ผู้เกษียณจำนวนมากยังมีความรู้ ประสบการณ์ และทักษะจากชีวิตการทำงาน แต่เมื่อออกจากงานประจำ หลายคนยังไม่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านี้กลับมาใช้ต่ออย่างไร ขณะเดียวกัน SME จำนวนไม่น้อยยังต้องการคำปรึกษาจากผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่สามารถเข้าถึงที่ปรึกษาคุณภาพสูงได้ง่ายนัก
ช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้ กลายเป็นที่มาของโครงการ AFAST Smart Retiree ความร่วมมือระหว่าง SCB Academy, ศูนย์ KX มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพจมนุษย์ต่างวัย และพันธมิตร ที่ต้องการพัฒนาพี่ ๆ รุ่นใหญ่ให้เป็นที่ปรึกษามืออาชีพ เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เรื่องนี้ถูกเล่าบนเวทีเสวนา “สกิลพี่ไม่มี Expire (AFAST Smart Retiree Project)” ภายในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ โดยปัจจุบันโครงการมีพี่ที่ปรึกษาเข้าร่วมมากกว่า 100 คน เข้าไปให้คำปรึกษากับ SME แล้วมากกว่า 38 บริษัท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 750 ล้านบาท
เมื่อประสบการณ์ยังไม่หมดอายุ
ปรียาภรณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา Project Manager โครงการ AFAST Smart Retiree จาก SCB Academy กล่าวว่า แนวคิดหลักของโครงการคือ การเกษียณไม่ใช่จุดจบของการทำงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่และประสบการณ์ชีวิตใหม่
ในมุมของโครงการ ผู้ที่เกษียณหรือออกจากงานประจำตั้งแต่ช่วงอายุ 45-50 ปีขึ้นไป ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เพราะมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และผ่านการแก้ปัญหาจากการทำงานมามากมาย สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญคือคำถามว่าจะกลับเข้าสู่ตลาดงาน หรือสร้างคุณค่าและรายได้ต่อไปได้อย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง SME เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่มีโอกาสเข้าถึงที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ หรือเข้าถึงทีมที่ปรึกษาคุณภาพสูงได้ โครงการ AFAST Smart Retiree จึงทำหน้าที่เชื่อมผู้เกษียณที่มีประสบการณ์เข้ากับ SME ที่ต้องการคำแนะนำ ผ่านบทบาทของพี่ที่ปรึกษา หรือ Retiring Consultant
คนเก่งต้องฟังเป็น และอยากถ่ายทอดความรู้
การเป็นที่ปรึกษาไม่ได้อาศัยเพียงความรู้จากงานเดิม แต่ต้องปรับวิธีคิดและวิธีสื่อสารด้วย เกศินี ฉัตรอมรรัตน์ พี่ที่ปรึกษาจากโครงการ AFAST Smart Retiree และอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจฝ่ายบัญชีและการเงิน เล่าว่า หลัง Early Retire ออกมา เธอเคยรู้สึกเหงาในช่วงแรก ก่อนจะเริ่มรับงานฟรีแลนซ์ด้านบัญชีและการเงิน
เมื่อเห็นโครงการนี้หลายครั้งผ่านเพจมนุษย์ต่างวัย เธอตัดสินใจสมัคร เพราะมองว่าโครงสร้างการอบรมสามารถเติมทักษะใหม่ให้กับสิ่งที่มีอยู่เดิม และช่วยให้เธอนำความรู้ไปช่วยผู้อื่นได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า
แต่เมื่อเข้าสู่บทบาทที่ปรึกษาจริง เธอพบว่า การทำงานกับ SME แตกต่างจากการทำงานในองค์กรใหญ่ เพราะ SME ต้องเจอปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ทั้งบุคลากร การเงิน และการตลาด การให้คำปรึกษาจึงไม่ใช่การนำทฤษฎีไปบอกผู้ประกอบการ แต่ต้องเข้าใจปัญหาและเป้าหมายของเขาก่อน
“การเป็นที่ปรึกษาต้องฟังให้เก่ง ไม่ใช่พูดเก่ง ต้องฟังให้เก่ง ฟังแล้วรู้ว่าปัญหาเขาคืออะไร สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร ถึงจะประสบความสำเร็จได้”
คัดคนจากความเชี่ยวชาญ และใจที่อยากส่งต่อ
ชัญญา เจิมรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม จาก KX KMUTT อธิบายว่า โครงการไม่ได้คัดเลือกพี่ที่ปรึกษาจากความเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจในการส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับสังคมด้วย
กระบวนการเริ่มจากการสำรวจความต้องการของ SME ก่อน จากนั้นจึงคัดเลือกพี่ ๆ อายุตั้งแต่ 45-50 ปีขึ้นไป โดยดูทั้งความรู้ที่ตรงกับโจทย์ของผู้ประกอบการ และความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ที่ปรึกษาอย่างจริงจัง
หลังจากคัดเลือกแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาทักษะผ่านการเรียนรู้ผสมผสานรูปแบบออนไลน์ เพื่อเสริมทักษะการเป็นที่ปรึกษา พร้อมมีทีมงานช่วยประกบตั้งแต่การจับคู่กับผู้ประกอบการไปจนถึงช่วงให้คำปรึกษาจริง
เข้าใจปัญหา SME ก่อนจับคู่ที่ปรึกษา
คุณชัญญากล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากกระบวนการที่ออกแบบร่วมกับ SME ตั้งแต่ต้น
ทีม KX จะคัดกรอง SME ผ่านการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการทุกคน ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานของบริษัท ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ จำนวนพนักงาน ปัญหาที่เผชิญ ไปจนถึงแนวทางแก้ไขที่ผู้ประกอบการมองไว้ในเบื้องต้น
ปัญหาสำคัญที่ SME ในโครงการต้องการความช่วยเหลือ ได้แก่ การทำการตลาดออนไลน์ การขายของออนไลน์ การขายบน TikTok การปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงธุรกิจที่เคยพึ่งพาลูกค้านักท่องเที่ยวจีน แต่เมื่อจีนไม่มา ปัญหาก็ตามมา
เมื่อได้โจทย์แล้ว ทีม KX จะนำข้อมูลไปบรีฟให้พี่ที่ปรึกษาเตรียมตัวก่อนเข้าสู่การพูดคุยจริง และในแต่ละครั้งจะมีทีมงานช่วยเปิดประเด็น ปิดประเด็น และดึงบทสนทนากลับเข้าสู่เป้าหมาย เพื่อให้ทั้งพี่ที่ปรึกษาและ SME ได้แผนการทำงานที่นำไปใช้ต่อได้จริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
T-Mart เมื่อที่ปรึกษาช่วยให้เห็นทางไปต่อ
กรณีของ เกวลี เทียนทอง ผู้บริหาร ทีมาร์ก ศูนย์ค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดสุโขทัย เป็นตัวอย่างของ SME ที่ได้รับคำปรึกษาจากโครงการ
คุณเกวลีเล่าว่า T-Mart ทำธุรกิจร้านมินิมาร์ทในจังหวัด สุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร รวม 12 สาขา เมื่อธุรกิจขยายเร็ว ปัญหาก็เพิ่มขึ้นตามมา ทั้งระบบบัญชี ระบบบุคคล และระบบองค์กร ซึ่งเธอต้องดูแลเองทั้งหมด จนธุรกิจไม่สามารถไปต่อได้ ทั้งที่ยังมีความหวังอยากขยายต่อ
เธอเคยคิดจะจ้างทีมงานมืออาชีพหรือที่ปรึกษา แต่ยังไม่กล้า เพราะอยู่ต่างจังหวัด กังวลว่าบริการที่ปรึกษาจะเหมาะกับองค์กรใหญ่หรือไม่ ไกลเกินไปหรือไม่ แพงเกินไปหรือไม่ และจะตอบโจทย์ธุรกิจได้จริงหรือไม่
เมื่อเข้าร่วมโครงการ คุณเกวลีเปรียบการมีที่ปรึกษาว่าเหมือนมี GPS นำทาง เพราะช่วยให้มองเห็นภาพธุรกิจชัดขึ้น เห็นทิศทางว่าธุรกิจควรไปอย่างไร โดยที่ที่ปรึกษาไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาแทน แต่ช่วยให้เธอมองเห็นภาพและตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น
“ความฝันของเจ๊เกลคืออยากจะทำแฟรนไชส์ แต่เราไม่รู้จะกลัดกระดุมเม็ดแรกอย่างไร พอมีคนมากลัดกระดุมเม็ดแรกให้ เม็ดที่สองที่สามเรากล้าทำ ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น”
คำปรึกษาที่ได้รับทำให้ T-Mart กล้าก้าวออกจากพื้นที่เดิมของธุรกิจในจังหวัด และเริ่มเดินหน้าขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ตามความฝัน ขณะเดียวกันธุรกิจของเธอยังมีพนักงานประมาณ 200 คน
38 บริษัท 750 ล้านบาท และการขยายโครงการ
ปัจจุบันโครงการสามารถออกไปช่วย SME ได้มากถึง 38 บริษัท และเมื่อประเมินจากมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับรายได้หรือความเสียหายที่ป้องกันได้ ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 750 ล้านบาท
แม้จำนวน 38 บริษัทอาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวน SME ในประเทศ แต่เวทีเสวนาชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และเป็นพื้นที่ทดลองของโมเดลที่นำความรู้ของผู้เกษียณกลับมาใช้ช่วยผู้ประกอบการ
ในปีนี้ โครงการได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อขยายผลและยกระดับศักยภาพของผู้เข้าร่วมอบรม โดยเตรียมเปิดรับเพิ่มอีก 2 รุ่น รุ่นละ 50 คน รวม 100 คน นอกจากเนื้อหาเดิม โครงการจะเพิ่มทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้พี่ที่ปรึกษามีความพร้อมมากขึ้นในการออกไปช่วยพัฒนา SME
คุณปรียาภรณ์กล่าวว่า SCB มองว่า ผู้สูงอายุในสังคมไทยแข็งแรงขึ้น อายุยืนยาวขึ้น และบางคนเกษียณเร็วขึ้น คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ยังสามารถส่งต่อความรู้ ประสบการณ์ หรือคุณค่าให้กับสังคมและคนรุ่นหลังต่อไปได้
ป้าเก๋าเล่าโกง เติมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้วัยเก๋า
นอกจากโครงการ AFAST Smart Retiree ทาง SCB ยังต่อยอดประเด็นความปลอดภัยทางการเงินของผู้สูงวัย ผ่านแคมเปญ “ป้าเก๋าเล่าโกง” ซึ่งจัดทำในรูปแบบซีรีส์ เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นภูมิคุ้มกันทางการเงิน ช่วยให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทันกลโกงและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
คุณปรียาภรณ์กล่าวว่า SCB ไม่ต้องการสื่อสารเรื่องนี้เพียงผ่านโฆษณาหรือภาพให้คนอ่านแล้วรับรู้เท่านั้น แต่ต้องการทำในรูปแบบการให้ความรู้ เพื่อให้พี่ ๆ วัยเก๋าสามารถติดตามและนำไปใช้ป้องกันตัวเองบนโลกออนไลน์ได้
การเกษียณจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหลุดออกจากระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกับตำแหน่งงานเดิม เพราะความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ยังสามารถกลับมาเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับ SME โครงการนี้ช่วยเปิดโอกาสให้เข้าถึงที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะที่สำหรับผู้เกษียณ นี่คือเส้นทางใหม่ในการทำงาน ส่งต่อคุณค่า และมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจอีกครั้ง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พังทลายมายาคติ ‘เกษียณ 60’ ในโลกที่อายุคนยาวขึ้นและ AI เปลี่ยนงาน




