ความสำเร็จของ Parasite, Squid Game และเพลง K-POP มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวอย่าง KPop Demon Hunters ได้รับโอกาสพัฒนาเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันแม็กกี้คังมองว่า การยอมรับวัฒนธรรมเกาหลีในภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดนตรีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ช่วยให้บริษัทใหญ่อย่าง Netflix และ Sony Pictures Animation สนับสนุนโครงการของเธอ ขณะที่โอกาสในการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกก็ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์กับโปรดิวเซอร์และผู้บริหารสตูดิโอกว่าสิบปี ควบคู่กับการพิสูจน์ความสามารถอย่างต่อเนื่อง
แม็กกี้ คัง (Maggie Kang) ผู้สร้างและผู้กำกับร่วม ภาพยนตร์แอนิเมชัน KPop Demon Hunters เจ้าของรางวัลออสการ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวในวงสนทนา The Stories That Shape Us ภายในงาน CNN Global Perspectives: In Bangkok โดยเล่าถึงการนำเคป๊อป ตำนานเกาหลี และการต่อสู้กับปีศาจมารวมไว้ในภาพยนตร์ ตั้งแต่เหตุผลที่อยากสร้างเรื่องราวนี้ การได้รับความไว้วางใจจากผู้สนับสนุน ไปจนถึงแรงกดดันในการนำเสนอวัฒนธรรมที่เธอผูกพันมาตั้งแต่เด็ก
Parasite ถึงเคป๊อปเปิดโอกาสให้ KPop Demon Hunters
คัง กล่าวว่า เมื่อเห็นความสำเร็จของ Parasite, Squid Game และ K-POP เธอรู้สึกว่า วัฒนธรรมเกาหลีมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดนตรีแล้ว จึงน่าจะถึงเวลาที่จะทำสิ่งเดียวกันในแอนิเมชัน ความคิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเห็นความเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็ก ที่เธอเคยรู้สึกว่าการเป็นคนเกาหลีไม่ใช่เรื่องเท่ มาสู่วันที่วัฒนธรรมของตัวเองได้รับความนิยม และทำให้เธออยากสร้างผลงานในสาขาที่ทำงานอยู่
อีกเหตุผลหนึ่งคือ แม้ชาวเกาหลีจะมีส่วนร่วมผลิตแอนิเมชันให้ผู้อื่นมาอย่างยาวนาน แต่คังรู้สึกว่ายังไม่มีผลงานที่พวกเธอเรียกได้ว่าเป็นของตัวเอง เธอจึงอยากสร้างสิ่งนั้นให้กับวัฒนธรรมเกาหลี โดยยอมรับว่า หากไม่มีความสำเร็จของผู้สร้างและศิลปินรุ่นก่อน เธอไม่คิดว่าบริษัทใหญ่อย่าง Netflix และ Sony Pictures Animation จะทำโครงการลักษณะนี้ คังจึงให้เครดิตกับคนที่มาก่อนและช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีโอกาสเกิดขึ้น
การยอมรับที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ยังมีส่วนต่อวิธีเล่าเรื่องของเธอ เมื่อถูกถามว่า เคยรู้สึกว่าต้องอธิบายความเป็นเอเชียให้ผู้ชมตะวันตกเข้าใจหรือไม่ คังกล่าวว่า เธอเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น ระหว่างสร้างภาพยนตร์ เธอแทบไม่เผชิญแรงกดดันให้ลดทอนรายละเอียดทางวัฒนธรรม และไม่รู้สึกว่าต้องอธิบายสิ่งต่าง ๆ ก่อนนำเสนอ อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าตัวเองโชคดีที่มีประสบการณ์เช่นนี้ เพราะผู้สร้างคนอื่นอาจไม่ได้รับอิสระในลักษณะเดียวกัน
กว่า 10 ปีสร้างความไว้วางใจ ก่อนกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก
แม้จังหวะของวัฒนธรรมเกาหลี จะเอื้อให้โครงการเกิดขึ้น แต่การได้รับโอกาสเป็นผู้กำกับก็ต้องใช้เวลา คังเล่าว่า เธอสร้างความสัมพันธ์กับโปรดิวเซอร์ และผู้บริหารสตูดิโอมานานกว่า 10 ปี พร้อมพิสูจน์ว่า ตัวเองสามารถทำงานนี้ได้ การได้รับความไว้วางใจจึงเกิดจากการทำงานและความสัมพันธ์ที่สะสมมา และแม้จะเริ่มโครงการแล้ว เธอยังต้องพิสูจน์ความสามารถตลอดกระบวนการ ซึ่งคังมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้
คังกล่าวถึงการสนับสนุนที่ได้รับด้วยความขอบคุณ เพราะในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรก เธอได้รับโอกาสทั้งกำกับ เขียนบท และมีส่วนร่วมเขียนเพลง รวมถึงได้ใช้นักแสดงหลักชาวเกาหลีทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเธอ การสนับสนุนจากคนรอบตัวจึงมีส่วนโดยตรงที่ทำให้เธอสามารถทำงานในองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพยนตร์ได้ตามความตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม โอกาสครั้งนี้มาพร้อมแรงกดดันอย่างมาก คังเล่าว่า มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก และความกังวลไม่ได้มาจากความคาดหวังที่มีต่อตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความคาดหวังที่เธอรู้สึกว่ามาจากเกาหลีด้วย แม้จะใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง 2 วัฒนธรรมมาโดยตลอด เธอไม่เคยสับสนว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่ใด จนกระทั่งทำภาพยนตร์เรื่องนี้และเริ่มถามตัวเองว่า เธอเป็นคนเกาหลีมากพอที่จะนำเสนอวัฒนธรรมในแบบที่ต้องการหรือไม่
แรงกดดันในการเล่าวัฒนธรรมเกาหลี
คังเติบโตในโตรอนโต ท่ามกลางเพื่อนชาวเอเชียจำนวนมาก แต่เธอก็เคยรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เช่น เมื่อเพื่อนชาวจีนเฉลิมฉลองเทศกาลของพวกเขา ขณะเดียวกัน การอยู่ในเมืองที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ก็ทำให้เธอรู้สึกว่า สามารถภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเองได้ แม้จะมีคนร่วมแบ่งปันประสบการณ์นั้นไม่มากนัก
พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความผูกพันนี้ โดยไม่ได้บอกเพียงว่าเธอเป็นคนเกาหลี แต่ยังสอนประวัติศาสตร์ให้เข้าใจ ตั้งแต่เหตุผลที่มีการสร้างภาษาของตัวเอง ไปจนถึงการอยู่รอดของประเทศเล็ก ๆ ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความยากลำบากที่ผู้คนเคยเผชิญ ทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดกับวัฒนธรรมมากขึ้น และเข้าใจว่าผู้คนของเธอผ่านอะไรมาบ้าง
เมื่อเริ่มกังวลกับการนำเสนอวัฒนธรรมในภาพยนตร์ คังจึงพูดคุยกับพ่อ ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เธอสนใจการกำกับจากการดูภาพยนตร์ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อแนะนำว่า เธอทำได้เพียงสร้างภาพยนตร์ที่เป็นตัวเอง และเล่าสิ่งที่อยากเล่า คำแนะนำนั้นทำให้เธอตระหนักว่า แต่ละคนมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมแตกต่างกัน แม้แต่พี่น้องที่เติบโตในบ้านเดียวกัน ก็ไม่ได้มีประสบการณ์เหมือนกันทั้งหมด เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เธอจึงรู้สึกเป็นอิสระที่จะสร้างสิ่งที่อยากเห็น และหวังว่าจะมีคนชอบสิ่งเดียวกัน
สร้างตัวละครผู้หญิง แบบที่อยากเห็นบนจอ
ความต้องการสร้างสิ่งที่ตัวเองอยากดู ยังปรากฏในการออกแบบตัวละครผู้หญิง คังอยากเห็นผู้หญิงที่สามารถแสดงความเปิ่นและความตลกได้ เธอไม่ได้เริ่มจากการกำหนดว่าตัวละครต้องเป็นแบบอย่างให้ใคร หรือภาพยนตร์ควรทำเพื่อผู้ชมกลุ่มใด แต่คิดถึงผู้หญิงแบบที่ตัวเองอยากเห็น ทั้งในมุมของเด็กที่ชอบ K-POP อย่างมากในวัยประมาณ 11–12 ปี แฟนเพลงในปัจจุบัน และผู้หญิงที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นแม่แล้ว
คังอธิบายว่า เธอสร้างภาพยนตร์โดยคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก รวมถึงแบบอย่างที่อยากเห็นในเวลานั้น เธอเคยบอกกับหลายคนว่าหากมีใครทำภาพยนตร์เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีและผู้หญิงในลักษณะนี้ เธอพร้อมเข้าไปช่วย แต่เมื่อผลงานเช่นนั้นไม่เกิดขึ้น เธอจึงตัดสินใจลองทำด้วยตัวเอง ภาพยนตร์จึงมีตัวตนของเธออยู่มาก และหนึ่งในคำชมที่มีความหมายที่สุด คือการที่เพื่อนดูแล้วบอกว่าเห็นเธออยู่บนจอ ทั้งสีหน้าและวิธีตอบสนองต่อสถานการณ์ของตัวละคร
จากเคป๊อป สู่ความสนใจร่วมงานกับศิลปินทั่วโลก
สำหรับก้าวต่อไป คังยืนยันว่ามีการประกาศสร้างภาคต่อแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เมื่อถูกถามถึงศิลปินที่อยากร่วมงานด้วย เธอกล่าวว่าตัวเองชอบดนตรีหลากหลายประเภท และแม้ชื่อภาพยนตร์จะมีคำว่าเคป๊อป แต่สำหรับเธอ เรื่องราวนี้เกี่ยวกับดนตรี ความรู้สึกที่ดนตรีสร้างขึ้น และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน เธอจึงพยายามเรียนรู้ตลาดและวงการดนตรีในประเทศต่าง ๆ ให้มากขึ้น
การมาเยือนไทยครั้งนี้ ทำให้คังได้พูดคุยกับผู้คนเกี่ยวกับเพลงและวงการดนตรีไทย ซึ่งเธอมองว่าน่าสนใจ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอได้รู้จักดนตรีเพิ่มเติมจากสิ่งที่คุ้นเคย และเมื่อมองถึงการทำงานในอนาคต เธอก็อยากมีโอกาสร่วมงานกับศิลปินจากหลากหลายประเทศมากขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘ความเชื่อใจ’ ในยุค AI: 3 นักเขียนบทซีรีส์ดังถอดสูตรทำให้คนดูเชื่อ โดยไม่ยัดเยียดคำตอบ
ศาสตร์อ่านคนก่อนเจรจาธุรกิจ: ถอดรหัสภาษากาย โดย ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา
ผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic เริ่มจากเข้าใจ ไม่ใช่ควบคุม



