Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Amaze เชื่อมลูกค้า 40 ล้านคนใน 9 เดือนอย่างไร

Amaze เชื่อมลูกค้า 40 ล้านคนใน 9 เดือนอย่างไร

การสร้างแอปพลิเคชันใหม่อาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด แต่การเชื่อมระบบสมาชิก สิทธิประโยชน์ พอยต์ สินค้า โลจิสติกส์ และข้อมูลลูกค้าจากหลายธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นคนละยุค คนละทีม และคนละสถาปัตยกรรม ให้ทำงานร่วมกันได้บนแพลตฟอร์มเดียว คือโจทย์ที่ Amaze Super App ต้องเผชิญ

บนเวที AWS Summit Bangkok สรินทิพย์ สถิตย์เสถียร กรรมการผู้จัดการ Amaze Super App จากหน่วยงานธุรกิจของ Ascend Commerce ได้เล่าถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่เริ่มจากโจทย์ใหญ่ของการรวมฐานลูกค้า 40 ล้านคนในกลุ่มธุรกิจเครือ CP ให้อยู่ในระบบเดียว และทำให้พอยต์ที่เคยกระจัดกระจายสามารถใช้แทนเงินสดได้จริง

จุดเริ่มต้นของโจทย์ 40 ล้านลูกค้า

คุณสรินทิพย์เล่าว่า เมื่อสองปีก่อน ทีมงานได้รับโจทย์ที่ฟังดูเรียบง่าย คือการรวมลูกค้าของกลุ่มธุรกิจในเครือ CP จำนวน 40 ล้านคนให้การใช้งานอยู่ในระบบเดียว

แต่ความจริงแล้ว โจทย์นี้มีความท้าทายสูงมาก เพราะลูกค้าอาจเป็นสมาชิกของ 7-11, Lotus, True หรือ TrueMoney ซึ่งแต่ละระบบแยกจากกัน ทำให้สิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับกระจัดกระจาย แต่ละระบบไม่รู้จักกันและพอยต์ไม่สามารถใช้ข้ามกันได้

ในมุมของลูกค้า คนคนหนึ่งอาจตื่นมาซื้อกาแฟหรืออาหารเช้าที่ 7-11 รับประทานอาหารที่ร้านโลตัส เติมน้ำมัน ซื้อของสดจากโลตัสก่อนกลับบ้าน ทุกกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ลูกค้าได้รับพอยต์ แต่พอยต์เหล่านั้นกลับกระจัดกระจายอยู่ในหลายโปรแกรมสมาชิก รวมถึงพอยต์บัตรเครดิตที่อาจถูกลืม ถูกปรับ หรือหมดอายุโดยไม่รู้ตัว

Amaze Super App จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถรวมพอยต์ที่มีอยู่มาไว้ในกระเป๋าเดียว และทำให้พอยต์สามารถใช้แทนเงินสดได้จริง

เมื่อพอยต์อย่างเดียวไม่พอ

โจทย์ของ Amaze ไม่ได้จบเพียงการรวมพอยต์ เพราะ Reward Catalog ของบัตรเครดิตหรือโปรแกรมสมาชิกจำนวนมากยังมีสินค้าไม่หลากหลายพอต่อความต้องการของลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพอยต์ใช้แทนเงินสดจริงไม่ได้

Amaze จึงรวมร้านค้าในเครือ CP ให้เสมือนเป็น Reward Catalog ขนาดใหญ่ของ Amaze Super App และยังเพิ่มความหลากหลายของสินค้าด้วยการสร้างตลาดออนไลน์ เพื่อให้พอยต์สามารถใช้แทนเงินสดได้จริง และลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น

Amaze Super App ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 9 เดือน หลังเปิดตัวหนึ่งปี มียอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง และมีสมาชิกทั้งหมด 3.8 ล้านคน ลูกค้าสามารถรวมพอยต์มาที่กระเป๋าเดียวได้จากทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ CP รวมถึงพันธมิตรบัตรเครดิต 8 แห่ง ปั๊มน้ำมัน 2 เครือข่าย และยังสามารถนำพอยต์ไปใช้แลกเป็นส่วนลดจากร้านอาหาร 150 แบรนด์ได้ในที่เดียว

เชื่อมระบบ 7-Eleven, Lotus’s, Makro, True และ TrueMoney

ความท้าทายแรกของ Amaze คือจำนวนระบบและความแตกต่างของแต่ละระบบ ไม่ว่าจะเป็น 7-11, Makro, Lotus, True และ TrueMoney ต่างมีระบบของตัวเอง สร้างขึ้นคนละยุค คนละทีม และคนละสถาปัตยกรรม แต่ในมุมของลูกค้า Amaze Super App ต้องทำให้ลูกค้าสมัครเพียงครั้งเดียว และสามารถเชื่อมต่อสมาชิกของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เข้าด้วยกันได้

สิ่งที่ช่วยให้ Amaze เดินหน้าได้คือ Building Block Approach ของ AWS ทีมงานไม่ต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์ แต่เลือกหยิบ Service ที่ต้องการมาประกอบเข้าด้วยกัน และเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่มีอยู่แล้วได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยความช่วยเหลือและคำแนะนำจากทีม AWS

คุณสรินทิพย์ระบุว่า วันนี้ Amaze เป็นแอปเดียวในประเทศไทยที่พอยต์ใช้แทนเงินสดได้จริง ข้ามแบรนด์และข้ามอุตสาหกรรม

จาก Reward Catalog สู่ Marketplace ขนาดใหญ่

ความท้าทายที่สองคือเรื่องสินค้า Amaze ต้องการสร้างรายการสินค้า Reward Catalog ที่หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าพอยต์ใช้แทนเงินสดและแลกอะไรก็ได้ หากมีพอยต์มากพอก็สามารถจ่ายได้ทันที

Amaze มีทั้งน้ำดื่ม ข้าวกล่องจาก 7-11 ของสดและของใช้จาก Lotus และ Makro ที่สามารถส่งถึงบ้านภายใน 1-3 ชั่วโมง ด้วยระบบขนส่งที่แต่ละธุรกิจมีอยู่แล้ว

นั่นหมายความว่าระบบอีคอมเมิร์ซของ Amaze ต้องรู้ว่าสาขาไหนอยู่ใกล้ลูกค้าที่สุด สาขาไหนมีสินค้า โปรโมชัน และราคาที่เหมาะสม เพื่อนำขึ้นขายบนหน้าจอ เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ ระบบต้องส่งคำสั่งซื้อไปที่คลัง และส่งต่อให้ลูกค้าได้ทันที

เบื้องหลังคือการเชื่อม 7-11 กว่า 15,000 สาขา และ Lotus กับ Makro อีกกว่า 2,000 สาขาเข้ากับระบบเดียว ขณะเดียวกัน Amaze ยังต้องสร้างตลาดออนไลน์ที่ปัจจุบันรองรับผู้ขาย 4,000 ราย สินค้ากว่า 500,000 รายการ พร้อมระบบจัดการสินค้า ระบบจ่ายเงิน และระบบโลจิสติกส์

Amaze ยังเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม 1688 เพื่อนำสินค้าจากโรงงานจีนส่งตรงมาขายบนแอปไทย โดยมีสินค้ากว่า 300 ล้านรายการที่นำมาพิจารณาขึ้นขายบน Amaze Super App

AWS Managed Service กับโจทย์เวลาและความเสถียร

ระบบของ Amaze ต้องรองรับความซับซ้อนของการเชื่อมต่อระบบสมาชิก สินค้า สาขา คลังสินค้า ระบบขนส่ง ระบบจ่ายเงิน และ Marketplace โดยเฉพาะในวันที่มีโปรโมชันใหญ่ ซึ่ง Traffic สามารถพุ่งสูงขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที

ทีม AWS เข้ามาให้คำแนะนำและสนับสนุนให้ระบบสามารถ Auto Scale ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานได้ไม่สะดุด ไม่ล่ม และรองรับธุรกรรมที่ปลอดภัยหลายล้านรายการทุกวัน

คุณสรินทิพย์ระบุว่า ความท้าทายที่ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของเวลา เพราะระบบทุกระบบต้องถูกสร้างและเชื่อมต่อกันพร้อมกัน ไม่ใช่ทำทีละอย่าง

หากต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างเอง อาจต้องใช้เวลาหลายปี Amaze จึงเลือกใช้ AWS Managed Service เพื่อไม่ต้องดูแล Infrastructure เอง และทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าได้เต็มที่

Kiro, AWS Transform และการลด Time to Market

ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี Amaze ใช้ Kiro เป็น AI Assistant ของ Developer เพื่อช่วยทั้งการเขียนและรีวิวโค้ดให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ Amaze ยังใช้ AWS Transform เพื่อเปลี่ยน Legacy Code จาก C++ โดยมีทีม AWS เข้ามาทำงานร่วมกับทีมเทคโนโลยีของ Amaze ช่วยให้ทีมสามารถ Adopt Service ใหม่ แก้ปัญหาร่วมกัน และลด Gap ในการใช้บริการใหม่ได้เร็วขึ้น

ผลลัพธ์คือระบบมี Scalability และ Stability เพิ่มขึ้น จนพร้อมรองรับการใช้งานและธุรกรรมจำนวนมาก

AI กับภารกิจนำสินค้า 1 ล้านรายการขึ้นระบบใน 2 เดือน

อีกโจทย์สำคัญของ Amaze คือการเชื่อมต่อสินค้าจำนวนมหาศาลจากแพลตฟอร์ม 1688 เข้ามาในระบบ คำถามสำคัญคือ ทีมงานจะคัดกรองสินค้าเหล่านี้ได้ทันอย่างไร

Amaze ใช้ AI ในการ Pre-search และ Screening เพื่อคัดกรองสินค้าที่มีข้อห้ามขึ้นขายไม่ได้ รวมถึงรูปภาพที่ไม่เหมาะสมออกโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ยังใช้ AI แปล Product Description จากภาษาจีนเป็นภาษาไทย ทั้งบนรูปภาพ ชื่อสินค้า และรายละเอียดสินค้า

ผลลัพธ์คือ Amaze สามารถนำสินค้า 1 ล้านรายการขึ้นระบบพร้อมขายได้ภายในเวลาเพียง 2 เดือน ขณะที่หากใช้วิธีการแบบเดิม อาจต้องใช้คนจำนวนมาก และอาจต้องใช้เวลานานเป็นปี

AI Security และก้าวต่อไปของ AI Consumer Use Cases

ในด้านความปลอดภัย Amaze นำ AI มาทำ SOC (Security Operations Center) เพื่อช่วยเฝ้าระวังและจัดการภัยคุกคามแบบ Real Time โดยไม่ต้องใช้ทีมงานขนาดใหญ่ทั้งห้องเหมือนในอดีต ช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับความปลอดภัยสูงขึ้น

นอกจากนี้ Amaze ยังมี Roadmap สำหรับ AI Consumer Use Case อีกกว่า 60 Use Case ตั้งแต่ AI Personal Shopper System ที่รู้ใจลูกค้า ไปจนถึง Aesthetic AI ที่ฉลาดพอจะเข้าใจว่ารูปภาพอาหารมีวัตถุดิบอะไร และสามารถเพิ่มวัตถุดิบเหล่านั้นเข้าไปในคำสั่งซื้อ เพื่อให้ลูกค้าซื้อจากร้านใกล้บ้านได้

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพฝัน แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง โดยมี AWS สนับสนุนและขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกับ Amaze” คุณสรินทิพย์ กล่าว

จากแอปสู่ Loyalty Ecommerce Ecosystem

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน Amaze ได้รับโจทย์ที่ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้ Amaze แสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มระดับโลกได้

Amaze ไม่ได้สร้างเพียงแอปพลิเคชัน แต่กำลังสร้าง Loyalty Ecommerce Ecosystem ที่เป็น IP ของตนเอง โดยเชื่อมระบบสมาชิก พอยต์ สินค้า โลจิสติกส์ ระบบจ่ายเงิน Marketplace และ AI เข้าไว้ด้วยกัน

กรณีนี้ทำให้เห็นว่า การสร้าง Super App ไม่ได้เริ่มจากการออกแบบหน้าจอแอป แต่เริ่มจากการเชื่อมระบบที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน และทำให้ข้อมูล สิทธิประโยชน์ สินค้า และประสบการณ์ของลูกค้าเดินอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว

Amaze จึงเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่ไม่ได้แก้โจทย์เฉพาะเรื่อง Loyalty Program แต่กำลังพยายามสร้างระบบนิเวศที่ทำให้พอยต์กลายเป็นมูลค่าที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของลูกค้า

สมรภูมิอีคอมเมิร์ซ 1.2 ล้านล้าน: 3 เทรนด์อนาคต-จุดจบสงครามราคา

Ascend Money ผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินในภูมิภาค ด้วย AI บน AWS

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar