ในยุคที่โลกเทคโนโลยีกำลังตั้งคำถามถึงภาวะฟองสบู่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI Bubble) ที่นักลงทุนต่างหวั่นเกรงว่าบริษัท AI จำนวนมากอาจเป็นเพียง “เปลือก” ที่ฉาบเคลือบด้วยคำศัพท์หรูหราและการตลาดที่หวือหวา แต่ ณ มุมหนึ่งของวงการเทคโนโลยีไทย บริษัท “คอราไลน์” (Coraline) กลับยืนหยัดอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลัง ในฐานะบริษัท Deep Tech ของคนไทย ที่ไม่ได้สร้างธุรกิจจากการระดมทุนเพื่อเผาผลาญเงินเล่น (Burn Rate) แต่สร้างขึ้นจาก “แก่น” (Core) ขององค์ความรู้ด้าน Data และ AI อย่างแท้จริง
นี่คือเรื่องราวการเดินทางกว่า 9 ปี ของบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนใคร ภายใต้การนำของ ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ หรือ ดร.แป้ง หญิงแกร่งผู้เปลี่ยนวิกฤติความตายให้เป็นพลัง เปลี่ยนสมการคณิตศาสตร์ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจนับพันล้านบาท และเปลี่ยนคำปฏิเสธให้กลายเป็นแรงผลักดันระดับสากล
DNA วินัยและตรรกะทางภาษา
หากย้อนกลับไปดูรากฐานชีวิตของ ดร.อสมา หลายคนอาจแปลกใจที่ทราบว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ดร.แป้งเคยทำคะแนนวิชาภาษาไทยในการสอบระดับประเทศได้สูงสุดถึง 93 เต็ม 100 โดยที่ไม่ได้เรียนพิเศษแม้แต่น้อย ความสามารถในการเชื่อมโยงตรรกะทางภาษาและการสื่อสารนี้เอง ได้กลายเป็น “อาวุธลับ” ที่ทำให้เธอแตกต่างจากนักเทคนิคหรือโปรแกรมเมอร์ทั่วไป นั่นคือทักษะในการ “เล่าเรื่องยากให้เข้าใจง่าย” ซึ่งสะท้อนผ่านงานเขียน หนังสือ (เล่มปัจจุบันเป็นเล่มที่ 8) และการสื่อสารวิสัยทัศน์ของ Coraline ที่ชัดเจนและจับใจผู้ฟัง
ดร.อสมา เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ โดยมีคุณพ่อเป็นแพทย์ผู้ทุ่มเทให้กับคนไข้ในจังหวัดระนอง ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงผูกพันกับความเรียบง่ายของต่างจังหวัด มีความสุขกับการเดินชมธรรมชาติ หรือทานไอศกรีมกับเพื่อน โดยไม่ได้ยึดติดกับค่านิยมทางวัตถุ ความหรูหรา หรือกระเป๋าแบรนด์เนม
ทว่า ภายใต้ความเรียบง่ายนั้น สิ่งที่ได้รับการปลูกฝังอย่างเข้มข้นจนกลายเป็น DNA ของเธอคือเรื่องของ “เวลา” และ “การวางแผน” จากคุณพ่อที่เป็นแพทย์ผ่าตัด
“ถูกสอนมาว่า 1 นาทีคนไข้ตายได้… เพราะฉะนั้นที่บ้านจะค่อนข้างสอนมาว่าเวลาคือสิ่งที่สำคัญ เราก็ต้องวางแผนให้ได้ ไม่ช้า”
วินัยเหล่านี้ผลักดันให้เธอเติบโตเป็นคนมุ่งมั่นและรับผิดชอบสูง เส้นทางการศึกษาของเธอเริ่มต้นตามค่านิยมของยุคสมัยที่เด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิต้องเป็นหมอหรือวิศวะ แม้ใจจริงเธอจะหลงใหลในวิชาชีววิทยาและอยากเป็นหมอ แต่ด้วยความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพและความเครียดจากคุณพ่อ เธอจึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแทน
แต่เมื่อก้าวเข้าไปสัมผัสการเรียนและการทำงานในสายวิศวกรรมเคมีจริง ๆ เธอกลับค้นพบความจริงที่สำคัญเกี่ยวกับตัวเองว่า เธอไม่เหมาะกับการทำงานตาม “มาตรฐาน” (Standard) ที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว หรือการเดินตามรอยเท้าใคร จิตวิญญาณของเธอโหยหาการคิดค้น สร้างสรรค์ และการเป็นผู้กำหนดแนวทางใหม่ ๆ ซึ่งกลายเป็นเข็มทิศชีวิตที่นำพาเธอออกจากกรอบเดิมๆ สู่การเป็นผู้บุกเบิกในโลก Deep Tech ในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนที่อเมริกา: เด็กเสิร์ฟธรรมะและรักแท้ในวิชา Optimization
ดร.อสมา ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา และที่นั่นเองเธอได้ค้นพบ “รักแท้” ทางวิชาการ นั่นคือวิชา Optimization หรือการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การคำนวณตัวเลข แต่คือศาสตร์แห่งการเขียนสมการเพื่อจำลองโลกความเป็นจริง เช่น “ทำอย่างไรให้ได้กำไรสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดที่มี” หรือ “จะขนส่งสินค้าอย่างไรให้ประหยัดน้ำมันที่สุด”
ความหลงใหลนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ผลักดันให้เธอเรียนจบปริญญาโทด้าน Industrial Engineering ภายในเวลาเพียง 1 ปี 3 เดือน และด้วยผลการเรียนที่โดดเด่น เธอสามารถคว้าทุนจาก National Science Foundation (NSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยระดับชาติของสหรัฐฯ เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้าน Machine Learning ได้ทันที
ทว่า ชีวิตในอเมริกาไม่ได้มีแค่ตำราเรียน ในช่วงเวลาว่างจากการรันโค้ดคอมพิวเตอร์ ดร.อสมา เลือกที่จะไปทำงานพาร์ตไทม์เป็น “พนักงานเสิร์ฟ” ในร้านอาหาร เพื่อหารายได้เสริมและเปิดโลกทัศน์ใหม่ ใครจะคาดคิดว่างานบริการนี้จะกลายเป็นโรงเรียนธุรกิจชั้นดีที่สอนสัจธรรมสำคัญให้กับเธอ
เธอเรียนรู้ว่า “รายได้” (ทิป) แปรผันตรงกับความพึงพอใจของลูกค้า และความพึงพอใจนั้นไม่ได้เกิดจากรอยยิ้มหน้าร้านเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ระบบหลังบ้าน” ที่มีประสิทธิภาพ หากครัวเตรียมของไม่พร้อม อาหารออกช้า หน้าบ้านยิ้มให้ตายลูกค้าก็ไม่ประทับใจ
“ถ้าระบบหลังบ้านคุณเข้มแข็ง เตรียมของดี หน้าบ้านคุณก็เสิร์ฟได้ Flow แต่ถ้าคุณเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ตอนลูกค้าสั่ง คุณจะไม่สามารถสร้าง Productivity ได้เลย”
แนวคิดเรื่อง Efficiency (ประสิทธิภาพ) จากร้านอาหาร ถูกฝังลึกลงในวิธีคิดของเธอ แต่บททดสอบชีวิตที่หนักหนาสาหัสกว่างานหนัก คือเรื่องของ “จิตใจ”
ในช่วงการทำวิจัยปริญญาเอกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพื่อนรุ่นเดียวกันทยอยเรียนจบและกลับเมืองไทย ความกดดันและความเหงาทำให้เธอเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ นอนไม่ได้ และทานข้าวไม่ลง
ทางออกของนักวิทยาศาสตร์อย่างเธอ ไม่ใช่ยา แต่คือการศึกษา “ธรรมะ” อย่างเป็นเหตุเป็นผล เธอวิเคราะห์ความทุกข์เหมือนสมการคณิตศาสตร์ แยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และไม่ได้ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความว่างเปล่า จนตกผลึกว่าความทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจาก “ความกลัว” ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ธรรมะจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่ทำให้จิตใจของเธอหนักแน่น มั่นคง และมีสติในการแก้ปัญหาธุรกิจที่ซับซ้อนในเวลาต่อมา
วิกฤติความตาย: หัวใจรั่วและการตื่นรู้บนเตียงผ่าตัด
จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเกิดขึ้นในปี 2010 ช่วงเวลาที่กราฟชีวิตของเธอกำลังพุ่งทะยานจากการได้รับทุนวิจัยระดับชาติของสหรัฐฯ (NSF) แต่การตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมตัวรับทุนกลับเผยให้เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้นผ่านเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล
ผลการตรวจพบว่า เธอมี “รูรั่วที่ผนังหัวใจห้องบนขนาดใหญ่เท่าเหรียญสิบ” ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่ทำให้เลือดดำและเลือดแดงปะปนกัน ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สภาพหัวใจในตอนนั้นทำงานหนักจนห้องหัวใจโตผิดปกติ และพร้อมที่จะหยุดทำงานได้ทุกเมื่อ
ในวัยเพียง 24 ปี ดร.อสมา ต้องบินกลับเมืองไทยเพื่อเข้ารับการผ่าตัดรักษาชีวิต แต่นี่ไม่ใช่การผ่าตัดธรรมดา มันคือ “การผ่าตัดสด” ที่ใช้วิธีบล็อกหลังโดยไม่ดมยาสลบ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจสอบการตอบสนองและการหายใจของเธอได้ตลอดเวลา
ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะในขณะที่เธอนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด คุณพ่อของเธอก็กำลังนอนอยู่ในห้อง ICU ด้วยภาวะหัวใจมีปัญหา และคุณย่าก็เพิ่งล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในเวลาไล่เลี่ยกัน
วินาทีที่นอนตื่นรู้ทุกความเคลื่อนไหวอยู่บนเตียงผ่าตัด ท่ามกลางความเป็นความตายของทั้งตัวเองและคนที่รัก คือช่วงเวลาที่เธอตระหนักถึงความเปราะบางของลมหายใจอย่างแท้จริง
“ชีวิตมันสั้นมากและไม่แน่นอน… ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ จะขอใช้ชีวิตเพื่อสร้างสิ่งดี ๆ และนำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาประเทศไทย”
คำสัญญากับตัวเองในวันนั้น กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ขับเคลื่อนชีวิตเธอในเวลาต่อมา เธอใช้เวลาฟื้นฟูร่างกาย 6 เดือน ก่อนจะกลับไปลุยเรียนต่อจนจบปริญญาเอกภายในเวลาเพียง 3 ปี และต่อ Postdoc อีก 6 เดือน ความเร่งรีบนี้ไม่ได้เกิดจากความใจร้อน แต่เกิดจากความตระหนักรู้ว่า “เวลา” คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และเธอต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้วันพรุ่งนี้
สมการพันล้านบน MacBook และกำแพงระบบราชการ
เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก และกลับมายังประเทศไทยด้วยไฟฝันอันแรงกล้าที่จะเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ดร.อสมา ตั้งใจจะนำความรู้ใหม่ ๆ อย่าง Machine Learning และ Optimization มาเผยแพร่ แต่เธอกลับต้องเผชิญกับ “กำแพงระบบราชการ” ที่เย็นชาและแข็งแกร่ง
เธอถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยชั้นนำถึง 3 แห่งด้วยเหตุผลที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง แห่งแรกปฏิเสธเพราะต้องรับนักเรียนทุนเดิมกลับเข้าทำงานก่อน แห่งที่สองขอให้เธอสอนวิชาบริหารจัดการพื้นฐานแทนวิชาเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยเหตุผลว่า “คนไทยไม่เรียนอะไรยาก ๆ หรอก” และแห่งที่สามปฏิเสธเพียงเพราะเกรดเฉลี่ยปริญญาตรีของเธอไม่ถึง 3.00 โดยมองข้ามผลงานวิจัยระดับอินเตอร์และดีกรีจากสหรัฐอเมริกาไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อประตูรั้วมหาวิทยาลัยปิดลง เธอจึงเบนเข็มเข้าสู่ภาคธุรกิจธนาคาร (Banking Industry) ซึ่งเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวในขณะนั้นที่เปิดกว้างรับบุคลากรระดับปริญญาเอกด้านที่เธอเรียนมา และที่นั่นเองที่ “ของจริง” ได้เริ่มฉายแสง
ดร.อสมา ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการ บริหารจัดการเงินสด (Cash Management) ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธนาคาร ในขณะนั้นธนาคารใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปราคาแพงจากต่างประเทศ แต่กลับพบปัญหาว่าไม่ตอบโจทย์บริบทการจราจรและการขนส่งของไทย ส่งผลให้กระบวนการเต็มไปด้วยความสูญเปล่า ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือเงินสด (Hand-off) จากศูนย์เก็บเงินไปรถขนเงิน ไปสาขา ไปเคาน์เตอร์ หรือไปตู้ ATM จะต้องมีการ “นับใหม่” เสมอ ซึ่งกินเวลาและทรัพยากรบุคคลมหาศาล
ในขณะที่ซอฟต์แวร์หลักร้อยล้านทำงานไม่ได้ดั่งใจ ดร.อสมา เลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ดูเหมือน “ลูกทุ่ง” แต่ “ล้ำลึก” ด้วยมันสมอง
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ของธนาคารไม่สามารถรันโค้ดที่ซับซ้อนได้ เธอจึงใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว (MacBook) เขียนโค้ดรันสมการ Optimization ด้วยตัวเองในทุกเช้า เพื่อคำนวณเส้นทางรถขนเงิน ปริมาณการเติมเงินในตู้ ATM แต่ละตู้ และการหมุนเวียนเงินสดที่แม่นยำที่สุด แล้วส่งผลลัพธ์เป็นไฟล์ Excel ให้ทีมงานนำไปปฏิบัติหน้างานจริง
ผลจากการคำนวณด้วย “สมอง” และ “สองมือ” ของเธอ สามารถลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดให้ธนาคารได้มหาศาลถึง 1,500 ล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เข้าใจปัญหาที่สุด
แต่แล้ววันหนึ่ง จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่อเธอไปช่วยทำโมเดลให้เพื่อนที่ทำธุรกิจร้านกีฬา เพื่อนยื่นคอมพิวเตอร์ระบบ Windows 10 ให้เธอใช้ แต่ ดร.อสมา กลับใช้งานไม่เป็น หาปุ่ม Home ไม่เจอ เพราะคุ้นชินแต่ MacBook และคอมพิวเตอร์ธนาคารที่เป็น Windows 7 เพื่อนจึงทักขึ้นด้วยประโยคที่กระตุกใจว่า
“แกเป็นด็อกเตอร์ภาษาอะไร ไม่รู้เหรอว่าโลกไปถึงไหนแล้ว”
คำพูดทีเล่นทีจริงนั้น กลายเป็นระฆังปลุกให้เธอตื่นจากภวังค์ เธอตระหนักได้ทันทีว่า “โลกเทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าองค์กรใหญ่” ในขณะที่เธอกำลังภูมิใจกับความสำเร็จในธนาคาร โลกภายนอกได้ก้าวไปสู่ยุคของ Big Data และ Data Scientist กันแล้ว หากยังอยู่ในคอมฟอร์ตโซนต่อไป เธออาจกลายเป็นคนตกยุค และถึงเวลาแล้วที่เธอต้องออกมาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยมือของตัวเอง
กำเนิด Coraline: นิยามใหม่ของ Deep Tech ที่กล้าประกาศว่า“เราไม่ใช่สตาร์ตอัป”
ย้อนกลับไปในปี 2017 ช่วงเวลาที่คำว่า “Data Scientist” หรือ “นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล” ยังเป็นเพียงศัพทบัญญัติที่แปลกหูสำหรับคนไทย และยังไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนเปิดสอนหลักสูตรนี้อย่างเป็นทางการ ดร.อสมา ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเปิดบริษัทแล้ววิ่งหาลูกค้า แต่เธอเริ่มต้นด้วยการ “สร้างความเข้าใจ” ให้กับตลาด
เธอตัดสินใจเขียนกระทู้ลงในเว็บอร์ดพันทิป (Pantip.com) ในหัวข้อ “เมื่อฉันเป็น Data Scientist” เพื่อบอกเล่าประสบการณ์และอธิบายให้สังคมไทยได้รู้ว่า อาชีพนี้คืออะไร มีหน้าที่ทำอะไร และสำคัญอย่างไรกับโลกธุรกิจ กระทู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงคอนเทนต์ธรรมดา แต่กลับกลายเป็นกระทู้ยอดเยี่ยมแห่งปีที่จุดประกายให้คนไทยรู้จักสายงานนี้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเธอเองโดยไม่ต้องโฆษณา
เมื่อความต้องการเริ่มก่อตัว “บริษัท คอราไลน์ จำกัด” (Coraline) จึงถือกำเนิดขึ้น ภายใต้ชื่อที่แฝงปรัชญาทางธุรกิจไว้อย่างลึกซึ้ง มาจากคำว่า CORE (แกนกลาง) ผสมกับ LINE (การแตกกิ่งก้านสาขา)
- CORE: สื่อถึงรากฐานเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง นั่นคือความเชี่ยวชาญด้าน Data และ AI ที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญขององค์กร
- LINE: สื่อถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมที่จะแตกไลน์ขยายบริการและผลิตภัณฑ์ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด บนพื้นฐานของแกนกลางที่มั่นคง
สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นความท้าทายกระแสสังคมในยุคนั้น คือการที่ ดร.อสมา ยืนยันเสียงแข็งว่า “เราไม่ใช่สตาร์ตอัป (Startup)”
ในยุคที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นสตาร์ตอัปเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (Fundraising) และฝันถึงการเป็นยูนิคอร์น ดร.อสมา กลับมองต่างมุม เธอมองว่าโมเดลของสตาร์ตอัปมักผูกติดอยู่กับ “อัตราการเผาเงิน” (Burn Rate) เพื่อแลกกับการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายของเธอที่ต้องการสร้างองค์กรที่ “ยั่งยืน”
“Startup วัตถุประสงค์หลักคือระดมทุนเพื่อ Start it up แต่แป้ง Start from scratch (เริ่มจากศูนย์)… แป้งหวังให้บริษัทอยู่ได้อย่างยั่งยืน การอยู่ได้อย่างยั่งยืนคือการผ่านทุก ๆ อุปสรรคอยู่ใน environment ที่มีแต่ปัญหาแต่ยังไปต่อได้”
ดร.อสมา ปฏิเสธโมเดลการระดมทุนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เลือกที่จะเติบโตแบบ Organic ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด เน้นการสร้างรายได้จริงจากการแก้ปัญหาให้ลูกค้าจริง ผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นนี้คือความไว้วางใจจากองค์กรระดับประเทศ ลูกค้ารายใหญ่อย่าง ปตท., OR, ไปรษณีย์ไทย และกลุ่มธนาคารชั้นนำ ต่างเดินเข้ามาหา Coraline ด้วยตัวเอง (Walk-in) เพราะเชื่อมั่นในผลงานที่จับต้องได้และชื่อเสียงในฐานะ “ตัวจริง” ของวงการ
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้าน Data Science เล็ก ๆ ที่ต้องสร้างทีมงานขึ้นมาเองจากศูนย์ Coraline ได้ขยับขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญสู่ Data Engineering และพัฒนาศักยภาพจนกลายเป็น Tech Company เต็มตัวที่มีความครบวงจร พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำธุรกิจเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินนักลงทุนเสมอไป หากแต่ต้องพึ่งพา “แก่น” (Core) ของความรู้และความตั้งใจจริงที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
เส้นทาง 9 ปี Coraline: จากนักสร้างโมเดลสู่ผู้สร้างมาตรฐานอุตสาหกรรม

ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี การเติบโตของ Coraline เกิดจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำและการปรับตัวตามสถานการณ์จริง โดยเริ่มจากการก่อร่างสร้างตัวในช่วงปี 2017 – 2018 (The Beginning) ในฐานะที่ปรึกษาด้าน Data Science ที่เน้นการสร้างโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้า ก่อนจะเล็งเห็นว่าเพียงแค่การวิเคราะห์ยังไม่เพียงพอ จึงขยายทีมไปสู่ Data Engineering เพื่อรองรับการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2019 (Expansion & Resilience) Coraline ได้ยกระดับขีดความสามารถสู่การเป็น Software Developer เต็มตัว จนได้รับความไว้วางใจให้รับงานสเกลใหญ่ระดับประเทศอย่างโครงการของ OR แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง บริษัทก็ต้องเผชิญกับบททดสอบแรกจากวิกฤติโควิด-19 ซึ่งนำไปสู่การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด วิกฤตินี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นโอกาสในช่วงปี 2020 – 2022 (Transformation) เมื่อดร.อสมา ตัดสินใจปรับวัฒนธรรมองค์กรสู่รูปแบบ “Sports Team” ที่เน้นความเป็นมืออาชีพ ทำให้บริษัทเข้มแข็งจนสามารถรับงานภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มวางแผนสร้าง Product ของตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพางานบริการเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังไม่จบสิ้น ในปี 2023 (Efficiency Focus) บริษัทต้องเผชิญกับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงการต่าง ๆ ดร.อสมา จึงตัดสินใจรีออแกไนซ์องค์กรอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นที่การสร้าง Productivity และลดต้นทุน เพื่อรักษาสถานะทางการเงินให้มั่นคง การเตรียมความพร้อมนี้ส่งผลให้ปี 2024 – 2025 (Global Scaling) กลายเป็นปีแห่งการก้าวกระโดด ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship Products) อย่างเต็มรูปแบบ ทั้ง Dart, AutoCatalog และบริการใหม่อย่าง AI Governance พร้อมทั้งขยายฐานธุรกิจด้วยการไปจดทะเบียนบริษัทที่ฮ่องกง เพื่อเตรียมปูทางบุกตลาดโลกผ่าน Cloud Marketplace อย่างเต็มภาคภูมิ
วัฒนธรรม “Sports Team”: เมื่อความรับผิดชอบคือรูปแบบสูงสุดของความใส่ใจ
เบื้องหลังเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง คือความเข้มข้นของ “คน” ที่อยู่เบื้องหลัง ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดกระหน่ำธุรกิจทั่วโลก ดร.อสมา ตัดสินใจทำสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้นำ นั่นคือการ “ล้างไพ่” วัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนจากรูปแบบ “ครอบครัว” (Family) ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยและให้อภัยกันง่าย ๆ มาเป็น “ทีมกีฬาอาชีพ” (Sports Team) ที่เน้นผลลัพธ์และความเป็นมืออาชีพ
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากการละทิ้งความเมตตา แต่เกิดจากการตระหนักว่า ในสนามการแข่งขันจริง หากเราปล่อยให้มีความอ่อนแอเกิดขึ้น คนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดคือ “เพื่อนร่วมทีมที่ตั้งใจทำงาน”
ดร.อสมา เปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพและชวนให้ขบคิดว่า ในสนามฟุตบอล หากผู้เล่นคนหนึ่งขาหักหรือเจ็บป่วย การให้เขาลงสนามไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นการทำร้ายทั้งตัวเขาเองและทีม
“ถ้าเราเอาคนขาหักไปเป็นผู้รักษาประตู คุณคิดว่าคุณจะชนะไหม? แค่นี้เอง นี่คือสปอร์ตทีม… ถ้าคุณเป็นตัวถ่วงเพื่อน ดีที่สุดคือคุณเป็นตัวสำรอง”
ภายใต้วัฒนธรรมใหม่นี้ “Empathy” หรือความเห็นอกเห็นใจ ถูกตีความในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ที่ไม่ใช่การโอ๋คนที่ทำผิดพลาดซ้ำซาก แต่คือการ “เคารพในหน้าที่ของเพื่อนร่วมทีม” เพราะงานในสาย Tech เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ หาก Business Analyst เก็บความต้องการลูกค้ามาไม่ครบ คนสร้างระบบก็ทำงานต่อไม่ได้ หรือหาก Developer สร้างบั๊กทิ้งไว้ ภาระหนักก็จะไปตกที่ Tester ดังนั้น การรับผิดชอบงานของตัวเองให้ดีที่สุด จึงเป็นการแสดงความรักและความเห็นใจต่อเพื่อนร่วมงานอย่างแท้จริง
ความเข้มข้นนี้ยังรวมไปถึงระดับหัวหน้างาน (Senior) ที่นี่ซีเนียร์ไม่ได้มีหน้าที่แค่สั่งงานแล้วดุเมื่อน้องทำไม่ได้ แต่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากน้องในทีมทำงานพลาด คำถามแรกที่ ดร.อสมา จะถามไม่ใช่ “ทำไมน้องทำไม่ได้” แต่คือ “คุณสอนน้องดีหรือยัง? คำสั่งคุณชัดเจนพอไหม?”
แม้วิธีการคัดกรองที่เข้มข้นนี้จะทำให้พนักงานลาออกไปกว่า 70% ในช่วงแรกของการปรับตัว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ “ตัวจริง” (Real Players) ที่มีวินัย ใจสู้ และพร้อมจะแบกรับความกดดันเพื่อสร้างสรรค์งานระดับ World-class ส่งผลให้ในเวลาต่อมา Coraline สามารถรับงานสเกลใหญ่ระดับประเทศได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องคนอีกเลย เพราะทุกคนที่ยืนอยู่ในสนามล้วนเป็นคนที่เชื่อมั่นในเป้าหมายเดียวกัน
วิสัยทัศน์ที่มองขาด: อ่านเกม “AI Bubble” ทะลุก่อนใครจะเริ่มตื่นตัว
ในขณะที่โลกธุรกิจกำลังตื่นเต้นกับกระแส AI ที่พุ่งทะยาน แต่ ดร.อสมา กลับมองเห็นรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกสวยหรูมาตั้งแต่ปี 2017 เธอมองขาดว่าปรากฏการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับยุคฟองสบู่ดอทคอม (.com) ที่นักลงทุนทุ่มเงินมหาศาลให้กับความหวือหวา (Hype) มากกว่าพื้นฐานความเป็นจริง
ดร.อสมา วิเคราะห์โครงสร้างของ AI ไว้ว่า บริษัท AI ที่จะรอดพ้นจากภาวะฟองสบู่แตกและยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน ต้องไม่ใช่บริษัทที่เอาโมเดลสำเร็จรูปของคนอื่น (เช่น OpenAI หรือ Gemini) มาสวมรอยแล้วขายต่อ เพราะนั่นเท่ากับคุณกำลัง “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” หากเจ้าของเทคโนโลยีปรับราคาหรือเปลี่ยนนโยบาย ธุรกิจของคุณก็พร้อมจะพังครืนลงทันที
“ถ้าคุณใช้ LLM ของคนอื่น Data Center ก็ไม่มีเอง Data ของตัวเองก็ไม่มี… คุณมีแค่ระบบที่พึ่งพาคนอื่น แล้วถ้าคนอื่นเขาขึ้นราคา คุณก็ต้องขึ้นราคา สุดท้ายคุณอาจจะอยู่ไม่ได้”
บริษัท AI ตัวจริงในนิยามของ ดร.อสมา ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ส่วน คือ มีข้อมูลเป็นของตัวเอง (Data) มีระบบเป็นของตัวเอง (System) และสามารถสร้าง “สมอง” (Brain/Model) ของตัวเองได้ ด้วยหลักคิดนี้ Coraline จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นที่ปรึกษา (Service Provider) ที่มีเพดานการเติบโตจำกัดตามจำนวนคน แต่ได้ซุ่มพัฒนา “Products” สัญชาติไทย เพื่อเตรียมสเกลธุรกิจไปสู่ระดับโลก (Infinite Scale)
- Dart: อาวุธลับระบบหลังบ้าน เพื่อ SME ไทย ดร.อสมา มองเห็นจุดตายของ SME ไทยที่มักทุ่มเงินไปกับ “หน้าบ้าน” (การตลาดและการขาย) แต่ละเลย “หลังบ้าน” (การบริหารจัดการ) ทำให้เมื่อขายดีกลับเจ๊งเพราะสต็อกจมหรือเงินหาย Dart (Retail Intelligence) จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออุดรอยรั่วนี้ โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook หรือหน้าร้าน มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและการตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ ทำให้ SME มีระบบอัจฉริยะที่แข็งแกร่งทัดเทียมองค์กรใหญ่ ในราคาที่เข้าถึงได้
- AutoGov (Global Spin-off): ปักธงเทคโนโลยีไทยในเวทีโลก นี่คือเดิมพันครั้งใหญ่ที่สะท้อนความทะเยอทะยานของ ดร.อสมา แพลตฟอร์ม AutoGov คือเครื่องมือบริหารจัดการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ที่ถูกออกแบบมาให้ “ใช้งานง่ายที่สุด” (User-friendly) ชนิดที่ไม่ต้องมีช่างเทคนิคไปติดตั้ง (No technician setup)
ด้วยเล็งเห็นว่าตลาด Data Catalog โลกมีมูลค่ามหาศาลถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังขาดโซลูชันที่ยืดหยุ่น (เพราะเจ้าตลาดมักผูกขาดกับคลาวด์ค่ายใดค่ายหนึ่ง) ดร.อสมา จึงตัดสินใจ Spin-off บริษัทนี้แยกออกมาและไปจดทะเบียนที่ ฮ่องกงเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางภาษีและนำสินค้าขึ้นขายบน Cloud Marketplace ระดับโลก รองรับลูกค้าได้ทุกสัญชาติและทุกแพลตฟอร์ม - AI Governance: ผู้บุกเบิกน่านน้ำใหม่แห่งปี 2025 ในขณะที่คนไทยเพิ่งเริ่มตื่นตัวเรื่อง PDPA ดร.อสมา ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวบริการ AI Governance เป็นรายแรกในประเทศไทย ในปี 2025 เพื่อตอบโจทย์องค์กรชั้นนำที่เริ่มนำ AI มาใช้และต้องการระบบกำกับดูแลความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจริยธรรม สะท้อนให้เห็นว่า Coraline ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแสเทคโนโลยี แต่เป็น “ผู้กำหนดมาตรฐาน” ให้กับอุตสาหกรรม
ทิศทาง 5 ปีข้างหน้า: Service ต้อง ‘Limited’ แต่ Product ต้อง ‘Infinite’
เมื่อถูกถามถึงภาพของ Coraline ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากในยุค AI ที่เปลี่ยนแปลงรายวัน ดร.อสมา วางหมากรบไว้อย่างชัดเจนด้วยกลยุทธ์ที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งแต่ลงตัว นั่นคือ “Service ต้อง Limited แต่ Product ต้อง Infinite”
ในขาของ งานบริการ (Service) ดร.อสมา ประกาศชัดเจนว่าจะไม่เน้นปริมาณ ไม่ใช่ใครจ้างก็รับ หรือพยายามขยายทีมให้มีพนักงานเป็นพันคนเพื่อกวาดงานในตลาด แต่เธอต้องการจำกัดขีดความสามารถ (Capacity Limit) ให้เป็น “Specialty” หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับสูงเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าที่เข้ามาหา Coraline จะได้รับงานคุณภาพระดับพรีเมียมจากทีมงานที่คัดสรรมาแล้วอย่างดีที่สุด
“คอราไลน์ตัวเซอร์วิสอ่ะ แคป (จำกัดจำนวน) แต่โปรดักต์อ่ะ ไม่แคปค่ะ ขอให้มันไปแบบ Infinity”
ในขาของ ผลิตภัณฑ์ (Product) คือหนทางสู่ความไร้ขีดจำกัด (Infinity) ดร.อสมา มุ่งเป้าที่จะนำผลิตภัณฑ์อย่าง AutoGov และ Dart ขึ้นสู่ Cloud Marketplace เพื่อขยายตลาดไปสู่ลูกค้าทั่วโลก โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องจำนวนคนทำงาน เหมือนโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์ระดับโลกที่สเกลได้ง่ายและรวดเร็ว
นอกจากนี้ “LINE” หรือการแตกกิ่งก้านสาขาของ Coraline ยังเปิดกว้างสำหรับ “Partnership Model” ในรูปแบบของการ Co-brand หรือร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอื่น เช่น หากบริษัทอสังหาริมทรัพย์มองเห็นโอกาสใหม่แต่ขาดเทคโนโลยี ก็สามารถจับมือกับ Coraline เพื่อสร้างนวัตกรรมร่วมกัน โดย Coraline ทำหน้าที่เป็นแกนกลางด้านเทคโนโลยี (Innovator) เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ไปด้วยกัน
โดยภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ดร.อสมา ระบุว่า เป้าหมายระยะสั้นของ Coraline คือ การนำ Coraline เข้าตลาดหุ้นภายใน 5 ปี และตั้งเป้าหมายนำ AutoGov เข้าตลาดหุ้นต่างประเทศ เพื่อยกระดับองค์กรและสร้างการเติบโตในระดับสากลตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้
ความสำเร็จ คือการชนะใจตนเอง และศรัทธาใน “คุณค่าของความเป็นคน”
วันนี้ Coraline ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 อย่างมั่นคง พร้อมเป้าหมายที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิมในการพาเทคโนโลยีที่สร้างโดยมันสมองคนไทยไปปักธงในเวทีโลก สำหรับ ดร.อสมา แล้ว นิยามของความสำเร็จไม่ได้วัดที่มูลค่าการระดมทุน การเป็นยูนิคอร์น หรือการเป็นที่หนึ่งในตลาด แต่วัดที่การได้ “ทำดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด” และการรักษา “คุณค่าของความเป็นคน” เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยทางลัด ดร.อสมา เลือกที่จะเดินบนทางที่ยากกว่าแต่ภาคภูมิใจกว่า เธอยืนยันเสมอว่าหากเลือกความรวยเป็นที่ตั้ง เธออาจทำกำไรได้มากกว่านี้ แต่เธอเลือกที่จะไม่ทำ หากสิ่งนั้นขัดต่อจรรยาบรรณหรือลดทอนคุณภาพของงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า
“ถ้าเราทำให้ดีที่สุดใน condition ของเรา แล้วเรามองย้อนกลับไปเราจะไม่เสียใจ… แป้งจะรวยกว่านี้ก็ได้ หรือจะให้ Coraline ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็ได้ แต่แป้งไม่ทำเพราะอาจขัดกับจรรยาบรรณส่วนตัว”
ดร.อสมา เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้เกิดจากนโยบายที่สวยหรู แต่เกิดจาก “จุดเล็ก ๆ” ที่เรียกว่า “ความรับผิดชอบ” หากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พนักงานบริษัท หรือผู้บริหาร ต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในมิติที่รับผิดชอบ สังคมก็จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
จากเด็กสาวที่มีหัวใจรั่วและรอดพ้นจากความตายมาได้ สู่ผู้บริหารหญิงแกร่งที่ทุ่มเททำงานหนักเพื่อพิสูจน์ศักยภาพของคนไทย ดร.อสมา และ Coraline คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า Deep Tech ของไทย มีตัวตนอยู่จริง แข็งแกร่งจริง และไม่ได้เกิดขึ้นจากเงินทุนมหาศาล แต่เกิดขึ้นจากหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และการลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ความฝันบนแผ่นกระดาษ
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: เมื่อ AI ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ เศรษฐกิจไทย
‘นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์’ นำพา ‘กันกุล’ สู่หนใดในวันที่ธุรกิจพลังงานไม่เหมือนเดิม
Unilever เปิดคัมภีร์ ‘Precision at Scale’: ใช้ AI เจาะใจลูกค้าในสเกลระดับมหภาค



