บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กางโรดแมปธุรกิจปี 2569 เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี พร้อมทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่รูปแบบ Industrial City และพลังงานสะอาด ตั้งเป้ายอดขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ ด้วยงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท
กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับพายุความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และสงครามแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน ก่อนจะโชว์ความแข็งแกร่งด้วยผลกำไรที่พุ่งทะยาน ทำสถิติใหม่สวนกระแสเศรษฐกิจ
ทุ่มงบหมื่นล้าน ขยายฐาน 3 ประเทศยุทธศาสตร์
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2569 ว่า อมตะเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวมไว้ที่ 2,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ 3 ประเทศ
เริ่มจากประเทศไทยที่ตั้งเป้าไว้ 1,650 ไร่ โดยมุ่งเน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในการลงทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ถัดมาคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ตั้งเป้า 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค โดยมีทำเลอยู่ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงจีนถึงลาวเพียง 5 นาที
และชู 3 โครงการเรือธง คือ โครงการนาหม้อ โครงการนาเตย และโครงการเมืองไซ ปัจจุบันเฟสแรกได้กว้านซื้อที่ดินแล้ว 5,000 ไร่ เริ่มก่อสร้างแล้วและตั้งเป้าพร้อมรับลูกค้าอย่างน้อย 1,000 ไร่ก่อนฤดูฝนนี้ โดยจะเริ่มเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปก่อนเพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ จากนั้นจึงต่อยอดสู่อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานทดแทน
ส่วนประเทศเวียดนามตั้งเป้า 550 ไร่ โดยขยายพื้นที่ครอบคลุม 5 จังหวัดในภาคเหนือ กลาง และใต้ ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมทำเลทองที่สร้างกำไรหลักให้อมตะเติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ลองถั่น ฮาลอง และกวางจิ ล่าสุดยังเตรียมลุยโครงการที่ 5 คือ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ ทางตอนเหนืออีกเกือบ 3,000 ไร่ด้วย
นอกจากนี้ อมตะยังได้เข้าไปลงทุนก่อสร้างในประเทศเมียนมาไว้แล้วส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นประตูเชื่อมสู่มหาสมุทรอินเดีย แต่ปัจจุบันได้ชะลอโครงการไว้เพื่อรอจังหวะเวลาและสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม
ปรับทัพรอบ 8 ปี ทรานส์ฟอร์มสู่เมืองอุตสาหกรรมยั่งยืน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อมตะได้วางแผนปฏิบัติการที่สำคัญ เริ่มจากการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี ด้วยการดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพภายใต้ 3 แกนหลักคือ
- Agility เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
- Governance เพื่อเสริมความโปร่งใส
- Scale Up เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเมกะโปรเจกต์
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ภายใต้ปรัชญา All Win เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันโครงการของอมตะมีนักลงทุนจาก 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 เข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยในไทยได้จัดสรรพื้นที่กว่า 6,000 ไร่เพื่อมุ่งสู่นวัตกรรมใหม่และการค้นคว้าวิจัย ซึ่งมีโรงงานนวัตกรรมเข้ามาตั้งแล้วหลายแห่ง รวมทั้งเปิดระบบ All Service Center เป็นสำนักงานดูแลความสะดวกนอกพื้นที่โรงงานให้ลูกค้าแบบเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ ยังรุกหนักด้านพลังงานสะอาด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ลงร้อยละ 30 โดยตั้งบริษัท อมตะ บีกริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี และเดินหน้าผลิตไฟฟ้าระยะแรก 100 เมกะวัตต์อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ผ่านโครงการโซลาร์ลอยน้ำ โครงการที่ระยอง และโซลาร์บนหลังคาโรงงาน
ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ดันทุนย้ายฐาน เตือนรัฐเร่งสู้ศึกชิง FDI
คุณวิกรม กล่าวว่า เหตุผลเบื้องหลังการขยายฐานธุรกิจเพราะโลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต้องเร่งย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียน
อมตะจึงยืดยันสานต่อการใช้กลยุทธ์ไม่เอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว เพื่อกระจายความเสี่ยงและคว้าโอกาสในภูมิภาค สะท้อนจากสถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยในปีที่ผ่านมาที่มีมากถึง 2,421 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.36 ล้านล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเม็ดเงินมหาศาลที่กำลังไหลเข้ามา
โดยเฉพาะเวียดนามที่รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุก ปลดล็อกการอนุมัติได้รวดเร็วระดับจังหวัด และเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไว้กว่า 8 แสนไร่ เทียบกับไทยที่มี 2 แสนกว่าไร่ ความดุดันนี้สามารถดึงดูดกลุ่มทุนขนาดใหญ่อย่าง Samsung และ Foxconn ที่มีมูลค่าการลงทุนมหาศาลเข้าไปตั้งฐานการผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันมีโรงงานสัญชาติเกาหลีใต้ในเวียดนามทะลุกว่า 10,000 แห่ง ขณะที่ไทยมีเพียง 400 กว่าแห่ง
แนะดึงทุนเศรษฐีลี้ภัย ชูไทยฐานที่มั่นปลอดภัย
พร้อมกันนี้ คุณวิกรมยังได้ส่งสัญญาณเตือนไปถึงภาครัฐว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันกว่าร้อยละ 90 และได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไทยจึงไม่มีนโยบายดึงดูดเศรษฐีที่ลี้ภัยสงคราม ซึ่งกำลังหอบเงินทุนและเทคโนโลยีไปพักพิงในสิงคโปร์และดูไบ
คุณวิกรมตอกย้ำว่า ไทยมีเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นมิตรกับประเทศมหาอำนาจมาอย่างยาวนานโดยไม่เคยทำสงครามกับใคร ไทยจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ ขาดเพียงการปลดล็อกนโยบายที่ยืดหยุ่นมากพอเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ไทยยังมีโอกาสจากปัญหาความไม่เสถียรของไฟฟ้าในเวียดนามตอนเหนือ ทำให้กลุ่มศูนย์ข้อมูลและผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หันมาเลือกลงทุนในไทยแทน
นอกจากนี้ ได้แสดงความเห็นถึงนายกรัฐมนตรีไทยว่า เป็นผู้นำยุคใหม่ ที่ไม่ทำตัวเป็น Superman เหมาทำทุกอย่างคนเดียว แต่ใช้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับมืออาชีพเข้ามาขับเคลื่อนองค์กรแทน ใส่คนที่เหมาะสม เชี่ยวชาญแต่ละด้านในจุดที่เหมาะสม
โชว์กำไรพุ่งทำสถิติใหม่
ผลประกอบการปี 2568 โดยแม้รายได้รวมจะลดลงร้อยละ 3 มาอยู่ที่ 14,524 ล้านบาท เนื่องจากการเลื่อนโอนที่ดิน แต่บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพจนดันอัตรากำไรขั้นต้นในส่วนธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมพุ่งสูงถึงร้อยละ 54 ส่งผลให้สามารถทำกำไรสุทธิทะยานขึ้นถึง 3,149 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 28 จากปีก่อนหน้า และทำอัตรากำไรสุทธิสูงถึงร้อยละ 22 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ บริษัทยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ต่ำเพียง 0.5 เท่า และมีกำไรสะสมของบริษัทแม่ระดับหมื่นกว่าล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลที่ระดับ 1.10 บาทต่อหุ้น เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Gulfstream เลือก MJets ตัวแทนไทย ชู G300 เจาะตลาดเครื่องบินธุรกิจเอเชีย
วรวีร์-พชรกฤษฏิ์ ผนึกดรีมทีมโลก ปั้น ‘BLESS City’ สปอร์ต-เวลเนสหมื่นล้าน



