ภาพรวมของอุตสาหกรรมสตาร์ตอัปไทยในปี 2569 ตกอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างเงียบเหงาและซบเซา ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC) ให้มุมมองว่า ปัจจัยหลักเกิดจากสภาวะแวดล้อมระดับมหภาค ทั้งเรื่องการเมืองและสงครามที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน รวมไปถึงข่าวสารเชิงลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความเงียบงันนี้ อุตสาหกรรมกำลังเกิดการผลัดใบครั้งสำคัญ เป็นช่วงเวลาแห่งการคัดกรองตัวจริงออกจากตลาด และการเปลี่ยนผ่านฐานรากทางเทคโนโลยีของประเทศ
หมดยุคขายฝันเน้นสร้างของจริง
ธรรมชาติของสตาร์ตอัปไทยในช่วงที่ผ่านมา มักเป็นการทำธุรกิจตามกระแสหรือใช้ความหลงใหลนำทาง มากกว่าการวิจัยตลาดอย่างลึกซึ้ง คุณธนพงษ์ชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบัน แนวคิดแบบเดิมที่เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ นั้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไปและมักนำไปสู่ความล้มเหลว
“ในอดีตมักมีความเชื่อว่าไม่ต้องมองไกล ให้สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบมาตอบโจทย์เฉพาะหน้าแล้วค่อย ๆ แก้ไขไปเรื่อย ๆ แต่ในปัจจุบันแนวคิดนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป การแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ โดยไร้วิสัยทัศน์ระยะยาวมักนำไปสู่ความล้มเหลว ผู้ประกอบการยุคนี้ต้องมองเห็นภาพปลายทางที่ชัดเจน”
ผู้ประกอบการในยุคนี้จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นภาพปลายทางในระยะยาว การจะหยิบจับเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์มาใช้งาน ไม่ใช่เพียงการทำตามกระแส แต่ต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างแท้จริง เข้ามาประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเร่งการเติบโตในอุตสาหกรรมแนวดิ่งของตนเอง
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนก็ไม่ควรนำงบประมาณไปลงทุนสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์พื้นฐานแข่งกับต่างชาติ แต่ควรเน้นการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สตาร์ตอัปที่ยังสามารถประคองตัวและเติบโตได้ในสภาวะที่เหนื่อยยากเช่นนี้ จึงถือเป็นของจริงที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสูตรเร่งโตแบบก้าวกระโดดเกินจริงเหมือนในอดีต
“Exit” คอขวดและบททดสอบสำคัญ
อีกหนึ่งความท้าทายหลักของระบบนิเวศคือการหาทางออกทางธุรกิจหรือการขายกิจการให้กับนักลงทุนรายอื่น เกณฑ์การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยค่อนข้างสูง ส่งผลให้สตาร์ตอัปที่มีกำไรและเติบโตได้ดี แต่ขนาดยังไม่ใหญ่พอ ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้
“ระบบนิเวศสตาร์ตอัปของไทยยังขาดแคลนเรื่องราวความสำเร็จของผู้ก่อตั้งที่สามารถขายกิจการและสร้างความมั่งคั่งได้จริง เมื่อความสำเร็จที่จับต้องได้มีน้อย จึงส่งผลให้แรงจูงใจในการดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างสตาร์ตอัปมีจำนวนจำกัดตามไปด้วย”
ด้วยเหตุนี้ ทิศทางการลงทุนจึงต้องปรับตัว นักลงทุนและกองทุนต่าง ๆ เริ่มลดการมองหาสตาร์ตอัปหน้าใหม่เข้าพอร์ต และหันมาให้ความสำคัญกับการผลักดันสตาร์ตอัปที่มีอยู่เดิมให้สามารถหาทางออกทางธุรกิจได้ กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือการปรับตัวของกองทุน Beacon VC ซึ่งปัจจุบันมีสตาร์ตอัปในพอร์ตฟอลิโอมากกว่า 30 บริษัท ทางกองทุนได้ปรับยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ช่วงปี 2024 ถึง 2025 โดยมุ่งเป้าไปที่การหาทางออกทางธุรกิจให้กับบริษัทที่ถือหุ้นอยู่อย่างเต็มกำลัง ปัจจัยกดดันสำคัญส่วนหนึ่งมาจากกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ถือหุ้นในสตาร์ตอัปแต่ละแห่งได้ไม่เกิน 10 ปี
แนวทางการผลักดันครอบคลุมทั้งการช่วยขยายธุรกิจเพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ การหาองค์กรใหญ่มาซื้อกิจการ หรือการขายหุ้นออกไปในตลาดรอง แม้จะมุ่งเน้นเรื่องนี้ แต่ Beacon VC ก็ยังคงมีงบประมาณเหลืออีกราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการลงทุนใหม่ ๆ โดยจะพิจารณาเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีการเงินที่สามารถต่อยอดกับธนาคารกสิกรไทยได้ หรือกลุ่มนวัตกรรมขั้นสูงที่น่าสนใจ
“Deep Tech” ความหวังใหม่จากห้องแล็บ
ช่องว่างทางธุรกิจสำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือแอปพลิเคชันทั่วไปเริ่มตีบตัน เนื่องจากปัญหาถูกแก้ไขไปจนเกือบหมดแล้ว โอกาสของธุรกิจเกิดใหม่ต่อจากนี้จึงตกเป็นของกลุ่มนวัตกรรมขั้นสูง หรือเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่ต้องใช้ระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนานาน ทำให้ลอกเลียนแบบได้ยาก
คุณธนพงษ์มองว่า แหล่งกำเนิดหลักของนวัตกรรมกลุ่มนี้คือห้องปฏิบัติการและงานวิจัยจากสถาบันการศึกษา สิ่งสำคัญในการผลักดันงานวิจัยเหล่านี้สู่เชิงพาณิชย์คือการสร้างความเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตัวอย่างความสำเร็จสะท้อนผ่านโครงการบ่มเพาะที่ Beacon VC เคยดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตามด้วยโครงการต่อยอดที่คัดเลือกทีมที่มีศักยภาพมาประกบกับผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งสามารถผลักดันสตาร์ตอัปสายเทคโนโลยีสุขภาพให้เติบโตจนถูกเข้าซื้อกิจการโดยแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำ
บูรณาการระบบนิเวศ จิ๊กซอว์ที่ขาดหาย
แม้ประเทศไทยจะมีองค์ประกอบที่แข็งแกร่ง ทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุน แต่ปัญหาสำคัญคือต่างฝ่ายต่างแยกกันทำผลงานของตนเอง
“ผู้เล่นในระบบนิเวศทุกภาคส่วนต่างทำงานในหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาสำคัญคือขาดการบูรณาการและการพูดคุยกันอย่างแท้จริง ทำให้ต่างฝ่ายต่างขับเคลื่อนไปคนละทิศทางโดยปราศจากเป้าหมายร่วมกันของประเทศ”
หากมีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสตาร์ตอัปออกมาบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาและรอเข้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะช่วยสร้างกลไกเชิงสถาบันอย่างคณะกรรมการสตาร์ตอัป ที่จะรวบรวมทุกภาคส่วนในระบบนิเวศเข้ามากำหนดทิศทางและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
MU SYNERGY: มหิดลจับมือ 200 พันธมิตรธุรกิจ พลิกงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ
PEA จับมือ RISE ลุย Hackathon 2026 ปั้นนวัตกรรมพลังงานไทย



