่า นอกเหนือจากวัฒนธรรมและมรดกที่งดงามแล้ว จุดแข็งสำคัญคือคนไทยที่เปิดรับทุกศาสนา ยอมรับความหลากหลาย และให้คุณค่ากับความเท่าเทียม โครงการของสยามพิวรรธน์จึงนำเสนอความงดงามของประเทศไทยและคนไทยผ่านเทศกาล เรื่องราว อาหาร และงานฝีมือ
Helle Søholt พัฒนาเมืองผ่านพื้นที่สาธารณะ
Helle Søholt กล่าวถึงการนำประสบการณ์จากโคเปนเฮเกน ไปให้คำปรึกษาเมืองต่าง ๆ ว่า ไม่ใช่การทำให้ทุกเมืองเหมือนโคเปนเฮเกน แต่เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมและผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ รวมถึงศึกษาการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เพื่อวางแผนเมืองให้รองรับชีวิตเหล่านั้น เธอเล่าว่า ตลอด 20–30 ปีที่ผ่านมา โคเปนเฮเกนปรับพื้นที่จอดรถให้เป็นสวนและลานสาธารณะอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาถนนให้เหมาะกับการเดินและปั่นจักรยาน
การเปลี่ยนแปลงยังรวมถึงพื้นที่ริมท่าเรือ ซึ่งผู้คนสามารถว่ายน้ำ เดิน และปั่นจักรยานเลียบท่าเรือชั้นในได้ Søholt กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งระหว่างทำงาน เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือเพียงเดินผ่านเมืองในชีวิตประจำวัน การเดินทางไปโรงเรียนและที่ทำงานทำได้สะดวก และเข้าถึงโอกาสได้ง่าย เธอมองว่าเมืองลักษณะนี้ดึงดูดทั้งคนที่มีความสามารถและการลงทุน พร้อมกล่าวว่าต้องให้ความสำคัญกับชีวิตในพื้นที่ระหว่างอาคารและธรรมชาติภายในเมือง
Søholt กล่าวว่า สภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นมีส่วนช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดี และการมีสุขภาพดีครอบคลุมมากกว่าการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล เธอกล่าวว่าสุขภาพของคน 80% ถูกกำหนดโดยการออกแบบพื้นที่สาธารณะ และเสนอว่าการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะควรเป็นสิทธิพื้นฐาน เช่นเดียวกับน้ำสะอาด อากาศสะอาด และที่อยู่อาศัยที่จ่ายไหว โดยพื้นที่สาธารณะควรเอื้อให้ผู้คนเคลื่อนไหว เดิน ปั่นจักรยาน เข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองและวัฒนธรรม
สำหรับแนวทางพัฒนาเมือง Søholt เห็นว่าควรเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพราะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนที่สุด และจำเป็นต้องปรับสิ่งที่สร้างไว้แล้วให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น รองรับผู้คนได้อย่างทั่วถึง และน่าอยู่กว่าเดิม เธอกล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาเมืองที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตและมีสุขภาพดี ผ่านทั้งพื้นที่สาธารณะระหว่างอาคารและธรรมชาติที่อยู่ภายในเมือง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Ukiyo Massage and Spa ปลุกอาคารเก่าถนนตะนาว จากธุรกิจเดิมสู่พื้นที่พักใจกลางเมือง
สตม. เปิดตัวแอป ‘THIM’ ยกระดับบริการตรวจคนเข้าเมืองและท่องเที่ยวครบวงจร



