Share on
×

Share

เตือนผู้ส่งออกไทย PPWR กฎใหม่ EU เพิ่มโจทย์หิน ‘ลดวัสดุ-รีไซเคิลได้จริง-พิสูจน์เอกสาร’

เตือนผู้ส่งออกไทย PPWR กฎใหม่ EU เพิ่มโจทย์หิน 'ลดวัสดุ-รีไซเคิลได้จริง-พิสูจน์เอกสาร'

กฎหมายบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสหภาพยุโรป หรือ PPWR เพิ่มโจทย์ให้ผู้ส่งออกไทยทั้งการออกแบบ การเลือกวัสดุ และหลักฐานยืนยันความสอดคล้อง ผู้เชี่ยวชาญชี้ธุรกิจปรับตัวลำพังไม่ได้ ต้องเร่งพัฒนาระบบข้อมูลและการทดสอบที่คู่ค้ายอมรับ ขณะที่บริษัทใหญ่เตรียมพร้อมแล้ว แต่ยังพบคู่ค้าเข้าใจกฎไม่ตรงกัน

กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ซึ่งเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 กำลังเพิ่มภาระให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพราะการเข้าถึงตลาดยุโรปต้องอาศัยทั้งบรรจุภัณฑ์ที่เป็นไปตามข้อกำหนดและข้อมูลที่พิสูจน์ได้ ขณะที่รายละเอียดทางเทคนิคและวิธีประเมินหลายเรื่องยังอยู่ระหว่างพัฒนา หากระบบข้อมูล การทดสอบ และการรับรองของไทยยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า ผู้ประกอบการแต่ละรายก็ต้องรับต้นทุนตรวจสอบและยืนยันเพิ่มเติมด้วยตนเอง

ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังวลสำคัญจากงาน “Thailand PPWR Stronger Together: ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR” ซึ่งจัดโดยเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) ร่วมกับ Thailand PPWR Consortium และองค์กรพันธมิตร โดยผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจสะท้อนว่า ความท้าทายครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบให้ใช้วัสดุน้อยลงและรีไซเคิลได้จริง การจัดการสารเคมี การใช้วัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการประเมินและแสดงความสอดคล้อง การเตรียมพร้อมจึงต้องทำพร้อมกันทั้งภายในบริษัท ระหว่างคู่ค้า และในระดับประเทศ

PPWR ซับซ้อนสูง ธุรกิจต้องลดบรรจุภัณฑ์และเตรียมหลักฐาน

ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ในฐานะผู้แทน Thailand PPWR Consortium กล่าวว่า PPWR เป็นกฎหมายที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก เนื่องจากกรอบกฎหมายออกมาก่อน แล้วจึงพัฒนารายละเอียดทางเทคนิค มาตรฐาน และกลไกประเมินตามมา ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงควบคู่กับการเตรียมตัว โดยหลักสำคัญคือการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดด้วยบรรจุภัณฑ์ที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งน้ำหนักและปริมาตร พร้อมออกแบบให้รีไซเคิลได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่ในทางทฤษฎี

ความรับผิดชอบยังครอบคลุมถึงการประเมิน และจัดเตรียมหลักฐานก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด แม้ผู้ผลิตสามารถรับรองตนเองได้ แต่ต้องมีเอกสารและระบบรองรับ เชื่อมโยงกลับไปยังบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จริง และเรียกดูได้เมื่อมีการร้องขอ ดร.นุจรินทร์ระบุว่า ผู้ประกอบการต้องเตรียมจัดเก็บเอกสารเป็นเวลา 5–10 ปีตามประเภทบรรจุภัณฑ์ จึงจำเป็นต้องวางระบบข้อมูลที่รองรับทั้งการเก็บรักษา การปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน และการส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับธุรกิจอาหาร การมีเอกสารยืนยันความปลอดภัยของวัสดุสัมผัสอาหาร ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนหลักฐานด้าน PPWR ได้โดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมีจุดมุ่งหมายต่างกัน การประเมินด้านอาหารพิจารณาความปลอดภัยของอาหาร ขณะที่การรีไซเคิลต้องพิจารณาสารเคมีในวัสดุที่จะกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตด้วย ผู้ประกอบการจึงต้องแยกให้ชัดว่าเอกสารแต่ละฉบับใช้ยืนยันเรื่องใด และยังขาดข้อมูลส่วนไหนก่อนส่งให้ลูกค้า

ต้นทุนปรับตัวต่างกัน ต้องประเมินก่อนลงทุน

ดร.กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบของ PPWR กว้างกว่าธุรกิจส่งออกบรรจุภัณฑ์โดยตรง เพราะครอบคลุมสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์ส่งเข้ายุโรปด้วย โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ไทยส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 9 แสนล้านบาท ขณะที่การส่งออกบรรจุภัณฑ์โดยตรงมีมูลค่าประมาณ 2,900 ล้านบาทต่อปี ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกสินค้าหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อประเมินและวางแผนปรับตัว

ภาระด้านต้นทุนขึ้นอยู่กับว่าบรรจุภัณฑ์เดิมต้องปรับมากน้อยเพียงใด บางกรณีอาจใช้รูปแบบเดิมได้เมื่อมีผลทดสอบและเอกสารยืนยันครบถ้วน ซึ่ง ดร.กฤตย์ประมาณการค่าใช้จ่ายในการทดสอบและจัดทำเอกสารไว้ราว 10,000–30,000 บาท แต่หากต้องเปลี่ยนวัสดุหรือออกแบบใหม่ ภาระจะเพิ่มขึ้นทั้งด้านวัตถุดิบ การพัฒนา และการตรวจสอบความสอดคล้อง ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มจากสำรวจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ แยกส่วนที่พร้อมแล้วออกจากส่วนที่ต้องเปลี่ยน และจัดลำดับการลงทุนให้เหมาะกับธุรกิจ

การเพิ่มวัสดุรีไซเคิลเป็นตัวอย่างของต้นทุนที่ต้องประเมินล่วงหน้า โดย ดร.กฤตย์ยกตัวอย่างราคา PET ใหม่อยู่ที่ประมาณ 24–42 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับ PET รีไซเคิลประมาณ 35–55 บาทต่อกิโลกรัม

ระบบไทยยังมีช่องว่าง ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ EU

ดร.นุจรินทร์ กล่าวว่า ความยากของ PPWR อยู่ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถทำให้สอดคล้องได้ด้วยตนเองทั้งหมด แต่ต้องอาศัยระบบสนับสนุนของประเทศด้วย ปัจจุบันไทยยังมีช่องว่างทั้งข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์ การเชื่อมข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทางของการรีไซเคิล และหลักฐานยืนยันคุณภาพวัสดุ ผู้ผลิตจึงต้องติดตามข้อมูลจากคู่ค้าและส่งทดสอบเพื่อพิสูจน์เพิ่มเติม ซึ่งหลายกรณีเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการยืนยันสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในผลิตภัณฑ์ แทนที่จะนำทรัพยากรไปใช้พัฒนาคุณภาพสินค้า

ข้อมูลต้องถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพสินค้าและส่งต่อไปพร้อมกับสินค้า ไม่ใช่บริการที่เริ่มจัดหาเมื่อลูกค้าร้องขอภายหลัง เพราะผู้ผลิตปลายทางต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ยืนยันความสอดคล้องของตนเอง หากข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบหรือผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ขาดหาย ภาระจะส่งต่อมายังผู้ที่ต้องนำสินค้าเข้าตลาด ขณะที่การมีระบบแบ่งความรับผิดชอบและส่งต่อข้อมูลที่เชื่อถือได้จะช่วยลดการตรวจซ้ำและต้นทุนของทั้งห่วงโซ่อุปทาน

อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้สหภาพยุโรปยอมรับความเทียบเท่าของไทย หรือ EU Equivalent โดย ดร.นุจรินทร์เสนอว่า ภาครัฐ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ต้องร่วมกันแสดงหลักฐานและสร้างความเชื่อมั่น เพราะการพิจารณาไม่ได้จำกัดเฉพาะคุณภาพผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงระบบจัดการวัสดุหลังใช้ กลไกความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ EPR ความสามารถในการรีไซเคิล และข้อมูลที่ตรวจสอบได้

ความพร้อมของแหล่งวัสดุรีไซเคิลในประเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจ หากวัสดุมีคุณภาพแต่ขาดข้อมูลแหล่งที่มาหรือหลักฐานด้านสารเคมี ก็อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันความสอดคล้อง ดร.นุจรินทร์เตือนว่า หากไทยไม่มีแหล่งวัสดุรีไซเคิลที่ตอบข้อกำหนดได้ ผู้ประกอบการอาจต้องนำเข้า ทำให้โอกาสใช้วัตถุดิบภายในประเทศลดลง การพัฒนาระบบเก็บรวบรวม รีไซเคิล และตรวจสอบย้อนกลับจึงต้องเดินไปพร้อมกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์

ดร.นุจรินทร์มองว่า กฎหมายนี้ยากสำหรับประเทศคู่แข่งเช่นกัน หากไทยพัฒนาความพร้อมได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ก็มีโอกาสใช้การปรับตัวครั้งนี้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ยกระดับการทดสอบไทย ลดภาระตรวจซ้ำ

วิชชา พิชัยณรงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มรับรองหน่วยรับรอง สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ กล่าวว่า การสนับสนุนต้องครอบคลุมหน่วยตรวจสอบรับรองและห้องปฏิบัติการ เพราะมีต้นทุนพัฒนาบุคลากร เครื่องมือ และความสามารถในการให้บริการ หากหน่วยงานเหล่านี้ต้องลงทุนด้วยตนเองทั้งหมด ค่าใช้จ่ายย่อมส่งต่อมายังผู้ประกอบการ การยกระดับความสามารถให้ทัดเทียมและได้รับการยอมรับจากต่างประเทศจึงเป็นส่วนสำคัญในการลดภาระตรวจสอบ พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบการตรวจสอบรับรองของไทยที่เทียบเท่าต่างประเทศและโครงสร้างพื้นฐานการทดสอบที่ช่วยลดการทดสอบซ้ำ

ขณะเดียวกัน ต้องแยกเป้าหมายของมาตรฐานสำหรับการส่งออกออกจากมาตรฐานที่รองรับระบบจัดการบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศให้ชัด เพราะเกณฑ์ออกแบบเพื่อรีไซเคิลของยุโรปอิงกับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีคัดแยกของยุโรป ขณะที่ไทยมีระบบแตกต่างกัน วิชชาระบุว่า การจัดทำเกณฑ์จึงต้องรู้ก่อนว่าต้องการรองรับตลาดใด และไม่ควรเข้าใจว่าการทำตามมาตรฐานภายในประเทศจะทำให้ส่งออกไปยุโรปได้โดยอัตโนมัติ

บริษัทใหญ่พร้อมปรับ แต่คู่ค้ายังเข้าใจกฎไม่ตรงกัน

ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทติดตามกฎด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ในยุโรปมานาน และพัฒนาความพร้อมทั้งผลิตภัณฑ์ บุคลากร และระบบข้อมูล อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์สื่อสารกับลูกค้าพบว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งยังรอให้กฎหมายและข้อกำหนดชัดเจนก่อนจึงเริ่มเตรียมตัว เมื่อถึงเวลาต้องใช้เอกสารจึงกลับมาสอบถาม ทำให้การทำงานต้องเร่งตามคำขอที่เข้ามา บริษัทจึงเห็นความจำเป็นของการใช้ตัวอย่างและขั้นตอนปฏิบัติจริงช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสิ่งที่ต้องทำ

เต็ดตรา แพ้คมีระบบจัดการข้อมูลส่วนกลางมาตั้งแต่ประมาณ 10 ปีก่อน และนำ AI มาช่วยค้นข้อมูลและจัดทำเอกสารตามความต้องการของลูกค้า ปฏิญญามองว่า การพัฒนาคนและความสามารถขององค์กรเป็นการลงทุนที่รองรับกฎระเบียบได้มากกว่า PPWR ส่วนภาระจัดทำและส่งเอกสารต้องลดด้วยระบบข้อมูลและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับคำขอจำนวนมากโดยไม่ต้องเพิ่มงานซ้ำในแต่ละขั้นตอน

ด้าน นาวิน สังขรัตน์ Packaging Research & Development Director ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนและทำงานร่วมกับคู่ค้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่การปฏิบัติตาม PPWR ยังพบความท้าทายทั้งการตีความกฎหมายและการเตรียมข้อมูล บริษัทจึงตั้งทีมติดตามข้อกำหนด สำรวจรายการบรรจุภัณฑ์ที่ส่งไปยุโรปและแหล่งจัดซื้อ ประเมินส่วนที่ต้องปรับปรุง แล้วตรวจสอบหลักฐานก่อนเก็บไว้ในระบบกลางให้ฝ่ายขายต่างประเทศเข้าถึงได้ พร้อมปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

นาวิน ระบุว่า การขอผลทดสอบจากคู่ค้าต้องเผื่อทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงสื่อสารให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนวัสดุหรือสีอาจเกี่ยวข้องกับหลักฐานที่ต้องจัดเตรียมเพิ่มเติม การควบคุมต้นทุนจึงเริ่มจากทำงานร่วมกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และผู้ขายวัตถุดิบล่วงหน้า พัฒนารูปแบบที่ใช้ร่วมกันได้ในสินค้าหลายรายการ และใช้วัสดุให้เหมาะสมเพียงพอ โดยต้องทดสอบยืนยันว่าอาหารยังมีคุณภาพและอายุการเก็บรักษาตามที่กำหนด พร้อมพิจารณาค่าใช้จ่ายตลอดห่วงโซ่ เพราะต้นทุนบรรจุภัณฑ์ตั้งต้นที่สูงขึ้นอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการปลายทางได้

สำหรับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ พุทธชาด สุพรรณตรี ผู้จัดการฝ่ายควบคุมและประกันคุณภาพ บริษัท ยูเนียน แอนด์ โอจิ อินเตอร์แพ็ค จำกัด กล่าวว่า คู่ค้าบางรายยังมองการขอข้อมูลว่าเป็นภาระและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บริษัทต้องอธิบายเหตุผลและช่วยหาวิธีจัดเตรียมข้อมูลที่ไม่ต้องลงทุนมาก ขณะเดียวกันลูกค้ามีทั้งผู้ที่เข้าใจข้อกำหนดและผู้ที่ขอข้อมูลทุกเรื่องโดยยังไม่แยกว่าส่วนใดเกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จริง บริษัทจึงต้องชี้แจงขอบเขตให้ตรงกัน และบางกรณีต้องทดสอบเองเมื่อไม่สามารถได้ข้อมูลจากคู่ค้า

ปัจจุบันบริษัทรวบรวมข้อมูลผู้ขายไว้ส่วนกลาง แล้วประมวลผลตามแบบที่ลูกค้าแต่ละรายต้องการ แต่เมื่อคำขอเพิ่มขึ้นและมีรูปแบบแตกต่างกัน ภาระเวลาของทีมงานก็เพิ่มตาม พุทธชาดระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางใช้ AI ช่วยตั้งแต่สำรวจ เก็บข้อมูล ประมวลผล ไปจนถึงจัดทำรายงานที่มีรูปแบบมาตรฐานและใช้ตอบลูกค้าได้หลายราย เพื่อช่วยลดงานซ้ำและต้นทุนการจัดการข้อมูล

กสิกรไทยหนุนธุรกิจสีเขียว ลดต้นทุนการเงินตามเกณฑ์

ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับอนาคตและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ หรือ Future-Ready and Resilient เพราะธุรกิจยังต้องเผชิญกฎระเบียบและความเสี่ยงรูปแบบอื่นตามมา ธนาคารนำเกณฑ์สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG มาประกอบการพิจารณาการให้สินเชื่อ พร้อมเพิ่มการสนับสนุนกิจกรรมสีเขียวและธุรกิจที่มีความพร้อมปรับตัว โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นฐานพิจารณากิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์อาจได้รับต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงตามเงื่อนไขการสนับสนุน

การเข้าถึงเงินทุนต้องมาพร้อมความรู้และข้อมูลที่ใช้ประเมินได้ ดร.วิชัยระบุว่า ข้อมูลต้องใช้เวลาสะสมและควรเริ่มเก็บล่วงหน้า อีกทั้งต้องจัดรูปแบบให้ส่งต่อและประมวลผลร่วมกันได้ ธนาคารจึงทำหน้าที่เชื่อมการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ การประเมิน และเงินทุน เพื่อช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ลงทุนได้ และรักษาความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ThaiCBN ผนึกเครือข่าย เตรียมความพร้อมทั้งระบบ

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Thailand PPWR Consortium มีเป้าหมายเชื่อมองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินสิ่งที่ต้องทำ วางแผนปรับตัว และรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Thailand PPWR Consortium จะเชื่อมการทำงานของภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ สถาบันวิจัย ห้องปฏิบัติการ และหน่วยตรวจสอบรับรอง ผ่านคณะทำงานด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการนำไปปฏิบัติ การทดสอบและประเมินความสอดคล้อง ตลอดจนนโยบายและการสื่อสาร เพื่อพัฒนาแนวทางและเครื่องมือร่วมกัน ลดความไม่แน่นอนในการตีความข้อกำหนด และลดต้นทุนจากการทำงานซ้ำ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บี.กริม–ดันโกเต ชี้ทางลดเสี่ยงพลังงาน กระจายแหล่งซื้อ–ผลิตใกล้ตลาด

CPPC ลดต้นทุนพลังงาน ใช้ AI จัดการโรงงาน ควบคู่พลังงานสะอาด

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar