ภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยผูกอยู่กับการซื้อขาย Bitcoin หรือเหรียญต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนไป เมื่อสถาบันการเงินและกองทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยี Blockchain เริ่มเชื่อมกับสินทรัพย์ในระบบการเงินเดิม ตั้งแต่หุ้น ทองคำ กองทุน ไปจนถึงสกุลเงิน ทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเข้ามาซื้อขายคริปโทเพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับไปสู่การนำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบการเงินจริง
นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) และ ประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) เล่าถึงทิศทางการเงินยุคใหม่ว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรของลูกค้ารายย่อยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการผนึกกำลังกันระหว่างระบบการเงินดั้งเดิม (TradFi) และเทคโนโลยีบล็อกเชน ผ่านการเข้ามามีบทบาทของสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลก เช่น BlackRock และ Fidelity
ในสหรัฐอเมริกา ตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำอย่าง NASDAQ และ NYSE กำลังทดสอบระบบ Tokenized Stocks อย่างจริงจัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก
- รูปแบบแรก: คือการที่ผู้ให้บริการซื้อหุ้นจริงมาออกเป็นโทเคนบนแพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ในประเทศไทย
- รูปแบบที่สอง: คือการที่ตลาดหลักทรัพย์นำ Tokenization มาใช้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดและการชำระราคาให้เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์บนบล็อกเชน
สำหรับประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำลังติดตามและศึกษาความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินประโยชน์และเตรียมความพร้อมในการนำมาประยุกต์ใช้เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากต่างประเทศ
AI อาจเร่งการใช้ Blockchain ผ่านระบบเบื้องหลัง
การก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้บล็อกเชนถูกใช้งานแพร่หลายยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบ AI Agent แม้จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากมาย แต่เมื่อต้องชำระเงินหรือโอนเงินกลับยังติดข้อจำกัดของระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่มีเงื่อนไขในการเข้าถึงและยืนยันตัวตนด้วยบุคคล บล็อกเชนและ Stablecoin จึงเปิดให้ระบบเชื่อมต่อและลงนามธุรกรรมได้โดยอัตโนมัติ
ในอนาคตผู้ใช้งานอาจทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบ AI โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าเบื้องหลังการทำงานนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนหรือ Stablecoin การเติบโตของบล็อกเชนจึงไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ถือครองคริปโทหรือเปิดบัญชีซื้อขายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ดูจากการนำมาใช้เป็นระบบเบื้องหลัง (Underlying Infrastructure)
สมดุลแห่งการกำกับดูแล ปกป้องนักลงทุนส่วนใหญ่โดยไม่ผลักธุรกรรมลงใต้ดิน
เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของภาครัฐและผู้กำกับดูแลทั่วโลกคือการหาจุดสมดุล (Balance) ระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการควบคุมความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยนิรันดร์ได้เปิดมุมมองเชิงนโยบายว่า การออกกฎระเบียบที่ตึงเครียดจนเกินไป เช่น การสั่งจำกัดวงเงินถอนอย่างกวดขัน อาจกลายเป็นการผลักดันธุรกรรมลงไปอยู่ใต้ดินจนไม่สามารถตรวจสอบได้เลย
“ทางเลือกของการกำกับดูแลมีอยู่สองแนวทาง ทางแรกคือพยายามปิดกั้นหรือจำกัดให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานปกติส่วนใหญ่ เพียงเพื่อจัดการกับคนร้ายที่เป็นคนส่วนน้อย ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายประเทศใช้อยู่ คือการนำทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนดิน เข้าสู่ระบบที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลในการตรวจสอบและไล่จับกุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ดังนั้น แนวทางที่สร้างสรรค์จึงเป็นการสร้างกรอบกฎระเบียบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมกับการประยุกต์ใช้มาตรการคัดกรองพฤติกรรมบัญชีต้องสงสัย (KYC/AML) ที่แม่นยำ เช่น การตรวจสอบบัญชีที่ไม่มีรายได้หรือข้อมูลทางการเงินสอดคล้องกับธุรกรรม แต่กลับมีเงินจำนวนมากเคลื่อนไหว วิธีนี้ช่วยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเสี่ยงโดยตรง โดยไม่สร้างภาระหรือกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วไปในระบบ
‘บล็อกเชนตามรอยได้ดีกว่าเงินสด’
แม้หลายฝ่ายยังมีความกังวลว่าคุณสมบัติความเป็นอิสระทางการเงิน (Freedom of Money) ของคริปโต อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือย้ายเงินผิดกฎหมาย นิรันดร์มองว่า สิ่งที่เหนือกว่าการขนเงินสดหรือการค้าของเทาในโลกจริง คือ ความสามารถในการตรวจสอบเส้นทางย้อนหลัง (Traceability) บนระบบบล็อกเชน
“หากคนร้ายขนเงินสดหรือกว้านซื้อเบียร์เป็นลัง ๆ เพื่อขนข้ามแดนไปขายแลกเป็นเงินสดในประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมได้เพราะการขนเบียร์ข้ามแดนไม่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่สำหรับบล็อกเชน แม้จะไม่ทราบในทันทีว่าตัวตนเจ้าของกระเป๋าคือใคร แต่ธุรกรรมทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างเปิดเผย สามารถสืบหาเส้นทางและดักจับปลายทางตอนถอนออกเป็นเงินสดได้”
ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ประกอบการศูนย์ซื้อขายและตำรวจไทย สามารถแกะรอยและอายัดเงินที่ถูกแฮกหรือสแกมคืนมาได้สูงถึง 70% ในหลายเคสใหญ่ และจากการคัดกรองพฤติกรรมบัญชีต้องสงสัยอย่างเข้มงวด ส่งผลให้สัดส่วนบัญชีม้าในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยลดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด จนปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 0.x% เท่านั้น
ปักหมุดไทยแลนด์: จัดงาน “Binance Blockchain Week Bangkok 2026”
ประเทศไทยมีทั้งฐานผู้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลและกรอบกำกับดูแล โดยนิรันดร์ระบุว่า ไทยมี Crypto Penetration ประมาณ 12% และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการใช้งานคริปโทสูง ขณะที่กฎเกณฑ์กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลมีมาตั้งแต่ปี 2561 ภาพของไทยจึงต่างจากบางประเทศที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่ยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
บริบทนี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัด Binance Blockchain Week Bangkok 2026 (Asia Edition) วันที่ 28–29 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้ธีม “EVOLVE” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจากโลกคริปโทไปสู่การใช้งานที่กว้างขึ้น เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแล Real World Asset และ Tokenization, Stablecoin ไปจนถึง Trust, Compliance และ Security
ความเปลี่ยนแปลงเห็นได้จากผู้เข้าร่วมงาน จากเดิมที่ Binance Blockchain Week มักเป็นพื้นที่ของคนในอุตสาหกรรมคริปโทที่เข้ามาพูดถึงโครงการต่าง ๆ แต่ครั้งนี้จะมีสถาบันการเงินและกองทุนเข้ามาพูดถึง Tokenization และ Stablecoin มากขึ้น สอดคล้องกับภาพที่สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเชื่อมเข้ากับระบบการเงินเดิมมากขึ้น
นิรันดร์คาดหวังว่า การจัดงานในกรุงเทพฯ จะเป็นโชว์เคสและสะพานเชื่อมสำคัญที่สะท้อนให้เห็นทิศทางระดับโลก ช่วยให้ภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาคการเงิน และนักลงทุน ได้เห็นแนวทางจากต่างประเทศเพื่อนำมาพิจารณาต่อยอด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนบนมาตรฐานสากล
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
InnovestX มองไตรมาส 4 ยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกมากขึ้น รับดอกเบี้ยสูง-น้ำมันกดดันตลาด
MTS GOLD จับมือ kubix ปั้นโทเคนทองคำรายแรกของไทยชูโมเดล ‘3% Plus‘ การันตีเงินต้น 100%



