Amadeus คาดการณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไตรมาสแรกปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางหลัก ที่ยังคงครองส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะเดียวกัน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนแปลงสู่การผสมผสานรูปแบบการเดินทางที่ซับซ้อนขึ้น และให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะบุคคล ส่งผลให้เมืองรอง รวมถึงเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่อย่างการเดินทางกับสัตว์เลี้ยงและการท่องเที่ยวตามรอยป๊อปคัลเจอร์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ
กรุงเทพฯ ครองแชมป์จุดหมายปลายทางหลัก เมืองรองเริ่มมีบทบาท
ข้อมูลการท่องเที่ยวล่าสุดจาก Amadeus Travel Intelligence ระบุว่า คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกรุงเทพฯ มีแนวโน้มครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวขาเข้าสูงสุดของภูมิภาคที่ 6.8% ของทั้งหมด เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่จุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในภูมิภาคอย่างฮานอยและกัวลาลัมเปอร์ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 13% ต่อปี รองลงมาคือเซี่ยงไฮ้ 9% และเดนปาซาร์ บาหลี 8%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านราคาตั๋วเครื่องบินในไตรมาสแรกของปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ราคาเฉลี่ยตั๋วโดยสารชั้นประหยัดจากทุกต้นทางทั่วโลกเข้าสู่กรุงเทพฯ อยู่ที่ 477 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ภูเก็ตอยู่ที่ 404 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2% เช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ราคาตั๋วไปเชียงใหม่กลับเพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 390 ดอลลาร์สหรัฐ และกระบี่เพิ่มขึ้นถึง 12% อยู่ที่ 417 ดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มขึ้นของราคาตั๋วเดินทางไปยังเมืองรองดังกล่าว สะท้อนความสนใจของนักเดินทางที่ขยายตัวออกไปนอกเหนือจากจุดหมายหลักแบบดั้งเดิม
ภูเก็ตข้ามผ่านโลว์ซีซัน ดึงกลุ่มครอบครัวระยะไกล
นอกเหนือจากข้อมูลปริมาณนักท่องเที่ยวแล้ว แนวโน้มการเดินทางในช่วงนอกฤดูกาลก็เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก ข้อมูลผู้โดยสารทางอากาศของภูเก็ตในเดือนกันยายน ปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซัน กลับพบการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ โดยกลุ่มขนาด 3-5 คน เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบรายปี โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวจากยุโรป ซึ่งเป็นตลาดระยะไกลที่มีมูลค่าสำคัญ เติบโตถึง 18% ขณะที่กลุ่มตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบรายปี แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการกระตุ้นความต้องการเดินทางนอกฤดูกาล และความหลากหลายของโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวไทยที่เพิ่มมากขึ้น
พอล วิลสัน รองประธานฝ่าย Hospitality ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Amadeus กล่าวว่า “ประเทศไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาค โดยข้อมูลชี้ให้เห็นถึงความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ต่อเนื่อง ไม่เพียงในกรุงเทพฯ แต่ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ” พร้อมระบุว่าการใช้ข้อมูลเชิงลึกควบคู่กับเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวสามารถปรับกลยุทธ์ได้ตรงกับดีมานด์ และยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Travel Mixology เทรนด์ผสมผสานการเดินทาง AI ตัวช่วยสำคัญ

วรรณาภรณ์ ตันเรืองวงษ์ Account Manager, Travel Sellers (Southeast Asia), Amadeus กล่าวในหัวข้อ The Great Debate ภายในงานว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวแบบผสมผสานหรือ Travel Mixology กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวในปัจจุบันผสมผสานเส้นทาง จุดแวะพัก และงบประมาณเข้าด้วยกันมากขึ้น โดยต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากในการวางแผน ส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 นักท่องเที่ยวถึง 63% จะใช้ AI ในการวางแผนการเดินทาง
“หากผู้เดินทางสั่งให้ AI จัดทริปไปดูซากุระที่โตเกียวแบบประหยัดงบ AI อาจแนะนำให้บินไปลงโตเกียว แล้วนั่งเครื่องบินในประเทศที่ถูกกว่าชินคันเซ็นในช่วงเวลานั้นไปฟุกุโอกะเพื่อบินกลับไทยในราคาที่ถูกกว่า พร้อมดึงข้อมูลสถานที่ฮิตจาก YouTube มาจัดตารางและสรุปงบประมาณให้” คุณวรรณาภรณ์กล่าว
ขณะเดียวกัน พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย Chief Financial & Strategy Officer, Gotherได้เสริมถึงรูปแบบการเดินทางก็มีการผสมผสานที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผสมรูปแบบการเดินทาง เช่น ขาไปนั่งสายการบินโลว์คอสต์ ขากลับนั่งสายการบินฟูลเซอร์วิสเพื่อโหลดสัมภาระ การผสมจุดขึ้น-ลง โดยบินไปลงเมืองหนึ่งแล้วเดินทางต่อไปเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับจากอีกเมืองหนึ่ง รวมถึงการแวะพักเพื่อซื้อประสบการณ์ในเมืองต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการต่อเครื่องบังคับอีกต่อไป
Purpose-driven journey ไลฟ์สไตล์กำหนดจุดหมายปลายทาง
คุณพงษ์พันธ์ กล่าวว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการเริ่มต้นด้วยการหาวันหยุด จองตั๋ว และจองโรงแรม มาเป็นการหาเป้าหมายหรือสิ่งที่อยากทำก่อน แล้วจึงค่อยหาวันหยุดและวางแผนการเดินทาง เช่น การอยากไปวิ่งมาราธอน หรือไปทริปครอบครัว ซึ่งแพลตฟอร์ม Gother ได้พัฒนาฟีเจอร์ “Klub” ขึ้นมารองรับความสนใจเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มครอบครัว กลุ่มผจญภัย กลุ่มสายมู และกลุ่มรักสุขภาพ และมีแผนจะเปิดตัว Luxury Club และกลุ่ม Sport & Entertainment เพิ่มเติมในอนาคต
Pick ‘n’ Stays โรงแรมขายคุณลักษณะแทนการขายห้องพัก
ในฝั่งของธุรกิจโรงแรม แนวโน้มการเลือกซื้อคุณลักษณะหรือ Attribute-Based Selling กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโฉมโมเดลธุรกิจ ข้อมูลจาก Amadeus Travel Dreams Survey ปี 2025 ซึ่งสำรวจนักเดินทาง 6,000 คน พบว่า 63% ยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับคุณลักษณะของห้องพักเฉพาะเจาะจง นอกเหนือจากอัตราค่าห้องมาตรฐานรายวัน
พณาวรรณ ไข่แก้ว Director of Sales, Thailand, Amadeus กล่าวในเวทีเดียวกันว่า “ปัจจุบันโรงแรมไม่ได้ขายแค่ห้องพักที่สะอาด แต่ต้องขายคุณลักษณะที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เช่น ห้องวิวทะเล หรือห้องที่มีโต๊ะทำงานและ Wi-Fi ที่ดีสำหรับนักธุรกิจ” พร้อมเน้นย้ำว่าเป้าหมายคือการสร้างรายได้เพิ่มจากคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ หากลูกค้าเห็นคุณค่า พวกเขาก็ยินดีที่จะจ่ายเพิ่มโดยไม่ต้องพึ่งส่วนลด ขณะเดียวกัน การตั้งชื่อห้องพักก็ต้องสื่อสารให้ชัดเจนและดึงดูดใจ มากกว่าแค่การใช้คำว่า King size deluxe ทั่วไป
Personalization เพิ่มรายได้และความภักดีระยะยาว
รัชญา เติมศิลป์กนก VP Revenue & Digital Strategy, Sono Hotels & Resorts Asia กล่าวเพิ่มเติมว่า Attribute-Based Selling เป็นเรื่องของการทำการตลาดเฉพาะบุคคลและการบริหารรายได้แบบองค์รวม โดยปัจจุบันลูกค้ายินดีจ่ายแพงขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจ เช่น ชั้นพักสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือห้องที่มีวารีบำบัดสำหรับสายสุขภาพ นอกจากนี้ โรงแรมยังสามารถเพิ่มรายได้ระหว่างขั้นตอนการจอง โดยเสนอขายบริการรถรับส่งสนามบิน สปา คลาสเรียนทำอาหาร หรือสิทธิการเข้าพักแบบ 24 ชั่วโมง
คุณพณาวรรณยังกล่าวถึงความสำคัญของข้อมูลว่า Distribution + Data + Personalization คือสมการสำคัญที่นำไปสู่การขายตามคุณลักษณะ โดยโรงแรมควรนำข้อมูลในอดีตมาวิเคราะห์เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล เช่น การจัดห้องหัวมุมที่ลูกค้าเคยชอบเตรียมไว้ให้โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าขออัปเกรด ซึ่งจะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากแค่ผู้เช่าห้องพักให้กลายเป็นความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำว่าไม่ควรมองข้ามช่องทาง GDS ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมตัวแทนจำหน่ายที่ไม่ได้ทำแค่จองห้องพัก แต่ยังขายตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ และประสบการณ์อื่น ๆ รวมอยู่ด้วย
AI in Action ปี 2026 จุดเปลี่ยนจากการทดลองสู่การใช้งานจริง
Christopher Clarke Founder, Fire on the Hill, Communications Consultancy กล่าวว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการลงทุนในเทคโนโลยี AI สูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านจากยุคของการตื่นตัวไปสู่การนำ AI มาใช้งานจริง พร้อมเน้นย้ำว่าเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน AI จะต้องทำได้มากกว่าแค่ปรับปรุงระบบค้นหา แต่ต้องถูกผนวกเข้ากับระบบนิเวศเดิมเพื่อสร้างประสิทธิผลและมูลค่าที่วัดผลได้จริง
Neil Rogan Global Director of Corporate External Communications and Digital Marketing, Amadeus กล่าวว่า Amadeus มีการใช้เทคโนโลยี AI ภายในองค์กรมานานถึง 20 ปีแล้ว โดยมีข้อได้เปรียบจากการมีข้อมูลมหาศาลระดับหลายร้อยเพตาไบต์ มีการประมวลผลสูงถึง 150,000 ธุรกรรมต่อวินาที หรือ 1.2 หมื่นล้านธุรกรรมต่อวัน
“อุตสาหกรรมการเดินทางมีความซับซ้อนสูง AI มักจะเป็นการคาดเดาอย่างมีหลักการ ดังนั้นในงานที่ต้องอาศัยความถูกต้องสูง จึงต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมของระบบที่แม่นยำ 99.99% ทำงานร่วมกับ AI” คุณ Neil Rogan กล่าว
กลยุทธ์ AI 3 เสาหลักของ Amadeus สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเดินทาง
กลยุทธ์ด้าน AI ของ Amadeus ว่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- AI สำหรับนักเดินทาง
- AI สำหรับผู้ให้บริการด้านการเดินทาง
- AI สำหรับพนักงานองค์กร
คุณ Neil Rogan เปิดเผยว่า Amadeus ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทด้าน AI ชื่อ SkyLink ในนิวยอร์ก เพื่อนำมาพัฒนาระบบสำหรับการเดินทางระดับองค์กร โดยใช้เทคโนโลยี Agentic AI
ด้านคุณ Christopher Clarke กล่าวเสริมว่า AI จะสร้างผลกระทบสูงสุดต่อวงการท่องเที่ยวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การสร้างแรงบันดาลใจและวางแผนทริป
- การปรับราคาแบบไดนามิกที่จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อนักเดินทาง
- การบริการด้านการเดินทางเพื่อช่วยให้ประสบการณ์การเดินทางง่ายยิ่งขึ้น
โอกาสของ AI Commerce เช่น การสร้าง Wallet เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมจ่ายเงินได้ภายใน ChatGPT หรือ Gemini ซึ่งอุตสาหกรรมการเดินทางมีความซับซ้อนมาก ท้ายที่สุดแล้ว AI จะต้องเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพ โดยอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งแพลตฟอร์มอย่าง Amadeus มีระบบครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่การชำระเงิน โรงแรม ไปจนถึงสายการบิน
ป๊อปคัลเจอร์และสัตว์เลี้ยง เทรนด์ใหม่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ
นอกเหนือจากประเด็นด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแล้ว ปัจจัยด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยและไลฟ์สไตล์ก็เริ่มมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางมากขึ้น ในช่วงแรกของงาน Meet Amadeus มีการกล่าวถึงเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังมาแรงสองประเด็น ได้แก่ การท่องเที่ยวตามรอยป๊อปคัลเจอร์ และการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง
สำหรับการท่องเที่ยวตามรอยป๊อปคัลเจอร์ พบว่ากระแส K-pop รวมถึงภาพยนตร์และซีรีส์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงส่งผลให้ยอดการค้นหาและเที่ยวบินไปยังกรุงโซลพุ่งสูงขึ้นถึง 30% ขณะที่การถ่ายทำซีรีส์ดังอย่าง The White Lotus ในประเทศไทย ก็ช่วยกระตุ้นยอดการค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยงนั้น ข้อมูลระบุว่า 80% ของครัวเรือนไทยมีสัตว์เลี้ยง และรายงานจาก Goldman Sachs ระบุว่าในเขตเมืองของจีนมีสัตว์เลี้ยงมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงถูกมองเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุเรื่อง Pet Travel เข้าไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติปี 2569 เรียบร้อยแล้ว โดยโรงแรมในไทยโดยเฉพาะตามชายหาดเริ่มปรับตัวเพื่อรองรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
Community Impact สร้างการเติบโตคู่ชุมชนท้องถิ่น
ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี Amadeus ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านกรอบการทำงานด้านความรับผิดชอบต่อชุมชน ซึ่งประกอบด้วยสามเสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ การส่งเสริมความครอบคลุมทางดิจิทัล การสร้างทักษะเพื่ออาชีพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการสนับสนุนจุดหมายปลายทาง
Deborah Braud Corporate Marketing & Communications and Community Impact Lead, Asia Pacific, Amadeus กล่าวในหัวข้อ Community Impact ว่า Amadeus ได้ร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง World Vision Thailand, หอการค้าสเปน-ไทย และเครือข่ายพนักงาน Bangkok Women’s Network ดำเนินโครงการ Livelihood Initiative For the Economic Empowerment of Women and Girls from Underrepresented Communities หรือ LIFE ที่บ้านยางเปา ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
เสริมศักยภาพสตรี พลังขับเคลื่อนชุมชนอย่างยั่งยืน
Thanawadee Onginsea Relationship Manager World Vision Thailand กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการว่า อำเภออมก๋อยเป็นพื้นที่ห่างไกลบนพื้นที่สูงชัน สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ชุมชนขาดแคลนการเข้าถึงทักษะและทรัพยากร รวมถึงมีข้อจำกัดด้านโอกาสในการประกอบอาชีพและปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยโครงการมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้หญิงเป็นหลัก เนื่องจากประสบการณ์ทำงานกว่า 52 ปี พบว่า การเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้หญิงจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อครัวเรือนและชุมชนได้สูงกว่า เพราะผู้หญิงมักจะนำรายได้ไปสนับสนุนการศึกษาและโภชนาการของสมาชิกในครอบครัว
การดำเนินงานแบ่งเป็นสองด้านหลัก ได้แก่ ด้านงานฝีมือ โดยปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนให้เป็นสถานที่ฝึกอบรมทักษะงานฝีมือแก่กลุ่มผู้หญิง พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์วัสดุเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าสร้างรายได้ รวมถึงใช้ศูนย์ดังกล่าวเป็นโชว์รูมและร้านค้าต้อนรับนักท่องเที่ยว และ ด้านความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร โดยมอบเมล็ดพันธุ์พืช จัดอบรมและส่งเสริมการทำเกษตรกรรมให้แก่ชาวบ้านในชุมชน โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก
Maria Catany Canellas Legal Counsel at Amadeus Bangkok Vice President of the Spanish-Thai Chamber of Commerce กล่าวเสริมว่า เครือข่าย Bangkok Women’s Network ได้จัดกิจกรรมระดมทุนในช่วงปี 2566-2567 เพื่อนำเงินมาสนับสนุนโครงการ ต่อมาหอการค้าสเปน-ไทยได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเชิงสถาบันและช่วยสร้างการรับรู้ ทำให้โครงการสามารถเดินหน้าสู่เฟสที่ 2 ได้ โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมามีการจัดงานการกุศลเพื่อระดมทุนมอบให้ World Vision นำไปสานต่อโครงการให้เติบโตต่อไป
ด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ การเสริมสร้างศักยภาพช่วยให้ผู้หญิงในชุมชนมีความเป็นผู้นำสูงขึ้น มีความเข้มแข็ง รู้จักร่วมมือกัน และสามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความสนใจจากภาครัฐที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการฝึกอบรมทักษะเพิ่มเติมในศูนย์ชุมชนอีกด้วย
“การสร้างผลกระทบต่อชุมชนในเอเชียแปซิฟิกนั้น มีความทะเยอทะยานในระดับสากล แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยการลงมือทำในระดับท้องถิ่น” ซึ่งเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่พร้อมจะลงมือทำอย่างจริงจัง
เมื่อการเดินทางเปลี่ยนจากที่ไปเป็นเหตุผลที่จะไป
ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจาก Amadeus ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงรักษาความได้เปรียบในการเป็นจุดหมายปลายทางหลัก แต่ความท้าทายต่อไปไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเป็นจำนวนมากเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อพฤติกรรมที่หลากหลายของนักเดินทาง ตั้งแต่การผสมผสานรูปแบบการเดินทางที่ซับซ้อนขึ้น การเลือกซื้อคุณลักษณะเฉพาะของที่พัก ไปจนถึงการเดินทางตามความสนใจเฉพาะด้าน อย่างการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยงหรือตามรอยป๊อปคัลเจอร์
การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สามารถนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การเติบโตของเมืองรองที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าการกระจายตัวของรายได้สู่ภูมิภาคเป็นทิศทางที่เกิดขึ้นจริง และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าจะปรับตัวตามเทรนด์ใดเทรนด์หนึ่งได้ทันหรือไม่ แต่คือการทำความเข้าใจว่าเมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการหาที่ไปเป็นการหาเหตุผลที่จะไปแล้ว ธุรกิจของตนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลนั้นหรือไม่ และข้อมูลที่มีอยู่จะถูกนำไปใช้สร้างคุณค่าที่ผู้เดินทางยินดีจ่ายเพิ่มได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ข้อมูล เทคโนโลยี และความต้องการเฉพาะบุคคลกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนคือการเดินทางยังคงเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และจุดหมายปลายทางเข้าไว้ด้วยกัน และความสำเร็จที่ยั่งยืนอาจอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนั้นอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สิงห์ เอสเตท ชูพอร์ตโฟลิโอ ‘เชิงคุณภาพ’ ดันกำไรนิวไฮ พร้อมรุก Data Center
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่นับได้จะมีค่า: เมื่อ AI บอกว่า ‘คุณล้มเหลว’ แต่หัวใจบอกว่า ‘คุ้มค่าที่สุด’



