หากบทบาทในเวทีสาธารณะของ ศาสตราจารย์ดร.อัมมาร สยามวาลา คือปราชญ์ผู้เปรียบเสมือน “เกลือที่รักษาความเค็ม” ให้แก่สังคมไทย ภาพจำในมุมมองของคนใกล้ชิดและเพื่อนร่วมงานกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงหัวเราะ และความเมตตาที่สัมผัสได้จริง
จากการเสวนาในหัวข้อ “อาจารย์อัมมารที่ข้าพเจ้ารู้จัก… ผ่านสายตาทีดีอาร์ไอ” ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐนันท์วิจิตรอักษร ได้เปิดเผยแง่มุมชีวิต “หลังแว่นตา” ของอาจารย์อัมมาร ผ่านเรื่องเล่าของกัลยาณมิตรและลูกศิษย์คนสนิท 5 ท่านบนเวที ที่ทำให้เราได้รู้จักบุรุษผู้นี้ในฐานะ “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ยิ่งขึ้น
จาก “ดร.” สู่ “นาย” ความถ่อมตนของสุภาพบุรุษ
ความถ่อมตนเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของอาจารย์อัมมาร ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านสาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ เล่าเกร็ดเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ว่า อาจารย์อัมมารมักย้ำกับคนรอบข้างเสมอว่า “อย่าใส่คำว่า ดร.” นำหน้าชื่อท่าน ให้ใช้คำว่า “นายอัมมาร” ก็พอ เพราะท่านมองว่า “ดร.” เป็นเพียงตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ต้องติดตัวไปตลอด
สอดคล้องกับ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ ที่เล่าถึงความเป็นสุภาพบุรุษของท่านว่า ไม่ว่าอาจารย์อัมมารจะอาวุโสเพียงใด ทุกครั้งที่เดินลงลิฟต์หรือเดินผ่านประตู ท่านจะหยุดรอและเปิดประตูค้างไว้ให้พนักงานผู้หญิงเดินผ่านไปก่อนเสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักวิจัยหรือแม่บ้าน
อารมณ์ขันเรื่องเล่า “ไส้กรอก” และ “เจ้าชีวิต”
ดร.วรวรรณ ยังได้ถ่ายทอดมุมมองที่เรียกรอยยิ้มจากผู้ฟังมากที่สุด โดยเล่าถึงความขี้เล่นของอาจารย์อัมมารว่า ท่านมักจะพูดติดตลกกับลูกน้องเสมอว่า “งานหลักของผมคือเล่นเกม ส่วนการทำงานคือช่วงพักเบรกคั่นเวลาเล่นเกม” นอกจากนี้ ท่านยังมีอารมณ์ขันแบบ “ตลกร้าย” (Dark Humor) ที่แหลมคม เช่น การเปรียบเปรยการทำงานของสำนักงานสถิติว่าเหมือน “การทำไส้กรอก” คือผลลัพธ์ออกมาอร่อยและมีประโยชน์ แต่เบื้องหลังกระบวนการผลิตอาจจะดูไม่จืดจนไม่มีใครอยากเห็น
ความน่ารักอีกมุมหนึ่งคือความสัมพันธ์กับเลขาฯ ส่วนตัว (พี่เมฆ) ที่อาจารย์ตั้งฉายาให้ว่าเป็น “เจ้าชีวิต” เพราะเป็นผู้กุมตารางนัดหมายทั้งหมดว่าจะให้ใครเข้าพบได้หรือไม่ และด้วยปัญหาสุขภาพที่ทำให้ต้องจำกัดของหวาน อาจารย์อัมมารจึงมักมีวีรกรรมน่าเอ็นดูในการแอบ “ขอชิม” ขนมเค้กหรือช็อกโกแลตคิทแคท (KitKat) ของพนักงาน โดยอ้างเหตุผลอย่างน่ารักว่า “เมียไม่ให้กิน” หรือบางครั้งเมื่อเพื่อนร่วมงานซื้อขนมมา ท่านก็จะเดินไปขอแบ่งโดยเรียกว่าเป็นการ “เก็บภาษี” ความสุข
ผู้บริหารที่ “เชื่อในตัวคุณ” และเก้าอี้ราคาแพง
ในมิติของการบริหารงาน อาจารย์อัมมารยึดถือสไตล์ “Manage by Walking Around” คือการเดินไปทักทายพูดคุยกับพนักงานตามห้องต่าง ๆ หรือขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดมากกว่าจะนั่งสั่งการในห้องผู้บริหาร
ดร.วรวรรณ และ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ ได้ร่วมกันสะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดของท่าน เช่น ตอนย้ายสำนักงานมาที่ใหม่ ท่านยืนกรานให้สั่งซื้อ “เก้าอี้ทำงานราคาแพง” (ตัวละ 6-7 พันบาทในสมัยนั้น) ให้นักวิจัยและพนักงานทุกคนนั่ง เพราะท่านตระหนักดีว่า “พวกคุณต้องนั่งทำงานกันนาน” เก้าอี้ที่ดีจึงสำคัญต่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ดร.สมชัย เล่าว่าเวลาทานอาหารกลางวัน อาจารย์อัมมารมักเสนอให้ใช้วิธี “จับฉลากที่นั่ง” เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงได้นั่งปะปนกับพนักงานรุ่นใหม่ เป็นการลดช่องว่างและเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน และสิ่งที่สร้างความจงรักภักดีสูงสุดคือคำพูดสั้น ๆ จากปากท่านว่า “ผมเชื่อในตัวคุณ” ซึ่งเป็นพลังใจอันมหาศาล จนมีเรื่องเล่าว่าเมื่อพนักงานท่านหนึ่งทราบข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์ เขาถึงกับก้มลงกราบที่พื้นด้วยความอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง
ประกายตาแห่งปัญญา และบทสนทนาปรัชญาในรถ
ดร.สมชัย ตั้งข้อสังเกตถึงบุคลิกเฉพาะตัวของอาจารย์อัมมารว่า ท่านเป็นผู้ “กระหายความรู้” อย่างยิ่ง โดยดวงตาของท่านจะ “เป็นประกาย” ทันทีเมื่อบทสนทนาเข้าสู่เรื่องที่ยากและซับซ้อน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ดร.สมชัย นั่งรถกลับจากงานสัมมนากับอาจารย์และชวนคุยเรื่อง “ปรัชญา” ปรากฏว่าอาจารย์ตื่นเต้นมาก คุยอย่างออกรสจนเมื่อรถมาถึงที่หมาย ท่านก็ยังไม่อยากลงจากรถเพราะบทสนทนายังไม่จบ
ทางด้าน บรรยง พงษ์พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ทีดีอาร์ไอ ได้เสริมถึงความตรงไปตรงมาทางวิชาการของอาจารย์อัมมาร โดยเล่าถึงความกดดันเมื่อครั้งต้องขึ้นเวทีสัมมนาร่วมกับ “ดรีมทีม” ทางปัญญาอย่าง อาจารย์อัมมาร อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ซึ่งทำให้เขารู้สึกตัวเล็กลงถนัดตา แต่กลับเป็นโอกาสการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่
คุณบรรยงยังยกย่องอาจารย์อัมมารในฐานะผู้ชี้ทางสว่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยท่านระบุชัดเจนว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็น “ปรัชญา” (Philosophy) ไม่ใช่ “ทฤษฎี” (Theory) เพราะปรัชญานั้นยืดหยุ่นและต้องอาศัยการตีความ ซึ่งช่วยลดข้อถกเถียงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม รวมถึงความกล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเอาใจ SME โดยท่านชี้ว่าหากปกป้องมากเกินไปจนไม่เกิดการแข่งขัน จะทำให้ Productivity ของประเทศไม่พัฒนา
มิตรภาพ 50 ปี: จาก “นักกิจกรรม” สู่ “รักษาการคณบดี”
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ทีดีอาร์ไอ เพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักกันมายาวนานกว่า 50 ปี เปรียบชีวิตการทำงานร่วมกันเหมือนภาพยนตร์ที่มีหลาย Episode เริ่มตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์หนุ่มไฟแรงที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งอาจารย์อัมมารสร้างตำนานทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเสร็จภายใน 9 เดือน
ดร.ณรงค์ชัย เล่าเกร็ดตลกในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่าในขณะที่ตนเองออกไปเป็น “นักกิจกรรม” เดินขบวนกับนักศึกษา อาจารย์อัมมารกลับรับบทเป็นคน “เรียบร้อย” ที่เฝ้าคณะ และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ ดร.ณรงค์ชัย ต้องเดินทางไปต่างประเทศ จึงฝากให้อาจารย์อัมมารเป็น “รักษาการคณบดี” ซึ่งอาจารย์อัมมารมักนำมาเล่าขานด้วยอารมณ์ขันว่าเป็นวิธีการเรียนรู้งานบริหารด้วย “ต้นทุนที่ต่ำที่สุด” เพราะได้ลองทำโดยไม่ต้องรับตำแหน่งจริงถาวร
เรื่องราวทั้งหมดนี้จากวงเสวนาทีดีอาร์ไอ ทำให้เราเห็นว่า ภายใต้หมวกของปัญญาชนผู้ยิ่งใหญ่ อัมมาร สยามวาลา คือมนุษย์ผู้เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา และความซื่อตรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองคือ “มรดก” ที่งดงามที่สุดที่ท่านทิ้งไว้ในหัวใจของคนรอบข้างตลอดไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
แกะรอยวิธีคิด และมรดกทางปัญญาของ ‘อัมมาร สยามวาลา’
Gen Z 2025: พลิก ‘ไลฟ์สไตล์’ สู่ความยั่งยืน-ทวงถาม ‘โครงสร้างพื้นฐาน’



