อะมิตี้ (Amity) เทคคอมพานีด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ก่อตั้งในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D มูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการระดมทุนด้าน Generative AI ครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ตลาด Private Equity และ Venture Capital ในภูมิภาคหดตัวลงถึง 40% ขณะที่การลงทุนในบริษัท AI ลดลง 60% ตามข้อมูลจากผู้บริหารของบริษัท
การระดมทุนรอบนี้นำโดย EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital ของสิงคโปร์ ร่วมด้วย Asia Partners และ SMDV รวมถึงนักลงทุนรายเดิมและรายใหม่อย่าง CMLIM Capital ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุนของมาเลเซีย ภายใต้การนำของประธาน LGB Group กลุ่มธุรกิจสัญชาติมาเลเซียที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งการบำบัดน้ำ ทางด่วน ขยะมูลฝอยและการจัดการ สัมปทานพลังงานหมุนเวียน การก่อสร้างและวิศวกรรม การพัฒนาและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีการดำเนินงานในมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ยอดระดมทุนรวมของอะมิตี้เพิ่มขึ้นเป็น 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 60 ล้านดอลลาร์ที่เคยประกาศไว้ในช่วงปลายปี 2567 พร้อมกับรายได้ประมาณการรายปีของกลุ่มบริษัทที่แตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565
กลยุทธ์ 3Bs และการเติบโตจากยุโรป

กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ กล่าวว่า อะมิตี้เป็นกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ที่ก่อตั้งในประเทศไทย โดยมีศูนย์วิจัยและปฏิบัติการด้าน AI หรือ ARAC สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกว่า 75% ของ EBITDA ในปี 2568 มาจากหน่วยธุรกิจของอะมิติในยุโรป สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระดับสากล
อะมิตี้ดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ “3Bs – Build, Buy, Bridge” โดย Build คือการพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่านศูนย์วิจัย ARAC Buy คือการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป และ Bridge คือการผสานและบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งต่อยอดโซลูชัน AI สำหรับองค์กรสู่การนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์
เคง เถ็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อะมิตี้ กล่าวว่า การระดมทุน Series D ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทเทคสตาร์ทอัปไปสู่ช่วง Growth & Scale อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นเงินทุนสำคัญเพื่อรองรับการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ รวมถึงศูนย์ ARAC ที่สิงคโปร์ ตลอดจนการเข้าซื้อกิจการและแผนสร้างการเติบโตอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นบริษัทเทคโนโลยีสำหรับลูกค้าองค์กรระดับโลกที่มีรากฐานจากประเทศไทย
ระบบนิเวศธุรกิจจาก 5 บริษัทในเครือ
ปัจจุบันอะมิตี้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทในเครือ 5 แห่ง ได้แก่ อะมิตี้ โซลูชั่นส์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Agentic AI และ Digital Workplace, อะมิตี้ แอคเซนทิกซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Voicebot สำหรับภาษาไทย, โทลล์ริง บริษัทจากสหราชอาณาจักรที่ให้บริการโซลูชันวิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสาร, เอ้ก ดิจิทัล ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลด้านค้าปลีกและการตลาด และอะมิตี้-นอร์ดสตาร์ บริษัทโฮลดิ้งที่เน้นการลงทุนและเข้าซื้อกิจการในตลาดยุโรป
การผสานกันของบริษัทเหล่านี้สร้างระบบนิเวศที่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทาง “จากงานวิจัยสู่การสร้างรายได้” ซึ่งเข้ามาช่วยปลดล็อกความท้าทายในด่านสุดท้ายของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในระดับองค์กร
Vertical AI ทางเลือกที่ไม่แข่งกับยักษ์ใหญ่
ทัชพล ไกรสิงขร ประธานศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ด้าน AI กรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งอะมิตี้ กล่าวว่า เงินทุนที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปลงทุนในศูนย์วิจัย ARAC เพื่อพัฒนา Vertical AI ที่เข้าใจบริบทและตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและโทรคมนาคมเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ยังจะเร่งการพัฒนา Agentic AI หรือเอเจนต์อัจฉริยะที่ทำงานแบบอัตโนมัติตลอดกระบวนการทางธุรกิจ
อะมิตี้เลือกพัฒนา Vertical AI ที่ออกแบบเฉพาะอุตสาหกรรม แทนการสร้าง Foundation Model ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยใช้ประโยชน์จาก Foundation Model ที่มีอยู่ในตลาดนำมาต่อยอดร่วมกับข้อมูลเฉพาะทางที่บริษัทมี เช่น ข้อมูลคอลเซ็นเตอร์และข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง
คุณกรวัฒน์กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นว่า Vertical AI ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะอุตสาหกรรม คือโมเดลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ชัดเจนและวัดผลได้จริงสำหรับลูกค้า ขณะเดียวกัน Agentic AI จะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือช่วยวิเคราะห์หรือสรุปข้อมูล แต่จะเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถลงมือปฏิบัติงานและขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริง
มุมมองจากนักลงทุน: ข้อมูลและช่องทางจัดจำหน่ายคือหัวใจสำคัญ
วรพล ศุภานุสนธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและพาร์ทเนอร์ บริษัท Asia Partners บริษัท ไพรเวท อิควิตี้ จากสิงคโปร์ ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีระยะเติบโต กล่าวว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จของบริษัท AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโมเดลเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลและช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งกลยุทธ์ Build and Buy ของอะมิตี้ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน เพราะบริษัทมีชุดข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าจาก EGG Digital และ Tollring ขณะเดียวกันการเข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ในต่างประเทศทำให้อะมิตี้มีช่องทางกระจายสินค้าสู่ฐานลูกค้าองค์กรอยู่แล้วโดยไม่ต้องเริ่มสร้างใหม่
เยิง เจีย ลี Senior Partner บริษัท EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับอะมิตี้ในการเดินหน้าจัดตั้งศูนย์วิจัย ARAC ในสิงคโปร์และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป การขยายการดำเนินงานของอะมิตี้ในสิงคโปร์ ทั้งด้านการวิจัย AI การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเตรียมความพร้อมในการเปิดตลาดใหม่ จะช่วยเสริมศักยภาพในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าองค์กรทั่วโลก และวางบทบาทสำคัญของกลุ่มอะมิตี้ในการผลักดันการนำ AI ไปใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น
SMDV บริษัทร่วมลงทุนจากอินโดนีเซีย ระบุว่า อะมิตี้ได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง โดยผสานศักยภาพด้านซอฟต์แวร์ระดับองค์กรเข้ากับกลยุทธ์ที่ชัดเจนในด้าน Vertical AI และ Agentic AI โดยบริษัทมีความพร้อมในการขยายเทคโนโลยีและระบบนิเวศไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป SMDV พร้อมสนับสนุนอะมิตี้ในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะถัดไป
ARAC: ศูนย์วิจัยที่แบ่งบทบาทระหว่างสิงคโปร์และไทย
ศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI หรือ ARAC มีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ โดยทำงานร่วมกับทีมวิจัยในไทย โดยศูนย์ฯ สิงคโปร์เน้นการสร้างพันธมิตรกับผู้นำด้าน AI ระดับโลกและมองภาพอนาคตของเทคโนโลยีในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ขณะที่ศูนย์ฯ ไทยเน้นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จริงกับโซลูชันธุรกิจให้รวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด
ในปี 2568 ARAC ดำเนินโครงการ AI เสร็จสิ้น 8 โครงการ และตีพิมพ์งานวิจัย 7 ฉบับ โดยความสำเร็จสูงสุดคือโมเดล Vertical AI ของบริษัทสามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกในตาราง Leaderboard ด้าน Financial Agent ชนะอันดับสองไป 8%
นายทัชพลกล่าวว่า ARAC ได้พัฒนาโซลูชัน AI ที่ใช้งานจริงแล้วหลายโครงการ Influmatch.ai เป็นระบบสำหรับจับคู่อินฟลูเอนเซอร์กับสินค้าและงบประมาณ มีความแม่นยำสูงถึง 90% และประมวลผลเสร็จภายใน 1 นาที จากเดิมที่ใช้เวลาเป็นวัน Contact Center AI ใช้โมเดลขนาดเล็กเพียง 3 พันล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเล็กกว่าค่ายอื่น 10-50 เท่า แต่สามารถทำคะแนนติดอันดับ 9 ในกลุ่มค้าปลีกและอันดับ 4 ในกลุ่มสายการบินในระดับโลก ส่งผลให้ประมวลผลเร็วกว่า 3-4 เท่าและมีต้นทุนต่อเคสประมาณ 2 บาท เทียบกับ 60 บาทของค่ายอื่น ส่วนระบบ Auto QA ที่พัฒนาร่วมกับ Tollring เข้ามาวิเคราะห์เสียงการสนทนาทางโทรศัพท์แบบอัตโนมัติ 100% เพื่อวิเคราะห์เทคนิคการขายของพนักงานที่เก่งนำมาสอนพนักงานคนอื่น แทนการสุ่มตรวจเพียง 1-2% แบบเดิม
เป้าหมาย IPO และทิศทางตลาดโลก
อะมิตี้ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ผ่านการเติบโตจากธุรกิจเดิมและการเข้าซื้อกิจการใหม่ โดยบริษัทเตรียมความพร้อมนำอะมิตี้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2570
นายกรวัฒน์กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้าซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พร้อมเร่งพัฒนาและต่อยอด Vertical AI ให้สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ในตลาดโลก
กลยุทธ์การขยายตลาดของอะมิตี้ยังคงโฟกัสที่ยุโรปและอาเซียน โดยหลีกเลี่ยงตลาดสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากเป็นตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่ และเงินทุน 100 ล้านดอลลาร์ถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดดังกล่าว ขณะที่ยุโรปมีกำแพงด้านภาษาและกฎระเบียบที่ซับซ้อน ซึ่งช่วยป้องกันการแข่งขันจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
ปมการแข่งขันของ AI ไทยในเวทีโลก
การระดมทุน Series D ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมี Evercore Asia (Singapore) Pte. Ltd. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินแต่เพียงผู้เดียวให้แก่อะมิตี้ ปัจจุบันอะมิตี้มีพนักงานในเครือรวมกว่า 800 คน ให้บริการลูกค้ามากกว่า 20,000 องค์กรทั่วโลก ครอบคลุมทั้งธุรกิจ SME และองค์กรชั้นนำในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร สถาบันการเงิน และธุรกิจค้าปลีก
ท่ามกลางกระแส AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจทั่วโลก อะมิตี้เลือกเดินเส้นทางที่แตกต่าง ด้วยการสร้าง Vertical AI เฉพาะทางที่อาศัยข้อมูลและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป็นฐาน แทนการแข่งขันด้วยขนาดโมเดลหรือกำลังประมวลผล การตัดสินใจไม่พัฒนา Foundation Model ของตนเองแต่เลือกนำโมเดลที่มีอยู่มาต่อยอดด้วยข้อมูลเฉพาะทาง ทำให้บริษัทสามารถรักษาต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ขณะที่การเข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ในยุโรปช่วยเปิดช่องทางจัดจำหน่ายไปยังฐานลูกค้าองค์กรที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเริ่มสร้างจากศูนย์
เมื่อตลาด AI ระดับโลกยังคงถูกครอบงำโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ และจีน อะมิตี้เลือกที่จะสร้างพื้นที่ของตนเองในตลาดยุโรปและอาเซียน ด้วยข้อมูลเฉพาะทางที่บริษัทขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง และช่องทางจัดจำหน่ายที่ได้มาจากการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง นั่นคือเส้นทางที่บริษัทเทคจากประเทศไทยเลือกเดิน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในเวทีโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
PIXELS: ต้นทางข้อมูลอัจฉริยะของธุรกิจ
ไทยสูญเสีย Marketplace ต่างชาติฟันกำไร OCN คือทางรอด



