การปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยลบภายในประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงแค่ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี กลยุทธ์ทางการเงิน และการกระจายความเสี่ยงเข้าด้วยกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายรายได้รวม 12,500 ล้านบาท และยอดขาย 18,500 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองเกมขาดและกลยุทธ์ที่รัดกุมพร้อมรองรับการเติบโตในทุกมิติ
บริหารจัดการกระแสเงินสด: เปลี่ยนสต๊อกเป็นทุน
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ปีนี้ คือการบริหารจัดการสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลประกอบการ เนื่องจากบริษัทมีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมากถึง 11 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 26,760 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ทั้งจากโครงการแบรนด์หลักในกรุงเทพฯ เช่น เคฟ ลูมิเนส, เคฟ เจเนซิส, โมดิซ วอลท์ และโครงการในภูเก็ต เมื่อรวมกับยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่มีอยู่กว่า 32,861 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2570 ทำให้บริษัทมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง
นัยสำคัญของการมีสินค้าพร้อมโอนจำนวนมหาศาล คือความสามารถในการเปลี่ยนสินค้าคงเหลือ (Inventory) ให้เป็นกระแสเงินสด (Cash Flow) หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว โดยที่บริษัทไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนก่อสร้างเพิ่มเติมในส่วนนี้ เม็ดเงินที่ได้จะถูกนำไปบริหารจัดการภาระหนี้สิน โดยเฉพาะการชำระคืนหุ้นกู้และการลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) ซึ่งคาดว่าจะปรับลดลงเหลือประมาณ 1.3 เท่า ภายในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของปี ช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
ในประเด็นด้านความเชื่อมั่นทางการเงิน ผู้บริหารยังได้ขยายความถึงตัวเลขอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ปรากฏในงบการเงินที่ระดับ 3 เท่ากว่า ซึ่งอาจดูสูงในสายตานักลงทุนทั่วไปว่า ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการรวมงบการเงินกับบริษัทย่อยคือ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งในการเรียกเก็บเงินดาวน์จากลูกค้าต่างชาติสูงถึง 75% ระหว่างการก่อสร้าง ในทางบัญชีเงินรับล่วงหน้านี้ต้องบันทึกเป็น “หนี้สิน” แต่ในความเป็นจริงทางธุรกิจคือกำเงินสดไว้แล้ว ดังนั้นสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบริษัท จึงมีความแข็งแกร่งกว่าตัวเลขทางบัญชีที่ปรากฏ ซึ่งเป็นจุดที่สะท้อนถึงคุณภาพของกระแสเงินสดที่มีศักยภาพสูง
ปักธงภูเก็ต: น่านน้ำใหม่แห่งกำไรและเสถียรภาพ
การเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองที่สุดและถือเป็นหัวใจหลักของการเติบโตในปีนี้ คือการขยายอาณาจักรสู่ตลาดภูเก็ตอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านบริษัทย่อยคือ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งประสบความสำเร็จในการย้ายเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) การรุกตลาดภูเก็ตไม่ใช่เพียงแค่การสร้างยอดขายฉาบฉวย แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวด้วยการครอบครองที่ดินในทำเลศักยภาพ หรือ Strategic Location ครบ 7 หาดสำคัญที่เป็นหัวใจของการท่องเที่ยวภูเก็ต ได้แก่ หาดในยาง, บางเทา, กะตะ, กมลา, ราไวย์, หาดสุรินทร์ และหาดกะรน รวมถึงพื้นที่ศักยภาพโซนเกาะแก้ว
ในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการ Leisure Residence ในภูเก็ตจำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,100 ล้านบาท โดยมีโครงการไฮไลต์ที่น่าจับตามอง ได้แก่ “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin) บนทำเลหาดสุรินทร์, “เดอะไทเทิล วิวาน่า กมลา” (THE TITLE Vivana Kamala) บนหาดกมลา และ “คาซ่า เดอ มอนเต้” (Casa de Monte) โครงการพูลวิลล่าระดับลักชัวรีในโซนเกาะแก้ว ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มโบ๊ท พัฒนา โดยออกแบบเป็นสไตล์อิตาลีเพื่อเจาะกลุ่มครอบครัวโรงเรียนนานาชาติบริติชโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ขนาด 105 ไร่ ที่กมลา ซึ่งวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปี ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม 4 เฟส พื้นที่รีเทล และพื้นที่ส่วนใหญ่จะพัฒนาเป็นพูลวิลล่าเพื่อรองรับดีมานด์ระดับบน
ผู้บริหารของแอสเซทไวส์มองว่า ตลาดภูเก็ตมีโครงสร้างทางการเงินที่เอื้อต่อผู้ประกอบการมากกว่าตลาดกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ทั้งยุโรป รัสเซีย และยูเครน ที่วางเงินดาวน์สูงถึง 25% ระหว่างการก่อสร้าง และโอนกรรมสิทธิ์ด้วยเงินสด 100% เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ทำให้ตัดปัญหาเรื่องการกู้ไม่ผ่าน (Rejection Rate) ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในตลาดแมสของกรุงเทพฯ ส่งผลให้กระแสเงินสดของบริษัทมีความเสถียรสูง โดยคาดว่าในปีนี้จะสามารถรับรู้รายได้จากกลุ่ม TITLE เพียงอย่างเดียวไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท จากโครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ
ในแง่ของการแข่งขัน แม้ตลาดพูลวิลล่าจะมีผู้เล่นทั้งรายใหญ่และรายย่อยเข้ามาจำนวนมาก แต่แอสเซทไวส์มั่นใจในความได้เปรียบด้าน “ผลิตภัณฑ์” (Product) ที่เหนือกว่าคู่แข่งทั่วไป โดยเฉพาะการมีคลับเฮาส์ขนาดใหญ่และระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานระดับสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการจัดสรรที่ดินรายย่อยทำได้ยาก ส่วนแผนการขยายไปสู่จังหวัดท่องเที่ยวใกล้เคียงอย่างพังงาหรือสมุยนั้น ผู้บริหารมองว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากขนาดตลาดยังเล็กและมีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเลือกที่จะทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อรักษาความเป็นเจ้าตลาดในภูเก็ตอย่างเบ็ดเสร็จ
รักษาฐานที่มั่นกรุงเทพฯ: ต่อยอด Campus Condo สู่ Mix-Use และบ้านหรู

ในขณะที่รุกตลาดต่างจังหวัด แอสเซทไวส์ยังคงเดินเกมรุกในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาความเป็นเจ้าตลาด Campus Condo ในย่านรังสิต ด้วยการยกระดับการพัฒนาโครงการสู่รูปแบบมิกซ์ยูส (Mixed-use) ภายใต้ชื่อ “ไวส์พาร์ค รังสิต” (Wise Park Rangsit) บนที่ดินขนาดใหญ่กว่า 60 ไร่ ใจกลางรังสิต ใกล้สถานศึกษาและรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากโครงการเคฟ ทาวน์ และสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ
โครงการไวส์พาร์ค รังสิต ถูกออกแบบให้เป็นเมืองขนาดย่อมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบวงจร ประกอบด้วยโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ คอนโดมิเนียม “เคฟ คานิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง, การเปิดตัวแบรนด์แนวราบใหม่ “เบลสซินี่ รังสิต” (Blessini Rangsit) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และโครงการช็อปเฮาส์ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” (Wise House Rangsit) เพื่อรองรับการทำธุรกิจ ผสานเข้ากับคอมมูนิตี้มอลล์ที่เปิดให้ลูกบ้านและคนภายนอกเข้ามาใช้บริการ สร้างการหมุนเวียนของผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
ในมุมมองของการแข่งขัน ผู้บริหารระบุว่าการที่มีผู้เล่นรายใหญ่รายอื่นกระโดดเข้ามาในตลาดรังสิต ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความคึกคัก และเป็นการยืนยันศักยภาพของทำเล โดยแอสเซทไวส์มั่นใจในจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมากกว่า (Prime Location) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของตลาดเช่าทำกำไร โดยปัจจุบันโครงการ Kave Wonderland มียอดโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วกว่า 500 ยูนิตในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนกระจายความเสี่ยงและขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ด้วยโครงการแนวราบในทำเลศักยภาพอื่น อาทิ “แกรนด์ อเวนิว” (Grand Avenue) ย่านดอนเมือง-สรงประภา และ “เวสต้า เซเรนิตี้” (Vesta Serenity) บ้านหรูริมแม่น้ำท่าจีน ถนนบรมราชชนนี เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์
พลิกโฉมองค์กรด้วย AI: ลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ
ภายใต้วิสัยทัศน์ของการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Business Transformation) แอสเซทไวส์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานในทุกมิติอย่างจริงจังตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับเทคโนโลยี ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการใช้งานเครื่องมืออย่าง ChatGPT แบบเสียค่าบริการให้กับพนักงานทั้งบริษัท เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสะท้อนความสำเร็จของการใช้ AI ได้ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นใน “ทีมการตลาด” ซึ่งสามารถปฏิวัติกระบวนการผลิตสื่อโฆษณาประเภทวิดีโอสั้น จากเดิมที่ต้องพึ่งพาบริษัทเอเจนซีโฆษณาภายนอก โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึงเรื่องละ 1 ล้านบาทและใช้เวลาผลิตนานกว่า 3 เดือน แต่ปัจจุบันทีมงานภายในสามารถใช้ AI ผลิตผลงานได้ด้วยงบประมาณเพียง 3,000 บาท และใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการลดต้นทุนได้มากกว่า 300 เท่า และแม้คุณภาพงานอาจไม่ได้เทียบเท่าภาพยนตร์โฆษณาฟอร์มยักษ์ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความรวดเร็ว (Speed) ที่ทันต่อกระแสสังคมและสถานการณ์การตลาดที่มีความผันผวนสูง
นอกจากงานด้านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี AI ยังถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนงานสนับสนุนอื่น ๆ อย่างเข้มข้น เช่น ฝ่ายจัดซื้อที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และเปรียบเทียบราคาสินค้าจากซัพพลายเออร์เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีที่สุด และฝ่ายกฎหมายที่ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขในสัญญาต่างๆ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) โดยผู้บริหารยังมองไกลไปถึงอนาคตในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและให้บริการลูกค้า ซึ่งแอสเซทไวส์เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
สร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่าน Diversification
แม้ปัจจุบันรายได้หลักกว่าร้อยละ 95 ของบริษัทยังคงมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ แต่เพื่อลดความผันผวนของตลาดและสร้างความมั่นคงในระยะยาว แอสเซทไวส์จึงเดินหน้าแผนการกระจายความเสี่ยง (Diversification) อย่างเข้มข้น โดยมุ่งสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์และเกื้อกูลกัน ทั้งธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
บริษัทได้วางโครงสร้างธุรกิจใหม่ออกเป็นหลายแกนสำคัญ เริ่มจาก ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านบริษัท แอสเซท พลัส (Asset A Plus) ที่ให้บริการรับฝากซื้อ-ขาย-เช่าแบบครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้การบริหารของ บริษัท เทรเชอร์ เอ็ม จำกัด ที่เดินหน้าขยายสาขา “มิงเกิ้ล มอลล์” (Mingle Mall) ไปยังทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย ธุรกิจสุขภาพและเวลเนส (Health & Wellness) ภายใต้กลุ่ม WHB ที่มีบริการหลากหลาย เช่น ร็อคเก็ต ฟิตเนส (Rocket Fitness) และคลินิกกายภาพบำบัดไวทาร่า (Vitala) ไปจนถึง ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านบริษัท คอนเซ็นซัส (Consensus)
ในส่วนของ ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ บริษัทได้ร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญอย่าง ZAAP World เพื่อรุกตลาดการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้ แต่ยังช่วยสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับ ธุรกิจโรงแรมและการบริการ ถือเป็นอีกหนึ่งเดิมพันสำคัญ โดยบริษัทวางเป้าหมายระยะยาวที่จะมีโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอรวมถึง 11 แห่ง โดยจับมือกับเชนโรงแรมระดับโลกอย่าง IHG พัฒนาโรงแรม “โวโค ภูเก็ต บางเทา” (voco Phuket Bangtao) และยังมีแผนพัฒนาโรงแรมแบรนด์ “เมอเวนพิค” (Movenpick) ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2570 นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว “เดอะ ซาลูท” (The Salute) บีชคลับและร้านอาหารริมหาดในยาง ภูเก็ต เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว
ความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลทางธุรกิจนี้ยังควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (ESG) ที่เป็นรูปธรรม โดยบริษัทได้รับการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนระดับ AAA ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เช่น การใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ และการติดตั้ง Solar Roof ในทุกโครงการ
ทิศทางธุรกิจของแอสเซทไวส์ในปี 2569 จึงเป็นการขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ 4 มิติหลัก คือ Product Excellence, Business Transformation, Exceeding Stakeholders’ Expectations และ Diversification & Partnership เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมและการใช้ชีวิตที่เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Big C จับมือ One31 ตั้ง ‘บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์’ ดันโมเดล Content Meets Commerce
DITTO ผนึก GrowPro เสริมแกร่งระบบความปลอดภัยไซเบอร์





